หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: เรื่อง KBANK นายบัณฑูร+ประสาร ผู้ว่าแบงค์ชาติ ได้ฟ้องร้องถึงท่านราชเลขาธิการและนายกแล้ว แต่เ  (อ่าน 491 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 13 พ.ย. 11, 14:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
ตามที่ผมได้ตั้งกระทู้หลายสิบกระทู้เรื่องธนาคารกสิกรไทยและธนาคารต่างๆ ใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาเปรียบประชาชนโดยมิชอบนั้น และไม่ได้ตั้งกระทู้เพิ่มเติมอีกเลยเกือบปี แต่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผมจำเป็นต้องมาตั้งกระทู้แจ้งข่าวความคืบหน้านี้ให้เพื่อนสมาชิกรับทราบเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การร้องเรียนท่านราชเลขาธิการเมื่อวันที่ 26-5-54 และการร้องเรียนนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่สำนักงานนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาลโดยตรงเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554

เมื่อวันศุกร์ที่ 11-11-11 นี้ ผมได้ไปแจ้งความจำนงแก่ผู้จัดการสาขาว่า กรณีมหันตอุทกภัยนี้ ทางธนาคารจะสามารถพิจารณาลดดอกเบี้ย คืนเงินวงกู้ที่หั่นไปโดยมิชอบ หรือแก้ปัญหาที่แบงค์กลั่นแกล้งลูกค้าโดยมิชอบด้วยเหตุผลตามที่ได้ร้องเรียนมาประมาณกว่า 6 ปี นี้ได้อย่างไรบ้าง ผู้จัดการกลับเลี่ยงความรับผิดชอบโดยตรงและโยนเรื่องไปให้หน่วยปรับโครงสร้างหนี้แทน ซึ่งไม่ตรงจุดและไม่สามารถทำได้เพราะผมยังเป็นลูกค้าที่ดีอยู่ ผมจึงได้เสนอเรื่องจะขายบ้าน 2 หลังและที่ดินที่ได้ช่วยซื้อจากหนี้เสียธนาคารกสิกรไทยไป เพื่อจะได้เงินส่วนต่างอีกหลายล้านบาทมาทำธุรกิจต่อได้ แต่ขอให้ทางธนาคารพักการชำระหนี้หรือดอกเบี้ยชั่วคราวจนกกว่าจะสามารถขายทรัพย์สินได้และไม่ให้เสียเครดิตที่ดีด้วย ผู้จัดการก็ว่าจะปรึกษากันดู แต่พอขอคำตอบว่าอย่างช้าใช้เวลาประมาณเท่าไร กลับแกล้งตอบว่า 6 เดือน ทำให้ผมต้องโทรไป 02-8888888 เพื่อร้องเรียนผู้จัดการที่มีพฤติกรรมไม่ใส่ใจบริการลูกค้า แฝงเร้นด้วยเจตนาไม่ดีอย่างเห็นได้ชัด call center ว่า เรื่องนี้โดยทั่ว ๆ ไปใช้เวลา 1-2 เดือน จะให้ผู้จัดการเขตและภาคตรวจสอบ และจะแจ้งให้ทราบใน 3-4 วัน เรื่องนี้บ่งให้เห็นชัดเหมือนกับตอนที่ขอวงเงินกู้เพิ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ตอนเรียกไปเจรจาที่สำนักงานใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งว่าหากให้กู้เดี๋ยวแบงค์ชาติจะมาเล่นงาน แต่เมื่อผมสอบถามเจ้าหน้าที่แบงค์ชาติแล้ว ก็ได้พบความจริงว่าเจ้าหน้าที่กสิกรไทยโกหก เพราะแบงค์ชาติจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับลูกค้าที่เครดิตยังดีอยู่ และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการร้องเรียนแบงค์ชาติจนถึงทุกวันนี้ นี่คือกระทู้หลังสุดที่ตั้งเมื่อวันที่ 14-12-53 และได้สำเนากระทู้นี้ไปร้องเรียนนายประสาร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17-2-54 และมีสำเนาให้ทางสคบ.เมื่อวันที่ 22-02-54 ด้วย

ลางร้ายหายนะในยุคมืดเผด็จการโจรกบฏครองเมือง แม้แต่ผู้ว่าแบงค์ชาติก็เลวไม่แพ้กัน?
http://webboard.news.sanook.com/forum/?topic=3333590
เมื่อ: 14 ธ.ค. 10, 22:48 น


ส่วนสาเหตุที่ไปร้องเรียนท่านราชเลขาธิการเมื่อวันที่ 26-5-54 นั้นเป็นเพราะถูกการกลั่นแกล้งและกีดกันไม่ให้พบนายบัณฑูร ไม่ว่าจะไปกี่ครั้งกี่หนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเลขาหน้าห้องมารยาททราม แม่บ้าน และล่าสุดคือ คุณ.... ที่ว่ายังไงก็ไม่ได้พบคุณบัณฑูร แสดงความไม่เป็นมิตรให้การ์ดส่วนตัวประกบทำนองอยากไล่ออกไป แต่ติดที่ผมอยู่รออยู่ตามสิทธิที่มี เลยไม่กล้า ซ้ำยังถามเชิงท้าทายให้ไปฟ้องร้องอีกด้วย ผมเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะนั่งรอต่อ จึงลากลับและตรงไปยื่นรื่องร้องเรียนที่เจ้าหน้าที่ราชเลขาธิการ โดยแนบหนังสือร้องเรียนหลังสุด 4 ฉบับประกอบไปด้วย(ดังปรากฎในในกระทู้เดิม) แต่รอจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีคำตอบแต่อย่างไร

ผมจึงตัดสินใจไปยื่นเรื่องถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่สำนักงานนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาลโดยตรงเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 โดยมีหนังสือสำเนาเอกสารประกอบล่าสุด 4-5 ฉบับ พร้อมดีวีดี กระทู้ในสนุกทั้งหมดด้วย แต่เนื่องจากเกิดเหตุน้ำท่วมหรืออย่างไรไม่ทราบ เรื่องที่ร้องเรียนเอาผิดผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่และเรื่องอื่น ๆ จึงยังไร้คำตอบใด ๆ ทั้งสิ้น

ส่วนวันที่ 4 ตุลาคม 2554 (เลื่อนจาก 21-9-54) ผมได้ไปตามนัดเจรจา 3 ฝ่าย ที่สคบ.เป็นครั้งที่ 2 โดยมีท่านเลขาธิการ สคบ. เป็นประธานพร้อมคณะอีกหลายท่าน แต่ก็ไร้ผลเพราะทางกสิกรไทยและโพรเกรส ฯ ยังยืนยันเช่นเดิม ไม่ยอมรับผิด ผมเกรงว่าข้อชี้แจงในวันนั้นจะถูกบิดเบือน จึงต้องทำหนังสือเพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่งในวันที่ 5-10-54 กล่าวหาสรุปย่อรวม 12 ข้อส่งให้ทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงานนายรัฐมนตรีและท่านเลขาธิการสคบ.โดยมีทั้งแฟกซ์และอีเมล์ด้วย จะได้ไม่มีข้ออ้างว่ายังไม่ได้รับ แต่เนื่องจากมีเหตุวิกฤติการณ์น้ำท่วม หรืออย่างไรไม่ทราบ เรื่องก็ยังเงียบเชียบ ไร้วี่แววว่า เมื่อไรจะมีคำตอบเสียที
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 13 พ.ย. 11, 14:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
8 กันยายน 2554

เรื่อง ร้องเรียนธนาคารกสิกรไทย PROGRESS APPRAISAL CO.,LTD. สคบ.และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

ข้าพเจ้าเป็นลูกค้าธนาคารกสิกรไทยจำกัด มหาชน มาตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2531 โดยกู้เงินครั้งแรกเพื่อมาลงทุนค้าขายด้วยวงเงิน ...... บาท จนกระทั่งปัจจุบันมีวงเงินกู้ ...... บาท ตลอดเวลากว่า 23 ปีที่ผ่านมานี้ ข้าพเจ้าเป็นลูกค้าที่ดี มีบัตรเครดิตทั้งบัตรทองและบัตรพลาตินัม จ่ายเงินดอกเบี้ยโอดีและเงินผ่อนบ้านและที่ดินที่ซื้อจากหนี้เสียอีกกว่า ... ล้าน (ธันวาคม 2546) ด้วยดีโดยไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น มีก็แต่ทางธนาคารมักจะเอารัดเอาเปรียบข้าพเจ้าในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย จนต้องร้องเรียนที่สำนักงานใหญ่หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ทางธนาคารเมื่อสู้เหตุผลของข้าพเจ้าไม่ได้ ก็ยอมพบกันครึ่งทาง จึงไม่มีปัญหาแต่อย่างไร ยกเว้นการขอวงเงินกู้เพิ่มเติมด้วยหลักทรัพย์เดิมในครั้งหลังสุดนี้ ซึ่งเกิดขึ้นแต่ปี 2548 จนถึงบัดนี้ แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดแก้ไขให้ความเป็นธรรมได้

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2548 ข้าพเจ้าต้องการวงเงินกู้โอดีเพื่อการค้าเพิ่มเติมอีก .... บาท จึงได้ยื่นเรื่องให้ธนาคารกสิกรไทยดำเนินการ โดยได้ให้ PROGRESS APPRAISAL CO.,LTD. ซึ่งเป็นบริษัทประเมินทรัพย์สินในเครือข่ายธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้ประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ .... ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 7 ตารางวา ซึ่งจำนองอยู่ก่อนแล้ว โดยจำนองครั้งที่ 1 วันที่ 22 มิถุนายน 2544 เป็นเงิน .... บาทและครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2545 เป็นเงิน .... บาท ปรากฏว่า ผลการประเมินเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 ได้แค่ .... บาท (เมื่อวันโอน 14 พฤศจิกายน 2543 ที่ดินแปลงนี้ ที่ดินจังหวัดตีราคา .... บาท) ขอให้ประเมินใหม่อีกหลายครั้งก็ยังยืนยันราคาเดิม แม้ว่าจะมีถนนคอนกรีตผ่านหน้าที่ดินแล้วก็ตาม ข้าพเจ้าจึงให้ประเมินที่ดิน น.ส. 3 ก เลขที่ ... และ .... (รวม 12 ไร่กว่า) ต.ค่ายบกหวาน จ.หนองคาย ซึ่งจำนองไว้กับกสิกรไทยเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2545 ในวงเงิน .... บาท โดยหวังว่าจะได้เพิ่มขึ้น แต่ผลปรากฏว่า นอกจากจะประเมินแค่ประมาณ ... บาท ซึ่งต่ำกว่าเก่าแล้ว ยังมาหั่นเงินเดิมไป ... บาท จากเดิมที่ได้แค่ .... บาท เหลือแค่ .... บาท สาเหตุเพราะข้าพเจ้าขายที่ดินแปลงหนึ่ง เนื้อที่ 1 ส่วน 3 ไร่ ซึ่งจำนองไว้กับธนาคาร .... บาท (ขายเมื่อปี 2550 ราคา ... บาท หากคิดเป็นไร่เท่ากับ .... บาท ห่างจากที่ดินโฉนดเลขที่ .... ประมาณ 7-800 เมตร) และที่ดินแปลงนี้ได้ทำสัญญากู้พร้อมกับที่ดิน น.ส. 3 ก 2 แปลงดังกล่าวรวมวงเงิน .... บาท โดยแบ่งเป็นวงเงินโอดี .... บาทและวงเงินกู้ ... บาท ทำให้ธนาคารถือโอกาสมัดมือชกตัดวงเงินสัญญาโอดี ... บาทจนหมด แทนที่จะหักไปแต่ ... บาท ตามที่จำนองไว้เดิม ซึ่งแม้ว่าข้าพเจ้าร้องเรียนทวงคืนมาโดยตลอดรวมเวลากว่า 4 ปีแล้ว แต่ทางธนาคารก็ยังไม่ยอมคืนให้แต่อย่างไร เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องเลวร้ายมาก ไร้ทั้งคุณธรรมและจริยธรรมอย่างยิ่ง การที่ข้าพเจ้ายอมเสียค่าธรรมเนียมในการประเมินที่ดินถึง 2 ครั้ง แทนที่จะได้วงเงินเพิ่ม กลับมาถูกหั่นตัดวงเงินเดิมในขณะที่ข้าพเจ้ามีความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างมาก จนมีส่วนทำให้ข้าพเจ้าต้องสูญโอกาสดี ๆ ทางการค้าขายและเสียลูกค้าไปจนหมดสิ้นในที่สุด แต่สิ่งที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องมาร้องเรียนธนาคารแห่งประเทศไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 นั้น เป็นเพราะทางธนาคารมาโกหกว่า หากให้ข้าพเจ้ากู้เดี๋ยวธนาคารแห่งประเทศไทยจะมาเล่นงานซึ่งเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตอบว่าไม่จริง เพราะหากเป็นลูกค้าดี เขาจะไม่มายุ่งเกี่ยว ประกอบกับช่วงนั้นเผอิญธนาคารเปลี่ยนแปลงสัญญาเงินฝากอีกครั้งหนึ่งด้วยการเพิ่มยอดต่ำสุดใหม่เพื่อหวังลบล้างบัญชีที่ไม่มีการหมุนเวียนโดยไม่แจ้งลูกค้าทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้แม่และพี่สาวข้าพเจ้าซึ่งเปิดบัญชีออมทรัพย์ไว้ต้องโดนหักเงินค่ารักษาบัญชี 50 บาทต่อเดือน ข้าพเจ้าเคยร้องเรียนกสิกรไทยแค่ตอนโดนหักครั้งแรกแล้ว แต่ธนาคารก็ไม่ใส่ใจใด ๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งแม่ข้าพเจ้านั้นโดนหักอีกเป็นครั้งที่สอง จึงต้องร้องเรียนแบงค์ชาติจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าธนาคารจะยอมคืนให้ในภายหลัง แต่พี่สาวข้าพเจ้าก็ได้ปิดบัญชีไปแล้วและยังไม่ได้ไปรับเงินคืนแต่อย่างไร นอกจากนี้บัญชีเงินออมทรัพย์และห้างหุ้นส่วนของข้าพเจ้าเองก็ยังโดนหักจนหมด แต่ข้าพเจ้าไม่อยากให้ยุ่งยาก จึงไม่ได้ร้องเรียนแต่อย่างไร (ตอนเกิดเรื่อง ขนาดผู้จัดการสาขาดาวคะนองยังไม่ทราบเลยว่า เงื่อนไขระหว่างบัญชีออมทรัพย์และกระแสรายวันต่างกันอย่างไร แล้วจะให้ลูกค้าเข้าใจได้อย่างไร ข้าพเจ้าเองเคยโดนหักเงินในกระแสรายวัน 1,000 บาทจนเกลี้ยงบัญชี รองผู้จัดการคืนให้ ฝากใหม่ก็ยังโดนอีกเพราะขาดความเข้าใจนี่เอง) แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องร้องเรียนต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น ธนาคารแห่งประเทศไทย สคบ. (ครั้งแรกวันที่ 19 มิถุนายน 2550) 1111 และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ก็เพราะว่า ยังไม่มีหน่วยงานใดที่จะดำเนินการให้ธนาคารต่าง ๆ คืนเงินค่าธรรมเนียมที่หักโดยไม่ชอบธรรมนี้แก่ลูกค้ารายอื่น ๆ ด้วย และอีกประการหนึ่งก็คือธนาคารกสิกรไทย(รวมทั้งธนาคารอื่น ๆ ) มักเอารัดเอาเปรียบลูกค้าอย่างสุด ๆ ไม่ว่าเป็นส่วนต่างดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม การเปลี่ยนแปลงสัญญาโดยไม่แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าเหมือนมัดมือชกลูกค้าอย่างหน้าด้าน ๆ การใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกให้ลูกค้าเสียเงินค่าธรรมเนียมฟรี ๆ โดยไม่เป็นธรรม การกลั่นแกล้งเอาเปรียบลูกค้าเพื่อผลงานโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมจรรยาอันดีงาม การไม่รักษาสัญญาตามคำการโฆษณา “บริการทุกระดับประทับใจ” แต่ในความเป็นจริงที่ข้าพเจ้าได้รับคือ “บริการเอารัดเอาเปรียบจนกว่าลูกค้าจะตาย” ต่างหาก จริงอยู่ธนาคารมีสิทธิในการพิจารณาให้กู้ การลดดอกเบี้ย ฯลฯ ตามหลักเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ แต่ทำไมผู้จัดการแต่ละท่านจึงต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมโกหกซ้ำซากซึ่ง ๆ หน้าให้เสียความรู้สึกและความน่าเชื่อถือจนทนรับไม่ได้และไม่อยากเจรจาด้วย และจำต้องมาร้องเรียนถึงท่านในที่สุดเพราะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่เป็นคู่กรณีของข้าพเจ้านั้น เคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย และเคยเข้าข้างลูกน้องอย่างไร้เหตุผลจนโดนข้าพเจ้าต่อว่าซึ่งหน้าและลุกหนี และยังมีส่วนละเลยการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการห้ามรับหนังสือร้องเรียนตามหนังสือฉบับวันที่ 17 กุมพาพันธ์นี้

ข้าพเจ้าได้แนบสำเนาหนังสือร้องเรียนตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2553 จนถึงฉบับล่าสุดถึงท่านราชเลขาธิการเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 เรื่องขอความเป็นธรรม พร้อมทั้งซีดีหนังสือร้องเรียนและกระทู้ต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ในเว็บบอร์ดสนุก(www.sanook.com) แต่ปี 2552-3 มาประกอบด้วยเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนดียิ่งขึ้น ท่านจะได้สามารถพิจารณาแก้ไขปัญหาที่คาค้างอยู่หลายปีนี้ให้ลุล่วงตรงตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของการร้องเรียนในครั้งนี้ และหากมีการตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ตามที่ได้ร้องเรียนด้วยก็ยิ่งดี
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นะฮะ
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 13 พ.ย. 11, 14:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับ คุณ Jrchai


ขอให้กำลังใจ..สู้ต่อไปนะคุณ...

จะรบกับขบวนการนี้..ต้องเข้มแข็ง..และสู้ไปให้สุด ๆ....

อย่างที่เคยบอกกับคุณไปแล้ว....!!!!!!!!!
q*062q*071q*039

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 13 พ.ย. 11, 15:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บริษัทพวกนี่มันหน้าเลือดจริงๆครับผมโดนเรียกเก็บค่าอินเตอร์เน็ตของ3bb ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายนถึงวันนี้ เป็นจำนวนเงิน 1262 บาท ซึ่งผมก็แจ้งไปแล้วว่าบ้านผมโดนน้ำท่วมมันก็ไม่ควรจะเก็บเงิน ส่วนที่ผมนั่งเล่นอยู่นี่ เล่นที่ร้านบ้าง ตอนหลังลงทุนซื้อโน็ตบุ๊ค เพื่อมาใช้ทำธุรกิจเพื่อการลงทุน โดยเชื่อมต่อเน็ตผ่านบริการบูธูปทางมือถือ ส่วนเน็ตบ้านแทบไม่ได้ใช้เลยเพราะยังเล่นไม่ได้น้ำยังไม่แห้งดีในห้องที่ผมติดตั้งเน็ตไว้ นี่กำลังคิดอยู่ว่าจะยกเลิกบริการแล้ว เพราะจากการเชื่อมเน็ตผ่านบูธูปผมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆเลย เพียงแต่มันไม่ไวเท่านั้น ซึ่งผมก็ไม่ได้โหลดอะไรมากนอกจากเปิดดูกราฟหุ้น มันเล่นกันแบบนี้ไม่แฟร์เลยนะ นี่ถ้าผมเป็นคุณก็คงเครียดมากแล้วเพราะถ้าต้องใช้เงินหมุนแต่โดนเล่นแบบนี้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 13 พ.ย. 11, 15:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับ คุณ kasa2009

ขอบคุณครับที่มาร่วมแสดงความคิดเห็น
การเอารัดเอาเปรียบนั้น มีทุกที่แหละครับ
อยู่ที่เรายอมหรือไม่ และสามารถเอาเหตุผลไปต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่พึงมีหรือไม่
เรื่องที่ผมร้องเรียนมาหลายปีนี้ น่าจะเป็นตัวอย่างการต่อสู้กับความอยุติธรรมได้เป็นอย่างดี หากคุณสนใจก็ลองคลิกที่ลิ้งค์นี้ได้ครับ


ลางร้ายหายนะในยุคมืดเผด็จการโจรกบฏครองเมือง แม้แต่ผู้ว่าแบงค์ชาติก็เลวไม่แพ้กัน?
http://webboard.news.sanook.com/forum/?topic=3333590


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 13 พ.ย. 11, 15:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับ คุณ Jrchai


ขอให้กำลังใจ..สู้ต่อไปนะคุณ...

จะรบกับขบวนการนี้..ต้องเข้มแข็ง..และสู้ไปให้สุด ๆ....

อย่างที่เคยบอกกับคุณไปแล้ว....!!!!!!!!!
q*062q*071q*039



ขอบคุณ คุณ นะฮะ มากครับที่มาให้กำลังใจผมเป็นอย่างดี

คุณดูนี่สิว่า ผมสู้ขนาดไหน

วัตถุประสงค์ของการร้องเรียน 12 ข้อ


************************************

5 ตุลาคม 2554

เรื่อง วัตถุประสงค์ของการร้องเรียน

เรียน นายกรัฐมนตรีและเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

เนื่องจากการไกล่เกลี่ยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ตามหนังสือที่ นร 0304/17294 ลงวันที่ 20 กันยายน 2554 นั้น ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะทางกสิกรไทยและโพรเกรสฯยังยืนยันเหมือนเดิมโดยไม่ยอมรับผิดในเรื่องการกลั่นแกล้งเอารัดเอาเปรียบลูกค้าและประเมินหลักทรัพย์ขาดหลักวิชาการทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าได้แสดงหลักฐานอย่างเด่นชัดไม่ว่าจะเป็นหลักฐานพยานบุคคลและพยานเอกสารตามที่ได้มอบให้แล้วก็ตาม ท่านจึงได้ยุติการเจรจาไกล่เกลี่ยและได้สอบถามข้าพเจ้าถึงความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของการร้องเรียน ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังให้คำตอบอยู่นั้น มีเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งได้พูดสอดแทรกระหว่างที่ข้าพเจ้าพูดถึง 3-4 ครั้งเพื่อให้สรุปเหมือนกับไม่ต้องการฟังคำชี้แจงทั้ง ๆ ที่เวลายังเหลือเฟือ (ประมาณ 15 น.) ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะแจ้งความจำนงของการร้องเรียนได้ครบถ้วนดังที่ต้องการได้ จึงได้แต่พูดถึงการร้องเรียนต่าง ๆ ทั้งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สคบ. 1111 สำนักนายกรัฐมนตรี เว็บบอร์ด www.sanook.com จนกระทั่งครั้งหลังสุดที่ท่านราชเลขาธิการ (26-5-54) และท่านนายกรัฐมนตรี (9-9-54) ตามสำเนาที่ได้มอบให้ และได้สรุปที่ต้องการร้องเรียนท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ซึ่งเป็นคู่กรณีโดยตรง เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาต่าง ๆ จนถึงทุกวันนี้ มีกรรมการท่านหนึ่งถามขึ้นว่ามีอย่างเดียวหรือ ข้าพเจ้าจึงได้ตอบว่า มี 10 กว่าอย่างโดยถือว่ากรรมการสามารถอ่านรายละเอียดทุกอย่างที่มีอยู่ครบถ้วนแล้วในหนังสือร้องเรียนหลายฉบับด้วยกัน รวมทั้งข้อมูลกระทู้ต่าง ๆ ในซีดีที่มอบให้ด้วย

ในเมื่อกรรมการต่างต้องการจะยุติการเจรจาโดยเร็วและไม่ใส่ใจสอบถามเพิ่มเติมแต่อย่างไร ข้าพเจ้าเกรงว่ากรรมการจะไม่เข้าใจคำร้องของข้าพเจ้ากระจ่างชัดเจนเพียงพอและอาจไม่พิจารณาฟ้องร้องกสิกรไทยและโพรเกรสฯ ในความผิดต่าง ๆ มากมายตามที่ข้าพเจ้าร้องเรียนมารวมกว่า 4 ปี ข้าพเจ้าจึงได้พิมพ์รายละเอียดโดยย่อถึงข้อเรียกร้องเป็นข้อ ๆ ดังนี้

1.การหักค่าธรรมเนียมการรักษาบัญชีกระแสรายวันและออมทรัพย์ 100 บาท และ 50 บาทต่อเดือน

-ควรคืนเงินที่หักโดยมิชอบจากบัญชีกระแสรายวัน 100 บาทต่อเดือนและ 50 บาทต่อเดือนจากบัญชีออมทรัพย์ แก่ลูกค้าทั้งหมด และควรยกเลิกกฎนี้ทิ้งไปเสีย

2.การหักเงินบัญชีโอดี .... บาท จากยอดจำนองเดิมโดยไร้ความเป็นธรรมมากว่า 4 ปีแล้ว

-ควรรีบคืนให้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น

3.ปฏิเสธเงินกู้โดยการอ้างว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ หลักทรัพย์ไม่เพียงพอ เงินหมุนเวียนไม่มากพอ ไม่ประกอบธุรกิจ

-ควรให้กู้ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างน้อย ... ล้านบาทโดยไม่มีข้อแม้ และด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด

4.จ่ายค่าประกันอัคคีภัยมากกว่าจริงเกือบเท่าตัวมาหลายปี ประกันเกินวงเงินที่กู้โดยไม่รู้เรื่องด้วยเหมือนมัดมือชก

-ควรชดเชยให้ตามที่ธนาคารเห็นสมควร

5.ส่วนต่างดอกเบี้ยมากเกินไป เอาเปรียบผู้กู้เวลาลดเพิ่มดอกเบี้ยหลายครั้งรวมประมาณ 1 % การผลักภาระหนี้เสียของธนาคารให้ผู้กู้ 1-1.4 % ไม่เป็นธรรม

-ควรลดส่วนต่างดอกเบี้ยลงอย่างต่ำ 1-2 %

6.ผู้จัดการเขตสัญญาจะลดดอกเบี้ยโอดีให้ตอนเจราจา 3 ฝ่ายที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2553 เรื่องนี้ได้ยื่นเรื่องและรอมากว่า 2 ปีแล้ว ทวงแล้วทวงอีก แต่ก็ยังไม่ได้

-ควรลดดอกเบี้ยโอดีให้ประมาณ 1 % โดยไม่มีเงื่อนไข โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการชดเชยความเสียหายในอดีตและเป็นการตอบแทนในฐานะที่เป็นลูกค้าที่ดีที่จ่ายดอกเบี้ยเลี้ยงดูธนาคารมากว่า 23 ปี
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 13 พ.ย. 11, 15:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
7.การสมรู้ร่วมคิดกับโพรเกรสประเมินทรัพย์สินต่ำกว่าความเป็นจริงมากเพื่อให้กู้น้อยสุด หรือถึงขั้นหั่นเงินกู้เดิมโดยมิชอบ

-คืนเงินค่าประเมินและชดเชยความเสียหายและเสียโอกาสทางการค้า

8.ผิดสัญญาจากบริการทุกระดับประทับใจเป็นบริการเอารัดเอาเปรียบจนกว่าลูกค้าจะตาย

-แสดงความรับผิดชอบหรือไม่ก็ยกเลิกการโฆษณานี้ไปเสีย

9.การเปลี่ยนแปลงสัญญาเพิ่มค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แบบมัดมือชก เช่น ค่ารักษาบัญชี เป็นต้น

-คืนเงินที่ได้มาโดยมิชอบ ลดค่าธรรมเนียมลงให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

10.มีเจตนากลั่นแกล้งลูกค้าเพื่อหวังยึดทรัพย์ขายทอดตลาดดังเช่นกรณีที่เกิดกับนาย...น้องชายข้าพเจ้า

-สอบสวนเอาผิดนับตั้งแต่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไล่ลงมาถึงผู้จัดการสาขา

11.การใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกให้ลูกค้าเสียค่าประเมินฟรี 2 ครั้ง โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่า ไม่อยู่ในข่ายขอสินเชื่อเพิ่มได้ ไม่ว่าจะประเมินได้มากน้อยก็ตาม

-สมควรคืนเงินให้และแก้ไขและลงโทษพฤติกรรมนี้

12.ขาดจริยธรรมและคุณธรรม โลภโดยคิดแต่จ้องเอาเปรียบลูกค้าสารพัดอย่างให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น

-โกหกหน้าตายซ้ำซาก เช่น ให้กู้เดี๋ยวแบงค์ชาติจะเล่นงาน จะทำดีที่สุดและเอาเปรียบให้มากสุดเพื่อผลงานตนเอง เวลาทำผิดมักปัดให้อย่าไปกล่าวถึง สัญญารับปากแล้ว ไม่ทำตามคำพูด จนเสียเครดิตและเสียคน ฯลฯ

-ค่าประกันอัคคีภัยเกินวงเงินที่กู้ เคยเสีย 7 เท่ามาแล้ว จ่ายเกินเกือบเท่าตัวโดยเสียรู้มานับสิบปี (?) (บางคนต้องเสียค่าประกันชีวิตเพิ่มเพื่อให้การกู้เร็วขึ้นทั้ง ๆ ที่ ไม่อยู่ในเงื่อนไข)

-ดอกเบี้ยโอดี บวกมากกว่าบัญชีเดิม 1.75 ปีกว่า เอาเปรียบแม้กระทั่งลูกค้าเก่า

-ไม่ออกใบรายการบัญชีกระแสรายวันที่หมุนไม่เกิน 5 ครั้ง หากขอก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมซึ่งแพงเกินไป

-ไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรถึงลูกค้าทุกคน เช่น เงินฝากต่ำสุดที่จะไม่เสียค่าธรรมเนียมค่ารักษาบัญชีโดยหวังล้างบัญชีทิ้งโดยมิชอบ ฯลฯ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่ง บางราย 7 เดือนจึงแจ้ง บางรายโดนหักค่าประกันเพื่อให้เงินต่ำกว่าเดิมและโดนหักโดยไม่รู้ตัวก็มี หลายรายไม่การแจ้งตามเงื่อนไขธนาคารแห่งประเทศไทย

-เพิ่มค่าธรรมเนียมสารพัดตามใจชอบโดยลุกค้าไม่สามารถคัดค้านได้ เช่น บัตร ATM จาก 100 บาทเป็น บัตร 200 บาท

-ตู้รับฝากเงินสดกินเงินคราวละ 100 500 หรือ1000 บาท บางคนเสียค่าโง่ให้พนักงานที่แนะให้จ่ายค่าบริการโดยไม่มีเงินทอน

-เงินกู้ผ่อนหมด ไม่ปรับเป็นโอดีให้ตามสัญญาถึง 2 ครั้ง ต้องทักท้วงจึงจะได้ ฯลฯ

-อายัดเงินในบัญชี .... บาทหมดโดยไม่ฟังเหตุผล ทั้ง ๆ ที่ หนี้ต้นเหตุแค่ .... กว่าบาท

-หั่นเงินวงเงินกู้เดิมโดยมิชอบ ..... บาท ทั้ง ๆ ที่ได้เสียค่าธรรมเนียมการจำนองไว้แล้ว

-อ้างกฎธนาคารเพื่อลดวงเงินขณะที่ต้องการเงินหมุนเวียนเพิ่ม ... บาท

-เสียค่าธรรมเนียมถอนการบังคับคดีหลายหมื่นบาทโดยไม่ทราบและไม่ได้ตกลงมาก่อนว่าใครเป็นผู้เสียเสีย ตอนซื้อหนี้เสียจากธนาคาร

-ยึดหลักทรัพย์ลูกค้า แล้วขายทอดตลาดเอง ประเมินเองต่ำ ๆ ขายได้เงินทุนคืน แล้วยังมาทวงหนี้เท่าเดิมอีก

-การบริการยอดแย่ แบ่งระดับลูกค้ารายเล็กรายใหญ่ ไม่เสมอภาคกัน ดุถูกลูกค้า เช็คเคลียริ่งล่าช้าเป็นวัน ๆ ความล่าช้าของการอนุมัติวงเงินกู้จนเสียค่ามัดจำ เสียโอกาสทางธุรกิจ เวลาตู้ ATM หรือตู้รับฝากเงินสดมีปัญหา กว่าจะได้เงินคืนก็ช้านานมาก

-นโยบายทำยอดเพื่อผลงานโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมและจริยธรรม สร้างความรำคาญให้ลูกค้าโดยสารพัดเซล ฯลฯ

ข้อเสนอแนะการแก้ไข

-สอบสวนผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คุณบัณฑูร คุณประสาร ผู้จัดการ สมาคมธนาคารไทย ฯลฯ

-เลิกการพิมพ์ในรายงานประจำปีว่าธนาคารมีคุณธรรมและจริยธรรม

-หน่วยงานของรัฐต้องใส่ใจกำกับไม่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าข้างธนาคารพาณิชย์เอาเปรียบประชาชนดังที่เป็นอยู่โดยไม่ใส่ใจแก้ไข

จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาประกอบการฟ้องร้องและเรียกค่าเสียหายตามเจตนาดังรายละเอียดในหนังสือร้องเรียนเดิมทั้งหมดด้วย

ขอแสดงความนับถือ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 13 พ.ย. 11, 16:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พท.พญ.กมลพรรณ์ ชีวพันธ์ศรี แจ้งว่า ศาลปกครองรับคำฟ้องอุทธรณ์นี้แล้ว

คำฟ้องศาลปกครอง
http://www.thammapiban.com/2010/12/03/คำฟ้องศาลปกครอง/#more-958


O คำอุทธรณ์ฉบับย่อ คดีหมายเลขดำที่ ๑๕๙๓ / ๒๕๕๓

คดีหมายเลขแดงที่ ๑๗๖๔ / ๒๕๕๓

ศาลปกครองสูงสุด

วันที่ ๒๙ เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๓

นายเรืองศักดิ์ เจริญผล กับพวก รวมสองคน ผู้ฟ้องคดี

ระหว่าง



คณะกรรมการนโยบายการเงิน ผู้ถูกฟ้องคดี

ข้าพเจ้า พท.พญ.กมลพรรณ์ ชีวพันธ์ศรี ผู้ฟ้องคดีและผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดีที่ ๑

ตามที่ผู้ฟ้องคดีได้นำคดีขึ้นสู่ศาลปกครอง เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดี คือ คณะกรรมการนโยบายการเงิน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๙๓/๒๕๕๓ และต่อมาศาลได้มีคำสั่งตามคดีหมายเลขแดงที่ ๑๗๖๔/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาและให้ จำหน่ายคดี โดยแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้เสียหาย ความดังแจ้งแล้วนั้น

ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นชอบด้วยกับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นดังกล่าว เพราะผู้ฟ้องคดีมีความเดือดร้อนและเสียหายโดยชัดแจ้ง และโดยปริยาย จึงใคร่ขออุทธรณ์มายังศาลปกครองสูงสุด เพื่อได้โปรดมีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา ตามกระบวนการและอำนาจหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีมีเหตุผลทั้งข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง ที่ใคร่ขออรรถาธิบายต่อศาลปกครองสูงสุด ดังนี้

ข้อ ๑ ผู้ฟ้องคดีกับพวก มีความเดือดร้อนและเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการปฏิบัติตามอำนาจ หน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี กล่าวคือ ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้เป็นลูกค้าและใช้บริการของสถาบันการเงิน ชื่อ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาทองหล่อ โดยได้เปิดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ บัญชีเลขที่ xxxx xxxx xx (ปรากฏตามสำเนาบัญชีธนาคาร เอกสารแนบหมายเลข ๑) แต่ก็ได้รับเงินเพิ่มในรูปของดอกเบี้ยของธนาคารในแต่ละปีหรือรอบบัญชีจำนวน ที่น้อยมาก (ปรากฏตามสัญลักษณ์ INT – ดอกเบี้ย) ในอัตรา ๐.๕ % ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ควบคุมดูแล

ในขณะเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้เป็นลูกค้าและใช้บริการของสถาบันการเงิน ชื่อ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และได้ใช้บริหารทำบัตรเครดิต กับบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ด้วย ซึ่งจะพบว่าในสำเนาใบแจ้งยอดการเรียกเก็บเงินนั้น มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอื่นแอบแฝงในอัตราที่สูงมากในแต่ละ รอบเดือนบัญชี ทั้งค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT ON COLLECTION EXP), ค่าติดตามทวงถาม (COLLECTION EXP), อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต ๑๕% ของยอดหนี้ (RETAIL INTEREST) และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินตามยอดหนี้ (CARD USAGE FEE – PURCHASE) ซึ่งผู้ฟ้องคดีและประชาชนทั่วไปที่จำเป็นต้องใช้บริการของสถาบันการเงินใน รูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ เพื่อคุ้มครองการปริวรรตเงินตราของธนาคารต่าง ๆ หรือสถาบันการเงินต่าง ๆ ได้เลย เว้นแต่ผู้ถูกฟ้องคดีจะได้ใช้อำนาจทางปกครองในการควบคุม ดูแลแทนผู้ฟ้องคดี หรือผู้บริโภค หรือประชาชนทั่วประเทศ ที่จำต้องใช้บริการของสถาบันการเงินต่าง ๆ ดังกล่าว

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีปล่อยให้สถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ คิดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และดอกเบี้ยเงินกู้หรือบัตรเครดิต ในสัดส่วนที่ห่างหรือแตกต่างกันมากนั้น (Spread) ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้สถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ เหล่านั้นนำเงินฝากของประชาชนไปแสวงหากำไรและผลประโยชน์ในรูปเงินกู้ เงินค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตในอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอื่นที่สูงมาก แต่จ่ายตอบแทนเงินของผู้ฝากเงินเป็นค่าดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราที่ต่ำมาก ในขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๑๗ (๒) และมีหน้าที่ตามมาตรา ๒๘/๗ คือ (๑)กำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินของประเทศ โดยคำนึงถึงแนวนโยบายแห่งรัฐ สภาวะทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ (๒) กำหนดนโยบายการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราภายใต้ระบบการแลกเปลี่ยน เงินตราตามกฎหมายว่าด้วยเงินตรา (๓) กำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบายตาม (๑) และ (๒) และ (๔) ติดตามการดำเนินมาตรการของ ธปท. ตาม (๓) ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีพึงต้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศ แต่การกลับกันผู้ถูกฟ้องคดีกลับที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับสถาบันการเงินหรือ ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ โดยการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เมื่อวันที่ ๑๔กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ และและ เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๓ รวมเป็น๑.๗๕% โดยมิได้กำหนดควบคุมการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และฝากของธนาคาร ให้เป็นธรรมแก่ประชาชน ซึ่งทำให้สถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ได้ประโยชน์อย่างมหาศาล ความแตกต่างหรือความห่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ตามมาอีกมากมายทันที

นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบจากการดำเนินนโยบายการเงินของต่าง ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา โดย ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นโยบาย อยู่ที่ อัตรา ๐.๒๕% ไม่ขึ้นดอกเบี้ยประเภทนี้เพราะจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจและผู้บริโภค
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 13 พ.ย. 11, 16:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ข้อ ๒ ศาลที่เคารพ ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็น“สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง” ตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.๒๕๕๑ (ปรากฏตามหนังสือแต่งตั้งสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง เอกสารแนบ ๓) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา ๕ และมาตรา ๖ คือ

มาตรา ๕ ให้มีสภาพัฒนาการเมือง มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุขและส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

มาตรา ๖ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ ให้สภาพัฒนาการเมืองมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้(๔)ง) ส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือประชาชน ชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคมให้สามารถใช้สิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้งในการรับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การวางแผนด้านต่าง ๆ ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น การตัดสินใจทางการเมือง การจัดทำบริการสาธารณะและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ นอกจากจะเป็นผู้ที่เดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยตางจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว การที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง และต้องปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการ เมือง พ.ศ.๒๕๕๑ บัญญัติ จึงเป็นหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ฟ้องคดีที่จะต้องทำหน้าที่ในการติดตาม สอดส่อง และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อีกประการหนึ่งด้วย

ข้อ ๓ ศาลที่เคารพ การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีนี้ขึ้นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ก็เพราะผู้ฟ้องคดีเดือดร้อนและเสียหาย และเพื่อที่จะปกป้องและรักษาสิทธิของตนเองและประชาชนอื่น ๆ ทั้งประเทศ ตามสิทธิและหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ กำหนดและให้การคุ้มครองไว้ โดยเฉพาะมาตรา ๖๐ ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “บุคคล ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องหน่วย ราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น” ได้ รวมทั้งมาตรา ๗๑ บัญญัติให้ “บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย” และมาตรา ๗๔ บัญญัติว่า “บุคคลผู้ เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม อำนวยความสะดวก และให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ยังกำหนดในมาตรา ๒๒๓ กำหนดให้ “ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติ ให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง…” และในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ ก็กำหนดไว้ชัดเจนแล้วว้า “หน่วยงานทางปกครอง” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้ง ขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และหรือ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า

(๑) ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง คณะบุคคล หรือผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง

(๒) คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท คณะกรรมการหรือบุคคลซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง หรือมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล และ

(๓) บุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม (๑) หรือ (๒)

ผู้ฟ้องคดี เป็นประชาชนคนไทย ถือบัตรประชาชนไทย มีสิทธิและ หน้าที่ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ตามมาตรา ๓ มาตรา ๕ และมาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

ผู้ฟ้องคดีนอกจากจะเป็นผู้เดือดร้อนหรือเสียหายโดยตรงแล้ว ผู้ฟ้องคดียังมีตำแหน่งหน้าที่ทางสาธารณะตามกฎหมาย จึงย่อมที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติหรือกำหนดอำนาจหน้าที่ ไว้ เมื่อพบเห็นหรือเล็งเห็นผลชัดเจนแล้วว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีนั้นจะทำ ให้ประเทศชาติและประชาชนเสียหายอย่างมหาศาลตามมามากมาย ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ เป็นวงกว้าง จึงต้องใช้สิทธิและหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นกำหนดไว้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ เพราะประชาชนผู้เสียหายโดทั่วไปอาจจะไม่กล้าที่จะฟ้องหน่วยงานรัฐ เพราะเกรงผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ หรือ ส่วนบุคคลของตนเอง การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ประชาชนทุกคนสามารถที่จะฟ้องหน่วยงานรัฐเพื่อทำ หน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ชาติ ซึ่งได้ตราไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖๐ มาตรา ๗๑ และมาตรา ๗๔ จึงเป็นสิ่งที่ศาลปกครอง และหรือผู้มีอำนาจตามกฎหมาย หรือผู้ที่ผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม ควรที่จะใช้ดุลยพินิจในทางสนับสนุนเพื่อให้ประชาชนทุกคนมีกำลังใจในการ ปฏิบัติหน้าที่ และภารกิจในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ

ประชาชนทุกคนที่ทำนิติกรรมกับสถาบันทางการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ ย่อมมีสิทธิเป็นผู้เสียหาย ตามนัยยะของรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรคสอง มาตรา ๕ มาตรา ๖ ประกอบมาตรา ๖๐ มาตรา ๗๑ และมาตรา ๗๔ และชอบที่จะนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลตามสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๔๐ ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้

(๑) สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง

(๒) สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐาน เรื่อง การได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจาณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจาณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง

(๓) บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม

(๔) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการดำเนินการตามกระบวนการ ยุติธรรม รวมทั้งสิทธิในการได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง

…. ฯลฯ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 13 พ.ย. 11, 16:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๘๑ ยังได้บัญญัติว่า “รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ดังต่อไปนี้

(๑) ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็วเป็นธรรม และทั่วถึง ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือและให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน และจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่นในกระบวนการยุติธรรมให้มี ประสิทธิภาพ โดยให้ประชาชนและองค์กรวิชาชีพมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม และการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย

(๒) คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและโดยบุคคลอื่น และต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน

(๓) จัดให้มีกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็น อิสระเพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญโดยต้องรับฟังความคิดเห็น ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบด้วย

ผู้ถูกฟ้องคดี ได้กระทำการหรือละเว้นในการปฎิบัติหน้าที่ที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม การปฏิบัติหน้าที่โดยการออกระกาศมติดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีเดือดร้อนหรือเสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติของผู้ ถูกฟ้องคดี เพราะได้ทำให้ประชาชนโดยทั่วไปทั้งประเทศที่ได้ทำนิติกรรมกับสถาบันทางการ เงินหรือธนาคารพาณิชย์ เสียหายหรือได้รับผลกระทบ เพราะผลจากการออกกฎหรือคำสั่งตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับธนาคาร สถาบันทางการเงินหรือธนาคาร พาณิชย์ ทำให้มีกำไรสุทธิทั้งหมดในเก้าเดือนแรก ๘๔,๙๓๗ ล้านบาท เพิ่มมากขึ้นเกือบ ๒๕% (กำไรเพิ่มขึ้น ๑๗,๐๑๓ ล้านบาท) เทียบกับปีที่ผ่านมาในปี พ.ศ.๒๕๕๒ ของช่วงเวลาเดียวกัน แต่ในฝากของประชาชนผู้ฝากเงินและใช้บริการทางการเงินหรือผู้กู้เงินหรือใช้ บัตรเครดิตนั้น เกิดความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า มีการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศในช่วงสามเดือนที่สาม( ไตรมาสสามคือกค-กย ๕๓ )จำนวน เกือบแสนล้านบาท ทำให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ เป็นวงกว้าง ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทำให้ขายผลิตผลหรือสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ได้มูลค่าลดลง ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมธนาคาร และดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงเพิ่มมากขึ้น อันมีผลมาจากการออกประกาศดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ใช้อำนาจใช้ดุลพินิจ โดยมิชอบ คือ ไม่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ศึกษาต้นเหตุเงินเฟ้อที่ถูกต้องเที่ยงธรรม ไม่ควบคุม การค้ากำไรเกินควรของธนาคาร และบริษัทนำเข้าสินค้าสาธารณะ เช่น สินค้าพลังงานที่เป็นต้นทุนของสินค้า ทุกชนิดเสียก่อนอย่างรอบด้าน และฟังเสียงสาธารณะหรือเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือผู้มีส่วนได้เสียให้ข้อเสนอ แนะหรือความเห็นตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเสียก่อน

อีกประการหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานทางปกครองของรัฐ เป็นนิติบุคคล ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ หรือ ธปท. ที่บัญญัติให้ ธปท. เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ฯ ดังนั้น เมื่อหน่วยงานรัฐ ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้ยึดหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรคสอง และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จนสร้างความเสียหายต่อแผ่นดินอย่างมากและเอื้อประโยชน์ธนาคารต่างๆ ซึ่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนปัจจุบัน คือนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ในฐานะ ประธานกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเคยปฏิบัติงานในหน่วยงานในสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ของเอกชนมา ก่อน (ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ) จึงอาจจะเอื้อประโยชน์ต่อธนาคารพาณิชย์ของเอกชนมากกว่าผลประโยชน์ของ ประชาชนและประเทศชาติ เพราะส่วนต่างของดอกเบี้ย ระหว่างเงินกู้และฝากเพิ่มมากขึ้นหรือห่างขึ้น แต่ผลกลับไปสร้างความเดือดร้อน และเบียดเบียนแก่ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำด้วยความสุจริต โดยเฉพาะผู้กู้เงิน ผู้ใช้บริการธนาคารต่างๆ แต่กลับไปสร้างกำไรจำนวนมหาศาลให้กับสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ทุก แห่ง ที่มีผลประกอบการ กำไรสุทธิ เป็น ๘๔,๙๓๗ ล้านบาท ในช่วงเก้าเดือน (ม.ค.-ก.ย. ปี ๒๕๕๓) ที่ผ่านมา โดยสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้น ๒๕% (๑๗,๐๑๓ล้านบาท) ซึ่งกำไรส่วนใหญ่มาจาก ดอกเบี้ยมากกว่า ค่าธรรมเนียมธนาคาร ซึ่งเป็นการสร้าง ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมแก่สังคมประเทศไทยมากยิ่งขึ้น และหากปล่อยให้คำสั่งทางปกครองดังกล่าวบังคับใช้เนิ่นนานออกไป ผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งตัวมากและเร็วผิดปกติ จะแสดงผลปรากฏชัดเจนมากขึ้นในกาลภายหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบธุรกิจส่งออกที่สำคัญต่าง ๆ ของประชาชนโดยเฉพาะภาคธุรกิจส่งออก ที่เป็นรายได้ถึง๗๐ % ของประเทศ

การอ้างประกาศขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ หาใช่เป็นไปดังคำอ้างไม่แท้ ที่จริงแล้ว การเกิดเงินเฟ้อบางส่วน เนื่องจากการไม่ควบคุมต้นทุน และการกำกับดูแลจากหน่วยงานของรัฐอย่างเข้มงวดต่างหาก เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงสามเดือน ก.ค.-ก.ย. ปี พ.ศ.๒๕๕๓ มีมากถึงจำนวน ๗,๔๐๐ ล้านบาท สร้างผลกำไรให้กับกลุ่ม ปตท. ขึ้นมาทันทีอย่างมหาศาล ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท (ปรากฏ ตามเอกสารแนบ ๔) แต่ทว่าเกิดผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย จากจากการแข็งตัวของค่าเงินบาท ทั้งๆที่ประชาชนควรได้ใช้น้ำมันในราคาที่ถูกลง

ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดี เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ใช้อำนาจทางปกครองไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม โดยไม่ยกเลิกการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ควบคุมการเก็งกำไรของเงินตราต่างประเทศ ไม่ควบคุมการเก็บค่าธรรมเนียมของธนาคาร ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ไม่รับฟังความคิดเห็นผู้ที่มีส่วนได้เสีย ไม่วิเคราะห์วิจัยอย่างรอบคอบก่อนที่จะออกประกาศหรือคำสั่งหรือกฎใด ๆ ที่อาจจะมีผลกระทบแก่สาธารณะหรือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกกฎหรือคำสั่งหรือประกาศดัง กล่าว ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและ สังคมที่ดี พ.ศ.๒๕๔๒ และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖ ทำให้ผู้ฟ้องคดี ประชาชนและประเทศชาติ เสียหาย

เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และประโยชน์สาธารณะ ขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดกลับหรือมีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้น ให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้เพื่อพิจารณาในประเด็นแห่งการพิพาท เพื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

(พท.พญ.กมลพรรณ์ ชีวพันธ์ศรี )

ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ และผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดีที่ ๑++
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 13 พ.ย. 11, 16:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คำฟ้องอุทธรณ์คดีอาญานี้ ศาลอุทธรณ์ก็รับคำฟ้องไว้แล้วเช่นกัน

ดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่ครับ

http://www.mediafire.com/?esgv08v6b0uv13z


(๔)
คำฟ้อง

คดีหมายเลขดำที่ /๒๕ ๕๔

ศาลอาญา

วันที่ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

ความอาญา


นายเรืองศักดิ์ เจริญผล ที่ ๑ กับพวก รวม ๓ คน โจทก์

นายกรณ์ จาติกวนิชย์ ที่ ๑ กระทรวงการคลัง ที่ ๒ นางธาริษา วัฒนเกส ที่๓
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่๔ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่๕

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่ ๑ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ ๒
จำเลย

ข้อหาหรือฐานความผิด
ปฏิบัติ,ละเว้นปฏิบัติหน้าที่,ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมขัดรัฐธรรมนูญ ม ๓วรรค๒

จำนวนทุนทรัพย์ บาท -สตางค์

ข้าพเจ้านายเรืองศักดิ์ เจริญผล ที่ ๑ พท.พญ.กมลพรรณ์ ชีวพันธ์ศรี ที ๒ ในฐานะนายกสมาคมเครือ
โจทก์

ขอยื่นฟ้อง
นายกรณ์ จาติกวนิชย์ ที่ ๑ กระทรวงการคลัง ที่ ๒ นางธาริษา วัฒนเกส ที่๓
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่๔ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่๕

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่๔ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่๕ ปรากฎชื่อที่อยู่ ตามเอกสารท้ายฟ้อง
ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ๔ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ที่๕
จำเลย


มีข้อความตามที่จะกล่าวต่อไปนี้
ข้อ ๑. โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ มอบอำนาจให้ พท.พญ.กมลพรรณ์ ชีวพันธ์ศรี และ หรือ นายปวิน ธรรมรพี เป็นผู้มีอำนาจฟ้องร้องและดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจ ท้ายฟ้องหมายเลข ๑
ที่ ๑ในฐานะส่วนตัว ในฐานะสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง และในฐานะ ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา และในฐานะ ประชาชนคนไทย มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7


หมายเหตุ ในช่องสำหรับลงชื่อโจทก์จำเลย ถ้าเป็นราษฎรให้ลงชื่อตัวชื่อสกุล ถ้าพนักงานอัยการ
เป็นโจทก์ให้แสดงตำแหน่ง

โจทก์ที่ ๑-๓....ผู้ฟ้องคดีเป็นคนไทยมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ชาติ เป็นผู้มีสิทธิฟ้อง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๐ และ มาตรา ๗๑ ตาม เอกสารแสดงฐานะ เป็นประชาชนคนไทย เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๒ จำเลยที่ ๑ , ที่ ๓, ที่ ๔ เป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ และจำเลยที่ ๒ ที่ ๕ เป็นหน่วยงานของรัฐ ระหว่าง วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓ จนถึงปัจจุบัน มีอำนาจหน้าที่ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๓ วรรค ๒ ที่บัญญัติว่า "การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม "
และมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๖ ที่บัญญัติว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้"
และมีอำนาจหน้าที่ให้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา ๕๗ , มาตรา ๕๘, มาตรา ๗๔ ,มาตรา ๗๘ (๑)(๔) (๕) มาตรา ๘๔ (๒) (๖) มาตรา ๘๗(๒ ) มาตรา ๑๗๘และพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีพ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๘ (๓)

ข้อ. ๒ เมื่อประมาณ ระหว่าง วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ถึงปัจจุบัน ในขณะที่ จำเลยทั้งห้า เป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งหน้าที่ราชการต่างๆ ตามที่บรรยายฟ้องในคำฟ้องข้อ ๑ ในฐานะตัวการ ผู้ใช้
ผู้ใช้ ผู้ถูกใช้ ผู้สนับสนุน มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม คือให้ถูกต้อง เป็นธรรม และเป็นไปตามหลักคุณธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๓ วรรคสอง
แต่จำเลย บังอาจกระทำความผิดอาญา ปฏิบัติราชการแผ่นดิน โดย ได้ร่วมกันหรือแยกกัน กระทำหรือละเว้นกระทำ การปฏิบัติในหน้าที่ซึ่งกฎหมายได้กำหนดไว้ ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมิชอบ ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๗ , มาตรา ๕๘, มาตรา ๗๔ ,มาตรา ๗๘ (๔) (๕) มาตรา ๘๔ (๒) (๖) มาตรา ๘๗(๒ ) มาตรา ๑๗๘ และพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีพ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๘ (๓) ทำให้โจทก์และประเทศชาติเสียหาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ การกระทำของจำเลย จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรค ๒ และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗,๘๓,๘๔,๘๕,๙๐,๙๑,๙๒ ดังจะกล่าวในคำฟ้องข้อ ๓ ต่อไป กล่าวคือ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 13 พ.ย. 11, 16:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
นี่คือหนังสือฎีกาที่ผมยื่นประกอบไปด้วยเมื่อวันที่ 26-5-54

หนังสือถวายฎีกา
http://www.thammapiban.com/2010/11/15/หนังสือถวายฎีกา/#more-946


วันที่ ๑๑ พฤษจิกายน ๒๕๕๓

กราบเรียน ท่าน ราชเลขาธิการประจำสำนักราชเลขาธิการ

สำเนา สื่อมวลชนทุกท่าน

ข้าพเจ้าพท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี และเพื่อนๆประชาชนชาวไทย ที่มีรายชื่อด้านล่างนี้ ขอยื่นถวายฎีกา ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่บริหารแผ่นดินของรัฐบาล และผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากจะเกิดปัญหาอันใหญ่หลวงตามมาในไม่ช้า จากการติดตามการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองดังต่อไปนี้

ก. ด้านเศรษฐกิจการเงิน
ของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย สองครั้งคือเดือน๑๔ ก.ค. และ๒๕ส.ค ๕๓ โดยอ้างเรื่องเงินเฟ้อ (คือของแพงขึ้น) แต่ไม่ได้ดูไปที่ต้นเหตุที่แท้จริง หรือไม่ได้กำกับควบคุมราคาสินค้า ตามต้นทุนที่แท้จริง เช่นปล่อยให้ราคาน้ำมันเเพงขึ้น ๑๗% ทั้งที่ราคาน้ำมันตลาดโลกไม่ได้แพงขึ้น๓-๔% ไม่ได้ปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ (หลักนิติธรรม) และมาตรา ๕๗ ๕๘ ในการประกาศนโยบาย การขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดย ไม่ได้รับฟังความคิดเห็น ของประชาชน ไม่ได้ศึกษาวิเคราะห์ อย่างรอบคอบ ตาม พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีพ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา๘ (๓) ไม่ได้กำกับควบคุมการค่าธรรมเนียม การบริการ และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร กลับปรากฎว่า

การประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ในวันที่๑๔กค ๒๕๕๓ และ๒๕สิงหาคม ๒๕๕๓ ทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น ชัดเจนและรวดเร็ว ( (จากกร๊าฟค่าเงินบาทเอกสารแนบ ๑ )

ส่งผลผลกระทบ (http://t.co/BdaPlHE)

- คนฝากเงินรับดอกเบี้ยฝากต่ำ คนกู้เงินจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สูง ประชาชนแบกรับภาระทั้งหมด ทั้งขึ้นทั้งล่อง

- ผู้นำเข้ามีกำไรจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า แต่ไม่ได้ลดราคา เช่นน้ำมัน สินค้าแบรนด์เนม ปุ๋ยเคมีภัณฑ์ ตามข่าวปรากฎตามสื่อต่างๆ

- ผู้ส่งออกขาดทุนจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน

- กระทบเกษตรกร หรือผู้ผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ เพื่อการส่งออก

- เงินไหลเข้ามากขึ้น ในช่วงสามเดือนที่ ผ่านมา เกือบแสนล้านยิ่งส่งเสริมให้ ค่าเงินแข็งค่ามากขึ้น และกระทบต่อ ภาคธุรกิจส่งออกอย่างกว้างขวาง

สรุปผลกระทบ จากเงินบาทแข็ง คือ

๑ ธุรกิจส่งออก ทั้งภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม เอกสารแนบ ๒ เช่น

๑.๑ ภาคอุตสาหกรรม สูญเสียรายได้จากการขายสินค้าส่งออกกว่า สามแสนล้านบาท จากการเปิดเผยของ นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผลกระทบต่อ กลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า เสื้อผ้า อัญมณีและเครื่องประดับ เยื่อและกระดาษ อาหารสำเร็จรูป และเกษตรแปรรูป เอกสารแนบ…..

๑.๒ ธุรกิจ ส่งออก สินค้าเกษตร กุ้ง ไก่ สัปรด รายได้ลดลง ๒.๒ หมื่นล้านบาท เอกสารแนบ…

๑.๓ ธุรกิจ ส่งออก จากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า สูญเสียแสนกว่าล้าน

๑.๔ ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ๒๐ อุตสาหกรรม

ที่น่าห่วงใยคือ ผลประกอบการของนักธุรกิจ เริ่มกำไรหดหาย กำไรหด ๕๐% แล้ว ตั้งแต่ต้นปี สุดท้าย อาจจะอยู่ไม่ได้ ธุรกิจล้ม

ที่สำคัญหากปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งไปเรื่อยๆโดยไม่มีมาตรการป้องกัน ค่าเงิน และการไหลเข้าออกของเงินตราต่างประเทศ อาจจะแข็งมากจนธุรกิจส่งออกอยู่ไม่ได้ รวมทั้งหากปล่อยให้เงินไหล

เข้ามามากๆหากต่างชาติเขาต้องการโจมตีค่าเงิน หรือเทขายจำนวนมาก จะทำให้ค่าเงินตกลงมาก สุดท้ายอาจจะเกิดเหตุการณ์เหมือนปี ๒๕๔๐

จากกร๊าฟ จะเห็นว่า ค่าเงินบาทแข็งตัวเพิ่มขึ้นชัดเจน เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย กค-สค ๕๓ จาก ๓๒.๒๕ ลงมาเหลือ ๒๙-๓๐บาทต่อดอลล่าร์

๒ ผลดีของการที่ค่าเงินแข็งตัว คือ กลุ่มธนาคารได้รับอานิสงค์เช่น เอกสารแนบ ๓

๒.๑ ธุรกิจธนาคาร กำไร เพิ่มขึ้น เป็นพันล้าน หมื่นล้าน ตามเอกสารแนบ

๒.๒ ผู้นำเข้าเช่นน้ำมัน สินค้าแบรนด์เนม แต่น้ำมันไม่ได้ลดราคาลง กลับแพงขึ้น ๑๗% (ที่มา กระทรวงพาณิชย์ เอกสารแนบ..๔…… )

ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงินเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และมีคุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล มาจากธนาคารกสิกรไทย ส่วนเจ้าของธนาคารบางแห่ง มี นามสกุลเดียวกับคนในพรรคการเมืองบางพรรค ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ สัดส่วนความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับ

เงินกู้ต่างกัน ๕-๖% โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน มิได้ควบคุมอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้ธนาคาร(เอกชน)กำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยสูง และ

มีผลประกอบการของธนาคารเอกชนที่กำไรจากการบริหารและส่วนต่างของดอกเบี้ย มากมาย เช่น

๒.๓ แบงก์กสิกรไทยเผยผลการดำเนินงานไตรมาส ๒ กำไรพุ่ง ๔.๗ พันล้านบาท ฟันส่วนต่างดอกเบี้ยเพิ่มจาก ๓.๖๖ % เป็น ๓.๗๘%

๒.๔ ธนาคารอื่นๆพากันกำไรถ้วนหน้า เอกสารแนบ. ตั้งแต่ ๕๐๐ล้าน(เกีรยตินาคิน)ถึง ๑๙,๐๐๐ล้าน(ธนาคารกรุงเทพฯ ) เทียบกับช่วงเดียวกันของปี ๒๕๕๒ ยกเว้นธนาคารเดียวที่กำไรเพิ่ม๗ล้าน (ICBC)

๒.๕ จากบทความคุณสุทธิพันธ์ ภู่ระหงษ์ในกรุงเทพธุรกิจ วันที่๒๖ตค.๕๓ กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ ๑๒แห่งมีผลประกอบการกำไรในไตรมาส สาม ทั้งหมด ๓๐,๔๔๓ ล้าน เพิ่มขึ้น ๕,๐๐๐ ล้าน จากปีที่แล้ว ในช่วงเก้าเดือนกำไร ๘๔,๙๓๗ ล้าน รายได้หลักมาจากการปล่อยสินเชื่อ คืออัตราส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และฝาก ซึ่งห่างประมาณ ๖%ส่วนอัตราส่วนต่างสุทธฺอยู่ที่ ๓_๔% ทั้งๆที่ ของ ต่างประเทศอยู่ที่๑%

การประกาศนโยบายดังกล่าว ยังทำให้ ต่างชาติ ขนเงินเข้าประเทศทั้งจาก การซื้อขายหุ้นการเก็งค่าเงินบาท การเก็งกำไรดอกเบี้ย ลงทุน ในตลาดตราสารหนี้ เงินต่างประเทศเข้าสู่ไทยมากขึ้นภายในสามเดือน (กค.+สค.+ กย.๕๓)เกือบหนึ่งแสนล้าน (๒๑,๐๙๗+ ๒๗,๓๔๔+๔๔,๔๓๘ = ๙๒,๘๗๙ ล้านบาท ) ซึ่งมากกว่าที่เข้าสู่ตลาดหุ้น แสดงให้เห็นว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่วนหนึ่ง เพราะเงินไหลเข้ามานั้นมาเก็งกำไรดอกเบี้ย จากตราสารหนี้ และอื่นๆ สอดรับกับ ข้อคิดเห็นของ ดร .วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรัฐมนตรี คลัง ที่เขียนบทความในประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ว่า ค่าเงินบาทแข็งเร็วเกินไป โดยกล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นย่อมมีผลกระทบ ต่อการส่งออก
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 30 พ.ย. 11, 13:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ลูกค้าแฉ เล่ห์KBANK ยึดหลักประกัน!

ASTVผู้จัดการรายวัน - ลูกค้าแฉแบงก์กสิกรไทย (KBANK) เอาเปรียบ เตะถ่วง ไม่ยอมให้ไถ่ถอนที่ดินติดจำนอง ทั้งที่มีผู้ขอซื้อที่ดิน จนสุดท้ายกลายเป็นเอ็นพีแอล ติดแบล็กลิสต์เครดิตบูโร เสียหายยับ! ตัดสินใจฟ้อง ศาลสมุทรปราการ ยอมรับแม้สู้ยากแต่อยากให้สังคมได้รับรู้จะได้ไม่หลงกล

นายภาคภูมิ วัชรขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินชัวร์โบรกเกอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ครอบครัวของตนประกอบธุรกิจทางด้านประกันภัยมาหลายสิบปี กิจการรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ กระทั่งมีปัญหาสภาพคล่อง เมื่อต้นปี 2552 เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประกาศบังคับใช้ Cash Before Cover เพื่อให้เป็นตามแบบมาตรฐานสากล
"คปภ.ให้บริษัทประกันภัย เรียกคืนเงินที่เคยให้เครดิต 60-90 วัน ซึ่งบริษัทฯได้นำไปชำระหนี้สมัยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งก่อนหน้าแล้ว ทำให้บริษัทฯ ขาดสภาพคล่อง จึงติดต่อธนาคารกสิกรไทย สาขาเทพารักษ์ ที่ใช้สินเชื่ออยู่ ขอเพิ่มวงเงินสินเชื่อ 10 ล้านบาท โดยใช้หลักทรัพย์ที่ผ่อนชำระแล้วเกินครึ่งเป็นหลักประกัน ส่วนเกินขอใช้ บสย.ค้ำประกันแทน" นายภาคภูมิกล่าวแล้วว่า เจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคารฯ ให้คำตอบว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะบริษัท อินชัวร์โบรกเกอร์ เป็นลูกค้าชั้นดี แต่ขอให้ใช้เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินแทนวงเงินโอดี เวลาจะใช้ต้องเอาเอกสารไปขอเบิกเงินที่ธนาคาร เนื่องจากธนาคารจะควบคุมการใช้เงินได้ง่าย แต่เวลาผ่านไปหลายเดือนก็ยังไม่ได้สินเชื่อ

กระทั่งวันที่ 19 พ.ย. 52 ธนาคารกสิกรไทยได้อนุมัติสินเชื่อใ 2.2 ล้านบาท เพื่อซื้ออาคารพาณิชย์ด้อยคุณภาพจาก บจ.โพรเกรสแอพไพรซัล ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ที่ธนาคารกสิกรไทยยึดไปจากลูกหนี้และบริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทยประมูลซื้อไปได้ อ้างว่าการปล่อยสินเชื่อในครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่ขอไปเมื่อต้นปี

เมื่อถูกปฏิเสธ ตนจึงไปขอสินเชื่อที่ธนาคารไทยพาณิชย์โดยใช้หลักทรัพย์เดียวกับธนาคารกสิกรไทยแต่ถูกปฏิเสธเช่นเดียวกับธนาคารออมสินและเอสเอ็มอีแบงก์ ส่งผลใบริษัทขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ในปี 2553 จึงหาทางออกโดยประกาศขายที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 243965 ตำบลบางเมือง อำเภอเมือง สมุทรปราการ ซึ่งติดจำนองอยู่กับธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมีผู้สนใจมาขอซื้อ แต่ธนาคารกสิกรไทยขอเลื่อนการไถ่ถอนไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งก่อนจะส่ง E-mail มาแจ้งยอดหนี้คงเหลือที่จะต้องไถ่ถอนซึ่งต่ำกว่าราคาที่มีผู้ขอซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว

หลายครั้งที่มีการขอเลื่อน บางครั้งเจ้าหน้าที่สินเชื่อแจ้งว่า เช้าทำเรื่องโอนไม่ทันเพราะประวัติผมถูกโอนไปหน่วยปรับโครงสร้างหนี้ เลยไม่มีแฟ้มเรื่อง ทั้งๆที่ ไม่มีเรื่องค้างหนี้ทำไมจึงส่งไปปรับโครงสร้างหนี้ ก่อนจะถูกเลื่อนนัดไปอีกหลายครั้งในหน่วยงานปรับโครงสร้างหนี้ที่แจ้งว่า แฟ้มประวัติยังมาไม่ถึง เหมือนจงใจกลั่นแกล้ง ในที่สุดผู้ซื้อขอยกเลิกสัญญาพร้อมขอเงินมัดจำคืน เพราะเกรงว่าที่ดินจะมีปัญหาภายหลัง

"กระทั่งวันที่ 30 ส.ค. 53 ธนาคารกสิกรไทยมีหนังสือทวงถามให้ไปชำระหนี้เงินกู้จำนวน 3 ฉบับและยังไม่ยอมให้ไถ่ถอนที่ดินติดจำนอง แต่ยอมรับว่าเป็นความผิดของสำนักงานใหญ่ ที่เปลี่ยนระบบการจัดการลูกหนี้แล้วอ้างว่าไม่มีแฟ้มเอกสาร ผมจึงตัดสินใจยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ ผบ.1634 / 2553"

ทั้งนี้ ตนได้ฟ้อง ธนาคารกสิกรไทย จำเลยที่ 1 นายเฉลิมพล นิลเดช จำเลยที่ 2 น.ส.จินตนา พึ่งธรรม จำเลยที่ 3 และนายอนันต์ จงสู่วิวิฒน์วงศ์ จำเลยที่ 4 นอกจากนี้ ยังได้ร้องเรียนไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งธนาคารกสิกรไทยแจ้งว่าได้ทำความเข้าใจกับลูกค้ามาตลอด ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของศาลจึงต้องรอคำพิพากษาของศาล ธปท.จึงได้แค่ตอบกลับมาว่า จะนำข้อสังเกตต่างๆ ไปใช้ในการตรวจสอบธนาคารกสิกรไทยไทยต่อไป ตนเห็นว่าพฤติกรรมของธนาคารดังกล่าวควรถูกลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับธนาคารอื่น อย่างน้อยช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดกับประชาชนได้บ้าง

นายภาคภูมิกล่าวอีกว่า มีการฟ้องร้องกันทั้งสองฝ่าย จากเดิมทียังไม่คิดจะฟ้อง เพราะมีการไกล่เกลี่ยโดยผู้บริหารแต่ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน เพราะหลังจากประชุมเสร็จ มีการยอมเลื่อนแค่ 2 คดีที่ไม่สำคัญ อีก 1 คดี ไม่เลื่อนอ้างว่าถ้าให้ธนาคารเลื่อนจะดูแล้วไม่ดี อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้รับหมายศาล ขณะที่ธนาคารบอกให้รอคำพิพากษาอย่างเดียว ตนจึงฟ้องบ้าง เพราะเห็นว่า ที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทยไม่เคยทำตามสัญญา มีแต่มาหลอกสอบถามข้อมูลเพื่อต่อสู้คดี อยากให้คดีชนะอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและเป็นธรรม

"ธนาคารโกหกว่าจะเลื่อนคดีให้ ผมหลงเชื่อทำให้ขาดนัดศาล ศาลจึงพิพากษาให้ผมชดใช้เงินเต็มตามฟ้อง ทั้งที่ผมไม่ได้รับหมายศาล การกระทำที่ผิดพลาดของธนาคาร ทำให้ผมได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เช่น ถูกธนาคารอื่นยกเลิกวงเงิน ถูกขึ้นเครดิตบูโร เป็นหนี้เสีย ถูกคู่ค้ายกเลิกสัญญาประกันภัยที่สำคัญทำให้ธุรกิจซึ่งเป็นอาชีพของครอบครัวที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2500 ได้รับผลกระทบขาดความเชื่อมั่นจากลูกค้า" นายภาคภูมิกล่าว.


http://www2.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000125405&TabID=1&

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 1 ธ.ค. 11, 19:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ลูกค้าแบงก์กสิกรฯ โวยแบงก์ไม่รับผิดชอบ หลังถูกพนักงานโกงเงิน

http://webboard.news.sanook.com/forum/?topic=3522138.msg17715858#msg17715858

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  kbank เรื่อง นายก แบงค์ชาติ ฟ้องร้อง 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม