หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: "พุทธประวัติประวัติพระพุทธเจ้า"ผู้ทรงเป็น "พระศาสดา" ของ "พระพุทธศาสนา"  (อ่าน 2646 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 3 มี.ค. 12, 12:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

"พุทธประวัติประวัติพระพุทธเจ้า"ผู้ทรงเป็น "พระศาสดา" ของ "พระพุทธศาสนา"



ท่านสมาชิก ท่านผู้มีเกียรติ ท่านผู้อ่านและประชาชน
ให้ท่านช่วยเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์เข้ามา และตรงกับเป้าหมายที่วางไว้และเพื่อเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยในการเรียนรู้ร่วมกันอีกทางหนึ่งร่วมกัน


มาช่วยระดมความคิดเห็นร่วมกันทางวิชาการร่วมกัน





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 3 มี.ค. 12, 12:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"พุทธประวัติประวัติพระพุทธเจ้า"ผู้ทรงเป็น "พระศาสดา" ของ "พระพุทธศาสนา"




กฎและกติการ่วมกัน จะต้องเสนอแนะความรู้อย่างสร้างสรรค์ไม่กล่าววาจาที่ไม่สุภาพหรือรุนแรงไม่ทำให้เว็บสนุกหรือบุคคลเสียหาย ข้อความที่ไม่สุภาพจะถูกคัดออก ตามกฎและกติการ่วมกันและจะไม่กล่าวถึงสถาบันสูงสุดเป็นที่เคารพของประชาชน.....จะต้ัองเสนอความคิดเห็นที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อรัฐบาลและฝ่ายค้าน สมาชิกสภาผู้แทนทุกท่านจะได้นำความคิดเห็นของประชาชนไปทำหน้าที่ของท่านให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทุกๆคนต่อไป.....(เป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยทางวิชาการ)






noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 3 มี.ค. 12, 13:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สกุลกำเนิดและปฐมวัย
.........ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี พระนางสิริมายา ราชธิดาของกษัตริย์โกลิยวงค์ผู้ครองกรุงเทวทหะ พระมเหสีของ พระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงประสูตรพระโอรส เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับ กรุงเทวทหะ (ปัจจุบัน คือ ตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล)
หลังจากประสูติ
.......อสีตดาบส เป็นมหาฤษีอยู่ ณ เชิงเขาหิมพานต์เป็นที่เคารพของราชสกุลได้รับ ทราบข่าวการประสูตร ของ พระกุมารจึงเดินทางมาเยี่ยม และได้ทำนายว่า ถ้าพระกุมารอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออก บวชจะ ได้เป็นศาสดาเอก ของโลก ๕ วันหลังประสูติพระเจ้าสุทโธทนะพร้อมทั้งพระนางสิริหามายา พระ ประยูรญาติ ได้จัดพิธีขนานพระนามพระราชกุมารว่า สิทธัตถะ โดยเชิญ พราหมณ์ ๑๐๘ คนมาเลี้ยง แล้วได้ คัดเลือกเอา พราหมณ์ชั้นยอด ๘ คนให้เป็น ผู้ทำนายลักษณะพระกุมาร เมื่อประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาก ็เสด็จทิวงคต พระเจ้าสุทโธทนะ จึงมอบให้พระนางประชาบดีซึ่งเป็นพระขนิษฐาของ พระนางสิริมหามายา เป็นผู้เลี้ยงดู เมื่อ เจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุ 8 พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำนักครูวิศวะมิตร พระองค์ทรง ศึกษาได้อย่างรวดเร็ว มีความ จำดีเลิศ และทรงพระปรีชาสามารถในการกีฬา ขี่ม้า ฟันดาบ และยิงธนู
อภิเษกสมรส
......วัยหนุ่ม พระราชบิดาไม่ต้องการให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงออกบวช พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะ ให้เจ้าชาย สิทธัตถะเป็นองค์จักรพรรดิ จึงใช้ความพยายามทุกวิถีทางเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา พระราชบิดาได้โปรดให้สร้างปราสาท ๓ หลัง ให้ประทับใน ๓ ฤดู และทรงสู่ขอพระนาง โสธราพิมพา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะ แห่งกรุงเทวทหะ อยู่ในตระกูลโกลิยวงค์ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะ ได้เสวยสุขสมบัติจนพระชนมายุ ๒๙ พรรษา พระนางยโสาธาราก็ประสูติพระโอรส ทรงพระนามว่าราหุล......
ออกบรรพชา
.........เสด็จออกบรรพชา เจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อหน่ายในโลกียวิสัย ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ สมบัติอย่างเหลือล้น พระองค์ก็ยังคงตริตรองถึงชีวิตคน ฝักใฝ่พระทัยคิดค้นหาวิธีทางดับทุกข์ที่ มนุษย์เรามีมาก มาย พระองค์คิดว่า ถ้ายังอยู่ในเพศฆราวาส พระองค์คงหา ทางแก้ทุกข์ อันเกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่ได้แน่ พระองค์จึง ตัดสินใจ เสด็จ ออกบวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ สู่แม่น้ำอโนมา ณ ที่นี้ พระองค์ทรง อธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตและ มอบหมายเครื่องประดับและม้า กัณฐกะให้นายฉันนะนำกลับไปยังกรุงกบิลพัสดุ์
เข้าศึกษาในสำนักดาบส
...... การแสวงหาธรรม ระยะแรกหลังจากทรงออกบวชแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงศึกษาในสำนักอาฬาร ดาบส ที่กรุงราชคฤห์ อาณาจักรมคธเมื่อสำเร็จการ ศึกษาจากสำนักนี้แล้วพระองค์ทรงเห็นว่าไม่ใช่หนทางใน การหลุด พ้นจากทุกข์ ตามที่พระองค์ได้ทรงมุ่งหวังไว้พระองค์จึงลาอาฬารดาบส และอุททกดาบส เดินทาง ไปแถบแม่น้ำ คยา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคมแห่งกรุงราชคฤห์ อาณาจักรมคธ
บำเพ็ญทุกรกิริยา
......



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 3 มี.ค. 12, 13:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การบำเพ็ญทุกรกิริยา เมื่อพระองค์ทรงเปลี่ยนพระทัยที่จะคิดค้นคว้าแสวงหาความรู้ด้วยพระองค์เอง แทนที่จะทรงเล่า เรียนในสำนักอาจารย์แล้ว พระองค์เริ่มด้วยการทรมานพระวรกายตามวิธีการของโยคี เรียกว่าการบำเพ็ญ ทุกรกิริยา บริเวณแม่น้ำเนรัญชรานั้น พระมหาบุรุษได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลา ๖ ปี พระองค์ก็ยังคงมิได้ ค้นหาทางหลุดพ้นจาก ทุกข์ได้ พระองค์ทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุง พระวรกายให้แข็งแรง จะได้มี กำลังในการคิดค้นพบวิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์มาคอยปรนนิบัติรับใช้ ด้วยความหวังว่า พระมหาบุรุษได้ตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการถ่ายทอด บ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษล้มเลิกการบำเพ็ญ ทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งมหาบุรุษไปทั้งหมด เป็นผล ทำให้พระมหาบุรุษได้อยู่ตามลำพังในที่สงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง ปัญจวัคคีไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤค-ทายวันกรุงพาราณสี พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติและเดินทาง สายกลาง คือ การปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร
ตรัสรู้
........ตรัสรู้ ตอนเช้าวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ นางสุชาดาได้นำ ข้าวมธุปายาสเพื่อไป บวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นไทรด้วยอาการสงบ นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายทอด ข้าวมธุปายาสแล้วเสด็จไปริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตอนเย็นวันนั้นเองพระองค์ได้กลับมา ยังต้นโพธิ์ที่ประทับพบ คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะ คนหาบหญ้าได้ถวายหญ้าให้พระองค์ปูลาด ณ ใต้ต้นโพธิ์ แล้วขึ้นประทับหันพระพักตร์ ไปทางทิศตะวันออก และได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตาม ถ้ายังไม่พบธรรมวิเศษแล้วจะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานแล้ว พระองค์ก็ทรง สำรวมจิตให้สงบแน่วแน่ พระองค์เริ่มบำเพ็ญเพียรทางจิต และในที่สุดทรงชนะความลังเลพระทัยทรงบรรลุ ความสำเร็จเมื่อพระองค์ทรงรู้เห็นอย่างนี้ จิตก็พ้นจากกิเลสทั้งปวง พระองค์ก็ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา ในวันเพ็ญ เดือน ๖ ปีระกา ธรรมสูงส่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค
ประกาศพระศาสนาครั้งแรก
........การแสดงปฐมเทศนา วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ (เดือน ๘) ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธเจ้า เสด็จไปหาปัญจวัคคีย์ พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เรียกว่า ธรรมจักกัปวัตนสูตร ใน ขณะที่ทรงแสดงธรรมนั้น ท่านโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือ พระโสดาบัน ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ของสัมมสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" พระอัญญาโกณฑัญญะ จึงเป็นพระภิกษุรูปแรก ในพุทธศาสนา
การประกาศพระพุทธศาสนา
.......เมื่อพระองค์ มีสาวกเป็นพระอรหันต์ ๖๐ องค์ และก็ได้ออกพรรษาแล้ว ทรงพิจารณาเห็นสมควรว่าจะออก ไปประกาศศาสนา ให้เป็นที่แพร่หลายได้แล้ว พระองค์จึงเรียกประชุมสาวกทั้งหมดแล้วตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราได้พ้อนจากบ่วงทั้งปวงทั้งชนิดที่เป็นทิพย์ และชนิดที่เป็นของมนุษย์แล้ว แม้ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เรา ทั้งหลายจงพากันจาริกไปยังชนบททั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่มหาชนเถิด อย่าไปรวมกันทางเดียว ถึงสองรูปเลย จงแสดงธรรมให้งามทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ เถิด จงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสเบาบางนั้นมีอยู่ เพราะโทษที่ไม่ได้ฟัง ธรรม ย่อมจะเสื่อมจากคุณที่จะพึงได้ถึง ผู้รู้ทั่วถึงธรรมคงจักมีอยู่ แม้ตัวเราก็จะไปยัง อุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดง ธรรมเช่นกัน " พระองค์ทรงส่งสาวกออกประกาศ ศาสนาพร้อมกันทีเดียว ๖๐ องค์ ไป ๖๐ สาย คือ ไปกันทุก สารทิศทีเดียว แม้พระองค์เองก็ไปเหมือนกัน ไม่ใช่แต่สาวกอย่างเดียวเท่านั้น นับว่าเป็น ตัวอย่างที่ดีของบุคคล ที่จะเป็นผู้นำทีเดียว สาวกทั้ง ๖๐ องค์ เมื่อได้รับพุทธบัญชาเช่นนั้นก็แยกย้ายกันไปประกาศศาสนาตาม จังหวัด อำเภอ และตำบลต่างๆ ทำให้กุลบุตรในดินแดนถิ่นฐานต่าง ๆ เหล่านั้นหันมาสนใจมากเลื่อมใสมากขึ้น บางคนขอ บวช แต่สาวกเหล่านั้นยังให้บวชเองไม่ได้ จึงต้องพากุลบุตรเหล่านั้นมาเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระองค์ บวชให้ ทำให้ได้รับความลำบากในการเดินทางมาก ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรง อนุญาตให้สาวกเหล่านั้นอุปสมบทกุลบุตร ได้โดยโกนผมและหนวดเคราเสียก่อน แล้วจึงให้นุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด นั่งคุกเข่าพนมมือกราบภิกษุแล้วเปล่ง วาจาว่า "ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็น สรณะ" รวม ๓ ครั้ง การอุปสมบทนี้เรียกว่า "ติสรณคมนูปสัมปทา" คือ อุปสมบทโดยวิธีให้ปฏิญญาณตนเป็น ผู้ถึงสรณคมน์
........



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 3 มี.ค. 12, 13:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

.ตนเป็นผู้ถึงสรณคมน์ ตั้งแต่พรรษาที่ ๑ ที่พระองค์ได้สาวกเป็นพระอรหันต์จำนวน ๖๐ องค์แล้ว พระองค์ก็ได้อาศัยพระมหากรุณาคุณทำการประกาศเผยแผ่คำสอน จนได้สาวก เป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นพุทธบริษัท ๔ ขึ้น อย่างแพร่หลายและมั่นคง การประกาศศาสนาของพระองค์ได้ดำเนินการไปอย่างเข้มแข็ง โดยการจาริกไปยังหมู่บ้านชนบทน้อยใหญ่ในแคว้นต่างๆ ทั่วชมพูทวีปตลอดเวลาอีก ๔๔ พรรษาคือพรรษาที่ ๒ - ๔๕ ดังนี้
.........พรรษาที่ ๒ เสด็จไปยังเสนานิคมในตำบลอุรุเวลา ในระหว่างทางได้สาวก กลุ่ม ภัททวคคีย์ ๓๐ คน และที่ตำบลอุรุเวลาได้ ชฎิล ๓ พี่น้อง คือ อุรุเวลกัสสปะนทีกัสสปะ และ คยากัสสปะ กับศิษย์ ๑,๐๐๐ คน เทศนาอาทิตตปริยายสูตร ที่คยาสีสะเสด็จไปยังราชคฤห์แห่งแควว้นมคธ กษัตริย์เสนิยะพิมพิสาร ทรงถวายสวนเวฬุวันแด่คณะสงฆ์ ได้สารีบุตร และโมคคัลลานะเป็นสาวก อีก ๒ เดือนต่อมาเสด็จไปยังกบิลพัสดุ์ ทรงพำนักที่ นิโครธาราม ได้สาวกมากมาย เช่น นันทะ ราหุล อานนท์ เทวทัต และพระญาติอื่นๆ อนาถปิณฑิกะเศรษฐี อาราธนาไปยังกรุงสาวัตถีแห่งแคว้นโกศล ถวายสวนเชตวันแต่คณะสงฆ์ ทรงจำรรษาที่นี่
.........พรรษาที่ ๓ นางวิสาขาถวายบุพพาราม ณ กรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษาที่นี่
.........พรรษาที่ ๔ ทรงจำพรรษาที่เวฬุวัน ณ กรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ
.........พรรษาที่ ๕ โปรดพระราชบิดาจนได้บรรลุอรหัตตผล ทรงไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทระหว่างพระญาติฝ่ายสักกะกับพระญาติฝ่ายโกลิยะเกี่ยวกับ การใช้น้ำ ในแม่น้ำ โรหิณี ทรงบรรพชาอุปสมบทพระนางปชาบดีโคตมี และคณะเป็นภิกษุณี
.........พรรษาที่ ๖ ทรงแสดงยมกปาฏิหารย์ในกรุงสาวัตถีย์ ทรงจำพรรษาบน ภูเขามังกลุบรรพต
.........พรรษาที่ ๗ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ระหว่างจำพรรษา เสด็จขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์โปรดพุทธมารดาด้วยพระอภิธรรม
........ พรรษาที่ ๘ ทรงเทศนาในแคว้นภัคคะ ทรงจำพรรษาในสวนเภสกลาวัน
.........พรรษาที่ ๙ ทรงเทศนาในแคว้นโกสัมพี
.........พรรษาที่ ๑๐ คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีแตกแยกกันอย่างรุนแรง ทรงตกเตือน ไม่เชื่อฟัง จึงเสด็จไปประทับและจำพรรษาในป่า ปาลิเลยยกะ มีช้างเชือก หนึ่งมาเฝ้าพิทักษ์และรับใช้ตลอดเวลา
.........พรรษาที่ ๑๑ เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีปรองดองกันได้ ทรงจำพรรษาในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อ เอกนาลา
.........พรรษาที่ ๑๒ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่เวรัญชา เกิดความอดอยากรุนแรง
.........พรรษาที่ ๑๓ ทรงเทศนาและจำพรรษาบน ภูเขาจาลิกบรรพต
.........พรรษาที่ ๑๔ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ราหุลขอบรรพชาอุปสมบท
.........พรรษาที่ ๑๕ เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ สุปปพุทธะถูกแผ่นดินสูบเพราะขัดขวาง ทางโคจร
.........พรรษาที่ ๑๖ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่ อาลวี
.........พรรษาที่ ๑๗ เสด็จไปยังกรุงสวัตถี กลับมายังอาลวีและทรงจำพรรษาที่ กรุงราชคฤห์
.........พรรษาที่ ๑๘ เสด็จไปยัง อาลวี ทรงจำพรรษาบน ภูเขาจาลิกบรรพต
.........พรรษาที่ ๑๙ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่บน ภูเขาจาลิกบรรพต
.........พรรษาที่ ๒๐ โจร องคุลีมาลย์ กลับใจเป็นสาวก ทรงแต่งตั้งให้พระอานนท์ รับใช้ใกล้ชิดตลอดกาล ทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์ ทรงเริ่มบัญญัติวินัย
.........พรรษาที่ ๒๑ - ๔๔ ทรงยึดเอาเชตวันและบุพพารามในกรุงราชคฤห์เป็น ศูนย์กลางการเผยแพร่และเป็นที่ประทับจำพรรษา เสด็จพร้อมสาวกออกเทศนาโปรด เวไนยสัตว์ตามแว่นแคว้นต่าง ๆ โดยรอบ
.........พรรษาที่ ๔๕ และสุดท้าย พระเทวทัต คิดปลงพระชนม์ กลิ้งก้อนหินจนเป็น เหตุให้พระบาทห้อโลหิต ทรงได้รับการบำบัดจากหมอชีวก
ทรงปรินิพาน
...การเสด็จปรินิพพาน หลังจากพระพุทธเจ้าแสดงปัจฉิมโอวาท ซึ่งวันนั้นตรงกับวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (เดือน ๖) ในยามสุดท้ายของวันนั้น ณ ป่าไม้สาละ (สาลวันอุทยาน) ของกษัตริย์มัลละ กรุงกุสินารา พระองค์ได้ประทับใต้ ต้นสาละคู่ หลังจากตรัสโอวาทให้แก่พระอริยสงฆ์แล้ว พระองค์มิได้ตรัส อะไรอีก แล้วเสด็จปรินิพพาน ด้วยพระอาการสงบ ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์นัก ที่วันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพานของพระพุทธเจ้าตรงกัน คือ วันเพ็ญเดือน ๖



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 3 มี.ค. 12, 19:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอให้ทุกท่านมีพระไตรลักษณ์คือ ศีล สมาธิและปัญญา ในการแก้ปัญหาชีวิต

และอริยสัจสี่ที่พระพุทธเจ้าค้นพบเมื่อ 2555ปี คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ต้อง

เกิดกับทุกๆคน หากท่านใดยึดหลักการนี้ก็จะมีความสุขตลอดไป...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 4 มี.ค. 12, 01:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วันพุธที่ 7 มีนาคม 2555 นี้เป็นวันมาฆบูชา เชิญรท่านไปไหว้พระที่วัดและทำบุญใส่บาตรในวันสำคัญนี้ได้จะได้รับบุญกุศลร่วมกันครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สุภารัตน์
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 6 มี.ค. 12, 13:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สาธุ..สาธุ...สาธุ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
zole
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 6 มี.ค. 12, 19:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สาธุ
ขอขอบพระคุณ จขกท
ขอให้มีความสุขความเจริญยิ่งยืนนาน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 8 มี.ค. 12, 10:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีใจวันมาฆบูชาที่ผ่านมา มีเยาวชนได้ออกมาเข้าวัดกันมากขึ้นถึง 50%
ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีมาก มีท่านผูทรงเกียรติว่าเกี่ยวกับศาสนามีผู้เข้ามาดูเป็นหลักร้อยครั้งแต่ตอนนี้มีผู้เข้ามาดูถึงพันกว่าครั้งแสดงว่ามีผู้สนใจพุทธศาสนากันมากขึ้น เช่นหัวข้อท่านไอนสไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็นก็ขึ้นหลักพันกว่าจะขึ้นสองพันเช่นกันจึงถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ในการทำความดีโดยมีศีล สมาธิ และปัญญา กันทุกๆคน สาธุ สาธุ สาธุ....

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 11 มี.ค. 12, 17:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีผู้เข้ามาอ่านประวัติพุทธเจ้าถึง 1,500 คน แลจะถึง 2,000 คนในอีกไม่นาน...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ประวัติ ชีวะ 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม