หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ขอเรียกร้อง คืน ความเป็นพระสงฆ์ ให้กับ พระสันติอโศก ใครเห็นด้วยลงชื่อครับ  (อ่าน 244 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 12 มี.ค. 12, 22:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

คือ พระโพธิรักษ์ แห่งสำนักสงฆ์สันติอโศก ถนนนวมินทร์ กทม.

พระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง อ้างว่า นิพพาน เป็น อนัตตา แปลว่า การนิพพนานไม่มีแก่นสาร ไม่มีสาระ นั้นคือ กลุ่มพุทธสมาคม(แห่งประเทศไทย)

พระสงฆ์อีกกลุ่มเล็กๆ อ้างว่า นิพพาน เป็นอัตตา แปลว่า การนิพพาน มีแก่นสาร มีสาระ คือกลุ่ม พระสันติอโศก

รัฐบาลยุคหนึ่ง เข้าข้างกลุ่มพุทธสมาคม(แห่งประเทศไทย)ตั้งคณะสงฆ์ พระสงฆ์ระดับสูงชั้นพระเทพ พิพากษาว่า พระสันติอโศก ผิดพระวินัยร้ายแรง เป็น ปราชิก บังคับให้ พระสันติอโศก สึก นานหลายปีแล้ว

แต่ทราบว่า พระสันติอโศก ไม่เปล่งวาจาลาสิกขาบท ยังคงเป็นพระสงฆ์โดยสมบูรณ์

ในความรู้สึกของผม พระพุทธเจ้า ไม่ใจร้าย ในบทบัญญัติทั้งหมด จะไม่ตำหนิใคร ใครจะเชื่ออย่างไรก็ไม่เป็นไร การคงไว้ซึ่งพระสงฆ์เป็นสาวกของพระองค์ นั้น ยิ่งใหญ่กว่า อัน อัตตา กับ อนัตตา ไม่ใช่ผิดที่ต้องถึง ปราชิก

การพิพากษา ว่า นิพพานเป็น อัตตา หรือ อนัตตา ไม่น่าต้องจับพระสึก

เป็นบาป เป้นเวร มณี สิกขา ปะทัง สมาธิ ยามิ

ผมขอเรียกร้อง คืนความเป็นพระให้ท่านเถิด การขัดขวางผู้คนศรัทธา ขัดขวางผู้ปฏิบัติธรรม ผู้ขัดขวางจะลงนรก เวียนว่ายในในทะเลเพลิงใต้ภิถพ ตายแล้วฟื้น ฟื้นแล้วตายอยู่อย่างนั้น ชั่วกัปกัลย์

โปรดคืนความเป็นพระสงฆ์ให้พวกเขาด้วยเถิด ท่านจะได้บุญอันประเสริฐและยิ่งใหญ่

ผมเป็นคนที่ 1 ที่มาขอความยุติธรรมให้กับพระสงฆ์แห่งสัติอโศก ท่านใดเห็นด้วย กรุณาเข้ามางชื่อ ครับ ..คุณได้บุญแน่นอน

//ช.ผาสุข(เข้าวัดทำบุญมาตั้งแต่อายุ4-5 ขวบบัดนี้อายุ 68 ปีแล้ว)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 12 มี.ค. 12, 23:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอขัดใจครับ 55
เพราะว่าการเป็นพระสงฆ์นั้น ใครๆ ก็เป็นได้ครับ
ไม่ยากเลย หากปฎิบัติตามข้อกำหนด

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 13 มี.ค. 12, 06:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีค่ะคุณmanjumbo

เรื่องศาสนาไม่มีความรู้ลึกซึ้ง ขอเข้ามาศึกษา ไม่ขอแสดงความเห็นค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 13 มี.ค. 12, 06:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณไข่นุ้ยครับ คนโบราณกล่าวไว้ว่า จะขัดขา ขัดประตู จะขัดเงารถยนต์ ท่านจงขัดไปเถิดไม่มีใครว่า ขออย่าขัดใจ

ไข่นุ้ยขัดใจคนชื่อ ช.ผาสุขไม่เป็นไร ผมขอร้องอย่าไปขัดใจเมียก็ละกัน จะโดนไล่ให้นอนนอกห้องไปนอนกะยุง ยิ่งถ้าไปขัดใจน้องสาวของเมียยิ่งไม่ดีหนักเข้าไปอีก หรือไปขัดใจพ่อตาแม่ยายก็จะเป็นเรื่องใหญ่..เกิดยึดเมียคืนก็ยุ่งนะ...จำไว้อย่าลืม เรื่องนี้เรื่องใหญ่ลืมไม่ได้

อยากเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่าไป ขัดใจ เจ้านาย เวลาคุยกะเจ้านายก็ต้องพูด คับๆๆๆๆๆๆๆ อย่าให้หลวม เวลายืนพูดกับเจ้านาย สองมือจับลูกกะปุกไว้...เจริญก้าวหน้าแน่5555++++

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 13 มี.ค. 12, 07:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับคุณ bansheesaba

เรื่องศาสนา ทุกศาสนาสอนให้ประชาชนเป็นคนดี แต่หลักการปฏิบัติแตกต่างกันไป ที่น่าสังเกตุทุกศาสนาบอกให้รู้ว่า มีบุญ มีบาป มีสวรรค์ มี นรก

คนทำดีต้องได้ขึ้นสวรรค์มีแต่ความสุขสำราญ คนทำชั่วตกนรกถูกจับโยนลงไปในทะเลเพลิงน้ำทองแดงเดือดพล่าน ตายแล้วฟื้น ฟื้นแล้วตายไม่จบสิ้น หลายพันปี เมื่อหมดเวรทะเลเพลิงน้ำทองแดงก็พุพุ่งขึ้นมาบนโลก ที่เราเรียกว่า ลาวา

ทางศาสนาพุทธเชื่อว่า วิญญาณกลับมาเกิดใหม่ได้เมื่อใช้กรรมเสร็จแล้ว

การได้บุญ ทำให้ใจเป็นสุขมีจิตใจที่ผ่องใส

การทำบุญได้บุญมากที่สุด คือการ ทำทาน (เหมือนกันทุกศาสนา)ไม่ใช่นำเงินไปสร้างวัดสร้างโบสถ์

การได้บุญ มี 3 ทาง
1.ทำบุญให้ทานด้วยตนเอง ก้อได้บุญ
2.บอกให้คนอื่นไปทำบุญให้ทาน ก็ได้บุญ
3.อธิษฐานในใจว่าจะทำความดี ตามคำสั่งสอนของศาสดา ก็ได้บุญ

นี่หลักง่ายๆ ย่อๆ ของทุกศาสนาผมสรุปไว้พอสังเขป เป็นแนวทางปฏิบัติ

ผมเขียนไว้ในหนังสือ "ประเทสไทยยุคใหม่ ในความคิดของผม"

//ช.ผาสุข

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
วาโย..
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 13 มี.ค. 12, 10:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขออนุญาตเข้ามาสมทนาด้วยนะครับ..มาด้วยจิตกุศล..
คำพูดที่จะกล่าวมานี้..เป็นเพียงความคิดส่วนตัวของผมพียงผู้เดียว..ไม่ต้องการพาดพิงองค์กร หน่วยงาน..บุคคลใด..
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ เป็นทาสพระสงฆ์ พระสงฆ์เป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า..
สงฆ์ใดปฏิบัติกิจ มีวัฏรปฏิบัติของพระสงฆ์..ข้าพเจ้าขอนอบน้อม..เป็นนาย..มีอิสระเหนือข้าพเจ้า..
สงฆ์ใดเจริญอริยมรรค สงฆ์นั้นควรค่าแก่การถวายความนอบน้อมแล รับใช้..
สัตว์ใดมีทาน มีศีล มีสมาธิ..สัตว์นั้นนับเป็นสัตว์อันประเสริฐ..
สาธุชนพึงเจริญมงคลสูตร..อันจะพาสู่ความเจริญก้าวหน้า..
พรัหมมะจะวิรัญจะ..การประพฤติพรหมจรรย์ อะริยะสัจจานะ ทัสนะนัง, การเห็นอริยสัจ นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ..ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน
กิจเหล่านี้เป็นมงคลอันสูงสุด..
หากสาธุชนเข้าไปค้นหาความรู้ในอริยมรรคได้แล้ว..จักพึงทราบได้เองว่า..เป็นสงฆ์ที่ควรกาบใหว้ นบนอบหรือไม่..
มีครวนึง ได้มีโอกาสกรายใกล้สมนะโพธิรักษ์..เท่าที่ได้สังเกตุ..สำนักนี้ดำเนินในหนทางไม่เบียดเบียนเพื่อนสัตว์ร่วมโลกใดๆ..เช่น..แมงง๊องแง๊ง และเหล่ามดแมลงต่าง..มีอยู่ร่วมสำนักอย่างชุกชุม....ไม่ทานเนื้อสัตว์..(ฉัน)อื่นๆอีก..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เล่าปี่
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 13 มี.ค. 12, 10:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอแจมด้วย คงไม่ขัดใจคุณแมนนะ คำว่าอนัตตา ไม่ใช่สูญหายด้วยประการทั้งปวง หมายถึงไม่มีตัวตนให้จับต้องเป็นรูปเป็นร่างได้ เป็นพลังงานชีวิตชนิดหนึ่ง สภาพคล้ายพลังงานทั่วไปบนโลกมนุษย์ ที่มองไม่เห็นไม่มีตัวตนชัดเจน แต่อาจสัมผัสได้รู้สึกได้ นิพพานจึงหมายถึงเหลือพลังงานบริสุทธิ์ของพลังงานชีวิตที่สะอาด ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะ

มีอยู่ แต่เหมือนไม่มี เพราะไม่รับกระแสร์จากอารมณ์ต่างๆไปปรุงแต่งให้เกิดอาการกระเพื่อมหรือเปลี่ยนแปลงไดๆขึ้นในพลังงานบริสุทธิ์นั้นเลย คงที่ ราบเรียบ สม่ำเสมอ จะเรียกว่าสูงสุดคืนสู่สามัญก็ได้ คือคืนสู่พลังงานชีวิตเดิมที่บริสุทธิ์ ก่อนพลังงานชีวิตนั้นจะปฎิสนธิเป็นมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นด้วยอำนาจกิเลสที่มีนั่นเอง

ส่วนกรณีกลุ่มสันติอโศกดูเหมือนจะไม่เกี่ยว กับจะรับเข้าเป็นพระหรือไม่รับเข้าเป็นพระ ถ้าเขาเป็นพระโดยสภาวะแห่งจิตจริงๆ ไม่ต้องมีไครรับรองเขาก็เป็นอยู่แล้ว แต่พระในเมืองไทยเป็นสมมุติสงฆ์ ซึ่งต้องใช้องค์กรปกครองของสงฆ์คอยคุมดูแลให้เป็นไปตามพระวินัย กฎมหาเถรสมาคม และกฏหมายบ้านเมือง เพราะยังเป็นปุถุชนอยู่ถ้าไม่มีองค์กรณ์คอยดูและจะควบคุมลำบาก

กลุ่มสันติอโศกเขาประกาศไม่ยอมรับองกรสงฆ์เอง ไม่ได้มีไครขับไล่ เพียงแต่ถ้าจะอยู่ในองค์กรสงฆ์ก็ต้องปฎิบัติตามกฎสามอย่างข้างต้น แต่ว่าเขายอมรับเองว่าเขาทำไม่ได้ และขอแยกตัวไปไม่ขึ้นกับมหาเถรสมาคมเท่านั้น ไครนับถือเขาจะเรียกเขาว่าพระทำบุญกับเขาก็ไม่มีไครว่าอะไร มันอยู่ที่การประพฤติปฎิบัติของเขา ถ้าเขาดีจริงคนก็คงนับถือเขามากกว่าที่ขึ้นกับมหาเถรสมาคมเสียอีก จะต้องไปกลัวอะไร
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 13 มี.ค. 12, 10:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอแจมด้วย คงไม่ขัดใจคุณแมนนะ คำว่าอนัตตา ไม่ใช่สูญหายด้วยประการทั้งปวง หมายถึงไม่มีตัวตนให้จับต้องเป็นรูปเป็นร่างได้ เป็นพลังงานชีวิตชนิดหนึ่ง สภาพคล้ายพลังงานทั่วไปบนโลกมนุษย์ ที่มองไม่เห็นไม่มีตัวตนชัดเจน แต่อาจสัมผัสได้รู้สึกได้ นิพพานจึงหมายถึงเหลือพลังงานบริสุทธิ์ของพลังงานชีวิตที่สะอาด ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะ

มีอยู่ แต่เหมือนไม่มี เพราะไม่รับกระแสร์จากอารมณ์ต่างๆไปปรุงแต่งให้เกิดอาการกระเพื่อมหรือเปลี่ยนแปลงไดๆขึ้นในพลังงานบริสุทธิ์นั้นเลย คงที่ ราบเรียบ สม่ำเสมอ จะเรียกว่าสูงสุดคืนสู่สามัญก็ได้ คือคืนสู่พลังงานชีวิตเดิมที่บริสุทธิ์ ก่อนพลังงานชีวิตนั้นจะปฎิสนธิเป็นมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นด้วยอำนาจกิเลสที่มีนั่นเอง

ส่วนกรณีกลุ่มสันติอโศกดูเหมือนจะไม่เกี่ยว กับจะรับเข้าเป็นพระหรือไม่รับเข้าเป็นพระ ถ้าเขาเป็นพระโดยสภาวะแห่งจิตจริงๆ ไม่ต้องมีไครรับรองเขาก็เป็นอยู่แล้ว แต่พระในเมืองไทยเป็นสมมุติสงฆ์ ซึ่งต้องใช้องค์กรปกครองของสงฆ์คอยคุมดูแลให้เป็นไปตามพระวินัย กฎมหาเถรสมาคม และกฏหมายบ้านเมือง เพราะยังเป็นปุถุชนอยู่ถ้าไม่มีองค์กรณ์คอยดูและจะควบคุมลำบาก

กลุ่มสันติอโศกเขาประกาศไม่ยอมรับองกรสงฆ์เอง ไม่ได้มีไครขับไล่ เพียงแต่ถ้าจะอยู่ในองค์กรสงฆ์ก็ต้องปฎิบัติตามกฎสามอย่างข้างต้น แต่ว่าเขายอมรับเองว่าเขาทำไม่ได้ และขอแยกตัวไปไม่ขึ้นกับมหาเถรสมาคมเท่านั้น ไครนับถือเขาจะเรียกเขาว่าพระทำบุญกับเขาก็ไม่มีไครว่าอะไร มันอยู่ที่การประพฤติปฎิบัติของเขา ถ้าเขาดีจริงคนก็คงนับถือเขามากกว่าที่ขึ้นกับมหาเถรสมาคมเสียอีก จะต้องไปกลัวอะไร

มีเหตุและผลดีครับ. q*062q*062q*062
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
วาโย..
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 13 มี.ค. 12, 11:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ตามคห.(ขอกล่าวอ้าง)ที [6..กล่าวเข้าถึงแก่นธรรมแล้ว..
มีเหตุ มีผลที่สมบูรณ์..
กล่าวได้ถูกต้อง สาธุชนพึงพิจารณา..กิเลสอันเศร้าหมองจักมิมาครอบงำ../size]
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 13 มี.ค. 12, 11:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมว่าถ้าทำตัวน่าเลื่อมใสก็จะมีคนนับถือครับ ถึงไม่ใช่พระก็เถอะ...เช่น อ. ใบ้หวยชื่อดัง...(เกี่ยวไหม?) q*039

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 14 มี.ค. 12, 06:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่องศาสนา มีสมาชิกอ่านไม่มากนัก แค่หลัก 10 แต่ก็ดีใจ ที่ผมได้บอกกล่าวให้ผู้คนรู้ ว่า พระโพธิรักษ์ ถึงขั้น ปราชิก ด้วยข้อหาอะไร

คำแปลศัพท์ที่แท้จริง บาลี-ไทย จากหนังสือพจนานุกรมคือ

อนัตตา (น.) ความไม่ใช่ตัว ,ความไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นสาร (ว.)ไม่ใช่ตัวตน ไม่เป็นแก่นสาร

อัตตา (น.) ใจ,ตนเอง (บางเล่มเคยอ่านมีความหมายว่า มีสาระ มีแก่นสาร)

//ช.ผาสุข

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นะฮะ
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 14 มี.ค. 12, 07:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สังคมใดก็ตาม..หากมีการมุ่งกล่าวหาโจมตีกัน...

สังคมนั้น ๆ ก็จะมีแต่ความขัดแย้ง..แย่งชิงกันอยู่ตลอดไป...

การกล่าวหา..แบบว่า " พวกคุณเลวกว่า พวกฉันดีกว่า ปฏิบัติเคร่งครัดกว่า "

มันก็ไม่มีทางจะเกิดสันติได้..ไม่ว่าในกรณีใด ๆ....

ศาสนาทุกศาสนา..มุ่งที่จะสร้างสันติขึ้นในจิตใจมนุษย์และในโลกเป็นเป้าหมายสูงสุด..

" นัตถิ สันติ ปรมัง สุขขัง = สุขใดจะเสมอความสงบสันติ

นั้น ไม่มี "
q*073q*074q*033
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 14 มี.ค. 12, 08:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เอากันง่ายๆ อนัตตา คือหมดสิ้นไป ไม่มีอีกแล้ว อัตตา ยังคงมีอยู่ สามารถกลับมาอีก พระพุทธเจ้า เป็นอนัตตา.. การเบียดเบียน มีความหมายกว้าง...แต่การเบียดที่ควรงดอย่างสิ้นเชิง คือการเบียดเบียน สิ่งที่มีชีวิต พืช สัตว์ ต่างมีชีวิต..ไม่ผิดอย่างก็ไปผิดอย่าง..แก่นของธรรมมะ มันอยู่ที่การปฏิบัติ เป็นไปโดยธรรมชาติ เคารพสิทธิ์ของทุกอย่าง คือการไม่ไปเบียดเบียนโดยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น อันเป็นสิทธิ์พื้นฐานที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนมาแล้ว 2พัน 5 ร้อยกว่าปี (มากกว่าทฤษฎีประชาธิปไตย)..พระสงฆ์ในเมืองไทย หรือทั่วโลก ต่างก็เป็นอย่างนี้ เอาความเชื่อที่ตนได้เรียนรู้มา ถูกบ้าง ผิดบ้าง มาสำคัญตน ถ้าไปดูในบทสวดปาฏิโมข 227 ข้อ จับพระสงฆ์ในเมืองไทย มานั่งเรียงแล้วเช็คความผิด แต่ละรูป ผิดไม่น้อยกว่ารูปละ 100 ข้อ ยิ่งดัง ยิ่งอาบัติ ยิ่งปราชิก เสกของขลัง นั่งทางใน ให้เลขชาวบ้าน นี่ก็เข้าข่ายอวดอุตริ ปราชิกล้วนๆ การนับถือศาสนาสมัยนี้ ผู้รู้เขาจะศึกษาตามธรรมมะ แล้วปฏิบัติเอง ไปหลงคารมพระสงฆ์บางสำนัก เสียตังไม่พอ ยังได้บาปอีก เพราะไปส่งเสริมให้พระชั่ว ทำความชั่วได้อีก ที่ต้องพูดยังงี้ เพราะพระสงฆ์บางรูปบางสำนัก ทำผิดศีล ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า กลายเป็นเรื่องปกติ แล้วผู้คนก็ยังยอมที่จะไม่ทำไรเลย กลับกลายไปเห็นดี เห็นงามด้วย เราถึงเวลาที่จะออกมาปกป้องศาสนาอย่างจริงจังกันหรือยัง...คนที่อยู่ในธรรมมะ ทำตามธรรมมะ ดีทั้งสิ้น แต่คนที่อยู่ในธรรมะ แต่ไม่ทำตามธรรมะ ยิ่ง โค ต ร ชั่วทั้งสิ้น ไม่ต้องไปสนใจสำนักใดๆ ผู้คนที่ควรกราบไหว้ จงกราบไหว้กันดีกว่า

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เล่าปี่
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 14 มี.ค. 12, 09:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ทราบว่าหลายท่าน คงเรียนจบมาทางโลกเสียมากกว่า จึงพยายามอธิบายนิพพานออกไปทางเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้ถูกจริตและเข้าใจง่าย นิพพานเป็นเรื่องของสภาพจิตล้วนๆไม่เกี่ยวกับกาย กายนิพพานไม่มี มีแต่ใจนิพพานคือดับกิเลศ ที่พระพุทธเจ้าปรินิพานแล้วเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานนั้นหมายความว่า กิเลสท่านดับมาก่อนแล้วตั้งแต่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ หมายถึงดับจากใจนั่นเอง ไม่ใช่ดับจากที่อื่น เมื่อใจดับกิเลส กายก็ระงับไปเอง เพราะใจเป็นนาย กายเป็นเพียงบ่าวเท่านั้น ไม่มีใจบังคับกายก็ไม่มีความหมาย

ฉะนั้นกิเลสจึงดับที่กายไม่ได้ ต้องดับมาจากใจก่อน จึงบอกว่าเป็นเรื่องของจิตล้วนๆ จิตดับจากกิเลสเด็ดขาดเมื่อไหร่ นิพพานทันที ส่วนกายอาจอยู่ตามอายุขัยของกายได้ เมื่อเป็นเรื่องของจิตล้วนๆ นิพพานจึงเป็นอนัตตาคือไม่มีตัวตนให้จับต้องนั่นเอง สภาวะจิตไครก็ไม่อาจจับต้องอยู่แล้ว แค่อาจสัมผัสกระแสร์จิตนั้นจากเจ้าของจิตได้ ถึงความสงบ ร่มเย็น อบอุ่น เหมือนกับที่เราสัมผัส ความรุนแรงเกรียวกราดจากความโกรธของศรัตรูที่อยู่เบื้องหน้าเรานั่นเอง ย่อมรู้สึกได้แต่ไม่อาจจับต้อง

ส่วนกรณีพระโพธิรักษ์ ผมไม่ทราบว่ามีการปรับอาบัติปราราชิกหรือไม่จากไคร อันนี้ไม่เข้าใจ และค่อนข้างไม่สนใจ เพราะความดีความชั่วเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวกับไครจะยัดเยียดสิ่งเหล่านั้นไปในจิตใจไครได้ ต่อให้คุณแมนยัดเยียดให้ผมเป็นอสูร ถ้าผมไม่เป็นผมก็ไม่เป็นอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นอยู่แล้วไม่ต้องยัดเยียดก็เป็น คิดว่าคุณแมนคงหมายถึง ความดี ชั่ว บุญ บาป ที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในโลกกระมัง หมายความว่าคงอยากให้ทัศนคติชาวโลกที่มองท่านโพธิรักษ์ ไปในเชิงบวก คือ มีบุญ มีความดี นั่นเอง

ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องเข้าใจ บุญ บาป ความดี ความชั่ว ให้กระจ่างเสียก่อนว่า มันมีทั้งจริงแท้ กับ จริงเหมือนกันแต่ไม่แท้ เป็นเฉพาะที่ กับเป็นจริงทุกที่ บุญได ดีได ที่ผู้ทำไม่ได้ทำโดยจิตที่มีเจตนาจะทำจริงๆ แต่ทำเพราะหน้าตาในสังคม หรือหน้าที่บังคับ ขณะที่ทำจิตใจรังเกียจเป็นอย่างยิ่ง แต่ต้องฝืนยิ้มแย้มทำเหมือนเต็มใจทำ นั่นเป็นบุญ เป็นดี ที่ไม่จริงแท้ ติดตามคนทำไปไม่ได้ เพราะไม่ได้เกิดที่จิตใจ อาจมีคนรู้จักยกย่องเฉพาะที่ตรงนั้น ไปจากที่นั้นสิ่งที่ทำนั้นก็หายไป ไม่มีคนรู้จัก และไม่อาจติดตามไปได้ เพราะไม่ได้เกิดที่ใจตนเอง จะไปแบบใหน ยังไง เกาะอะไรไป

ส่วน บุญได ดีได ที่เกิดจากใจที่คิดอยากทำที่เราเรียกกันว่าศรัทธา ทำด้วยจิตใจที่ยินดี ปลายปลื้ม เอิบอาบ กำซาบอยู่ในใจ บุญนั้นติดตามได้ทุกที ให้ผลได้ทุกที่ เพราะกิดจากใจ จะชาตินี้หรือชาติใหนก็ตามไปได้ เพราะมันอยู่ในใจเรานั่นเอง ถ้าท่าน โพธิรักษ์ ท่านไม่ได้ทำสิ่งไดผิดจากจิตใจภายในของท่าน อะไรก็ทำลายสภาพจิตที่ดีของท่านไม่ได้ และถ้าท่านทำดีจากภายในของท่าน ไครจะปรับอะไรก็เปลี่ยนจิตภายในของท่านไม่ได้ ไม่มีผลอะไร นอกจากภายในท่านเสียหาย นั่นก็ไม่ต้องปรับเช่นกัน เพราะมันเสียหายไปแล้ว ไครก็ทำให้ดีคืนไม่ได้ นอกจากตัวท่านเอง
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 14 มี.ค. 12, 10:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

....ท่านเล่าปี ว่ากล่าวถูกต้องยิ่ง.....ธรรมมะดียิ่ง..ผู้คนทั่วหล้า ทำได้โลกนี้มีสันติ...มีธรรมมะในใจ ใยต้องกลัวหม่นหมอง..ผู้คนที่หวาดกลัว..เพราะในตัว ในใจตนเอง ไร้ธรรมมะ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อาโป..
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 14 มี.ค. 12, 14:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรื่องที่เกี่ยวกับการดำรงค์ตนในกรอบฯไม่ค่อยมีคนสนใจที่จะคุยหรือเพื่อศึกษา
เช่นข้าพเจ้าอีตอนก่อนๆ..แค่ได้ยินเสียงพระในวิทยุ ก๊อเลื่อนหนีเสียแล้ว..
นิพพาน..
สาธุชนอย่าไปสนใจก่อนจะดีกว่า..
นิพพานเป็นที่ ที่สุดท้าย..
สาธุชนเข้าใจตนเอง เข้าใจธรรมแค่ไหน..ปฏิบัติตามพระธรรมได้อย่างที่สุดแล้ว..หรือไม่..
นิพพานขณะที่มีธาตุสังขารครองอยู่...
อริยสัตย์4 พรหมวิหารสี่..มรรคมีองค์แปด..ธรรมจักกัปวัตตนสูตร.. เจริญดีแล้วหรือ
เอาแค่นี้ นิพพานังโหตุ..เกิดแก่เรา..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 14 มี.ค. 12, 16:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ก่อนอื่น ต้องรู้เกี่ยวกับ "ข้อหา"ของพระโพธิรักษ์ ก่อนว่า ท่านโดนข้อหาอะไร ถึงต้องโทษ ปราชิก บังคับให้สึก

ข้อหาคือ พระโพธิรักษ์ประพฤติผิดวินัยสงฆ์ คือการสอนประชาชนว่า นิพพาน เป็น อัตตา ซึ่งขัดกับ บทบัญญัติในพระไตรปิฎกว่า นิพพาน เป็น อนัตตา

แต่พระโพธิรักษ์อ้างว่า (ถ้าจำไม่ผิด)ท่านพูดว่า ในตำราเก่าแก่ที่ท่านมีอยู่ กล่าวว่า นิพพาน เป็น อัตตา

มีคนข่าวกล่าวว่าผุ้พิพากษาถามพระโพธิรักษ์ครั้งสุดท้ายว่า ยังคงยืนยันใช่หรือไม่ ว่า นิพพาน เป็น อัตตา

พระโพธิรักษ์ยืนยันว่า นิพพานเป็น อัตตา ผมฟังข่าวมาอย่างนี้ตลอดสิ้นสุดคดีความ

คดีหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ที่ผมแขวนคออยู่ขณะนี้ ก็เคยโดนคดีเดียวกัน

เจ้าอาวาสวัด ธรรมกาย ก็โดนคดีนี้ เช่นกัน

ศาลยุติธรรมไทย แต่ละสมัยอาจจะ ผ่อนปรนผ่อนผัน กันไปเพื่อรักษา พระสงฆ์ ให้รักษาศาสนาต่อไป

คืดว่า การ นิพพาน เป็น อัตตา หรือ อนัตตา ไม่ใช่ถึงขั้นปราชิกก็เป็นได้ พระ 2 รูปก็รอด

//ช.ผาสุข

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  พระ พระสงฆ์ สันติอโศก 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม