หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: "ทนง"..เปิดเบื้องหลัง15ปี ลอยตัวค่าเงินบาท..  (อ่าน 129 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 3 ก.ค. 12, 20:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
"ทนง พิทยะ"อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเบื้องหลัง 15 ปี ลอยตัว "ค่าเงินบาท" มีนายทุนไทย...รวมขบวน"โซรอส"ทุบบาท

เสียงปลายสาย นุ่มๆ แต่มีพลังแบบนายทหาร พร้อมกับประโยคแรก "น้อง อยู่ไหน"

"ผมตอบว่าฮ่องกง ท่านบอกใกล้นิดเดียว กลับมาเลย มาช่วยชาติ ผมเลยรู้ทันทีว่าเรื่องอะไร เพราะก่อนหน้านั้น ดร.อำนวย วีรวรรณ ได้ลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เลยบอกภรรยาว่าเป็นอะไรไปต้องยอมรับได้นะ แต่โชคดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...เหมือนพระคุ้มครอง" ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เล่าที่มาของเหตุการณ์สำคัญ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว และตอบตกลงทันที ตามคำร้องขอของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2540

"ที่เลือกใช้ผม อาจจะเห็นว่า เรียนจบจากญี่ปุ่น ต้องใช้ซามูไร มาจัดการ เหมือน สมัยลดค่าเงินยุคคุณสมหมาย ฮุนตระกูล (ประกาศลดค่าเงินบาท เมื่อ 2 พ.ย. 2527) ก็เป็นนักเรียนญี่ปุ่นเช่นกัน"ดร.ทนง กล่าวติดตลก
วันที่ 21 มิ.ย. 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ ดร.ทนง พิทยะ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แทน ดร.อำนวย วีรวรรณ ที่ลาออกไป

"ตอนนั้นที่หารือกัน แต่ไม่ได้ทำ คือ เพิ่มความกว้างลอยตัว บวกลบ 10-20% แต่ท่านผู้ว่าการ บอกว่า คงใช้แบบลอยตัว แบบจัดการ ดังนั้น วันอาทิตย์เช้า 29 มิ.ย. 2540 ประชุมร่วมกับนายกฯ เพื่อสรุปภาวะเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมตัวออกทีวี คุยกับประชาชน ซึ่งวันนั้น ยังไม่ได้บอกท่านนายกฯ ว่าจะลอยตัวค่าเงิน หรือบอกไปว่ายังไม่ดำเนินการอะไร แค่บอกท่านว่า กำลังศึกษาแนวทาง แต่ไม่รู้ว่าวันไหน"

@ค่ำ 29 มิ.ย. "ชวลิต" บอกความจริงไม่ได้

รายงานข่าวระบุว่าในค่ำวันที่ 29 มิ.ย. 2540 พลเอกชวลิต ได้ออกทีวี ชี้แจงกับประชาชน ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยเน้นให้ประชาชนมั่นใจในมาตรการแก้ไขของรัฐบาล อย่าตื่นตระหนกถอนเงินจากสถาบันการเงิน เนื่องจากขณะนั้นสถาบันการเงินขนาดเล็ก ถูกถอดเงินออกจำนวนมาก เพราะมีข่าวลือตลอดว่าจะ ล้ม จะถูกสั่งปิด ขณะเดียวกันค่ำวันไหน พลเอกชวลิต ก็ยังยืนยันที่จะไม่เปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน

"เราแค่บอกท่านว่ามีความเป็นไปได้ ที่จะเปลี่ยนแปลงค่าเงิน เพราะเงินไหลออกทุกวัน เป็นเรื่องที่เราเป็นห่วง แต่เศรษฐกิจพื้นฐานน่าจะแก้ไขได้ ท่านถามต่อไปว่าค่าเงินจะทำอย่างไร เลยบอกท่านว่าค่าเงิน ไม่มีใครบอกว่าลอยหรือไม่ ท่านควรตอบเลี่ยงๆ ไปก่อน ว่ากำลังศึกษา เพราะเรื่องค่าเงิน ไม่มีใครบอกล่วงหน้า จึงไม่ถือว่าโกหกประชาชน"



"วันที่ 1 ก.ค. ผมนำเอกสารให้ นายกฯ เซ็น ท่านถามกลับมาว่า เอาจริงหรือน้อง" ในความหมายของ ดร.ทนง พยายามบอกว่าวันนั้นคือวันที่ พลเอกชวลิต ทราบอย่างเป็นทางการ แม้ก่อนหน้านั้น พลเอกชวลิต พอจะเดาออกว่าประเทศไทยมีทางเลือกไม่มากนัก"

@จำเป็นต้องลอยบาทหลังทุนสำรองวูบ


เหตุที่ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะขณะนั้นมีเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ไปไม่รอด เพราะประเทศไทยกู้เงินเข้ามา มากกว่าแสนล้านดอลลาร์ "เอาไม่ไหวจริงๆ" และจุดสำคัญที่ต้องตัดสินใจตรง ที่ทุนสำรองเหลือน้อยมาก แค่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และประมาณ 2.4 หมื่นดอลลาร์ ไม่สามารถเอามาได้ เพราะต้องสำรองการออกธนบัตรตามกฎหมาย เหลือใช้จริงแค่ 1 พันล้านดอลลาร์ หากยอมให้เปิด หรือกู้มาใช้จริงวันเดียวก็ไม่พอ แถมมีภาระสวอป อีก 3 หมื่นดอลลาร์ แสดงว่าฐานะทุนสำรองจริงของไทย วันนั้นเข้าข่ายติดลบ เหมือนเงินในลิ้นชักหมด ดังนั้นทางออกคือ ต้องทำเครดิตขึ้นมาใหม่ ให้ต่างชาติเห็นว่าไทยมีเงินมากพอที่จะชำระหนี้ และการลอยตัวค่าเงินบาท เพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนลง สะท้อนความเป็นจริงจึงเป็นทางออกที่ถูกต้อง เพราะหลัง 3 ปีผ่านไป มีเงินทุนกลับมา 3-4 หมื่นล้านดอลลาร์ 6 ปีประเทศไทยสามารถคืนเงินกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้

"นอกจากสองทาง คือ ขยายช่วงการเคลื่อนไหว 10-20% และลอยตัวแบบจัดการแล้ว ขณะนั้นก็มีข้อเสนอให้ชักดาบ แล้วค่อยมาเจรจาลดหนี้ที่หลัง เหมือนละติน หากจีน รัสเซียชักดาบ ไม่มีใครยุ่ง แต่หากไทยชักดาบ เจ้าหนี้จะเข้ามายึดกิจการ แน่นอน ถามผมว่าคิดมากไม่ ตอบว่าไม่คิดมาก แต่เป็นห่วง เป็นห่วงครอบครัว แต่สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครว่ามาก เพราะที่ผ่านมาพยายามชี้แจงผ่านทีวี และปลอบใจประชาชน ให้สู้ต่อ ผมเชื่อว่าเราทำถูกวิธี หลายคนถามว่าไม่ทำแบบมาเลเซีย มันผิดกัน ผู้นำมาเลเซีย มีอำนาจต่อรอง มหาเธร์ ส่งคนไปเจรจากับโซรอส ยอมจ่ายส่วนที่ขาดทุน แต่ประเทศไทยทำไม่ได้ เดียวก็ถูกหาว่าไปสมยอม สมรู้ร่วมคิด"

อย่างไรก็ตาม วันพุธที่ 25 มิ.ย. 2540 ในระหว่างประชุมสภามีตัวแทนของโซรอส อยากขอพบเพื่อเจรจา ซึ่งคงจะเป็นแบบเดียวกับที่ปฏิบัติกับมาเลเซีย ดร.ทนง ตอบกลับไปว่า "ไม่ต้องการเจอ เพราะไม่รู้จะพูดอย่างไร"

@แฉมีคนไทยร่วมขบวนโซรอส แต่ "ทักษิณ" ไม่เกี่ยว


การรู้ล่วงหน้า คงทำก่อนตนเองดำรงตำแหน่ง โดยร่วมกับโซรอส ทำธุรกรรมในต่างประเทศ เพราะช่วงหลังไม่รู้จะทำกำไรกับใคร เพราะ ธปท.หยุดทำสวอปไปแล้ว และไม่มีใครกล้าพนันว่าเงินบาท วันข้างหน้าจะแข็งขึ้น เพราะมีทิศทางอ่อนลง เนื่องจากก่อนหน้านั้นธปท.สู้มาตลอด แต่เมื่อธปท.หยุดสู้ก็ไม่รู้จะหากินส่วนต่างกับใคร

"ส่วนจะรู้ล่วงหน้าหรือไม่ บอกไม่ได้ อาจมีรัฐมนตรี บางคนได้ยินได้รู้ หรือคาดการณ์ แต่เชื่อว่าไม่มีใครรู้ว่าจะทำเมื่อไหร่ นอกจากผมกับผู้ว่าการเท่านั้นที่รู้ ส่วนคุณโภคิน นั่งตอนแรกที่ประชุมเศรษฐกิจ ถึงแม้จะอยู่ก็ไม่รู้ว่าจะซื้อเงินที่ไหน เพราะช่วงหลังตลาดวายไปแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นประมาณเดือนพ.ค.เชื่อว่าน่าจะมีนายทุนไทย ร่วมขบวนการโซรอส อยู่ด้วย"

เมื่อถามถึงกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์จากการลอยตัวค่าเงินบาทหรือไม่ ดร.ทนง กล่าวว่าที่ถูกโยง เนื่องจากกลุ่มชินวัตร เสียหายน้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นเสียหายหนักมาก เป็นเพราะกลุ่มชินวัตร ด้านการเงิน ตนเองได้วางกรอบไว้ตั้งแต่ต้น โดยเน้นให้ป้องกันความเสี่ยง แต่กรณีซื้อขายมือถือ ป้องกันไม่ได้ ขาดทุนปีละ 2-3 พันล้านบาท ขณะที่ด้านธุรกิจดาวเทียม การซื้ออุปกรณ์จะอยู่ในรูปดอลลาร์ ดังนั้น เวลาลูกค้าเช่าช่องสัญญาณ กลุ่มชินวัตร ก็จะให้ชำระเป็นดอลลาร์เช่นกัน เท่ากับว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ

นอกจากนั้น ยังกำหนดหนี้ต่อทุนของกลุ่มชินวัตร ให้น้อยกว่า 1:1 ขณะที่กลุ่มอื่นตอนนั้นมากกว่า 4:1 และอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเป็นหนี้ต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อค่าเงินบาทอ่อน ทำให้มูลค่าหนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็นส่วนใหญ่


การใช้เงินเกินตัวกู้จนเกินกำลัง..สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็นครับ....

http://money.impaqmsn.com/content.aspx?id=31550&ch=227


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 3 ก.ค. 12, 20:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ชำแหละหนี้ต่างประเทศ ฤาจะซ้ำรอยวิกฤติปี40


วิกฤติเศรษฐกิจไทยเมื่อ 15 ปีที่แล้ว "หนี้ต่างประเทศ" ถือเป็น "ปัจจัยสำคัญ"ตัวหนึ่งที่ฉุดให้สถานการณ์ในขณะนั้นเลวร้ายลงมากขึ้น


เพราะเวลานั้น ประเทศไทยมีหนี้ต่างประเทศสูงถึง 1.12 แสนล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นหนี้ระยะสั้น 41% เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลง โดยเฉพาะหลังประกาศ "ลอยตัวค่าเงินบาท" ในวันที่ 2 ก.ค. 2540 ส่งผลให้เจ้าหนี้ต่างประเทศเริ่มไม่มั่นใจสถานะลูกหนี้ชาวไทย จึงใช้วิธีเรียกคืนหนี้ก่อนกำหนดหรือไม่ต่ออายุหนี้ที่ครบกำหนดออกไป ทำให้ภาคเอกชนเวลานั้นขาดสภาพคล่องอย่างหนัก นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจขั้นรุนแรง

มาวันนี้ตัวเลขหนี้ต่างประเทศของไทยเริ่มสูงขึ้นอีกครั้ง กระทั่งล่าสุดยอดหนี้ดังกล่าวเพิ่มขึ้นจน "ทุบสถิติใหม่" โดยมีมูลหนี้รวมกันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนจากตัวเลขในเดือนเม.ย. 2555 ซึ่งระดับหนี้เพิ่มมาอยู่ที่ 1.21 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 14.15% ในจำนวนหนี้ก้อนนี้ยังเป็นหนี้ระยะสั้นในสัดส่วน 50.4% ของยอดหนี้ต่างประเทศทั้งหมด

ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แม้ตัวเลขหนี้ต่างประเทศของไทยจะเพิ่มสูงกว่าเมื่อครั้งวิกฤติปี 2540 แต่ระดับหนี้ในปัจจุบันไม่ถือว่าน่ากลัว และไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกว่าจะเกิดกรณีเดียวกับวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

"ลักษณะหนี้ต่างประเทศของเราตอนนี้มันต่างกับเมื่อปี 40 ภาพมันเป็นคนละภาพเลย ตอนนี้หนี้ส่วนใหญ่เป็นเทรดเครดิต (สินเชื่อภาคค้า) และเป็นหนี้ของภาคเอกชน ไม่ใช่หนี้ภาครัฐ ซึ่งเขามีวิธีบริหารความเสี่ยง อีกทั้งประเทศไทยยังถูกจัดอันดับจากเวิลด์แบงก์ว่าเป็นกลุ่มที่มีระดับหนี้ต่างประเทศค่อนข้างต่ำด้วย"

เขากล่าวว่า ถ้าดูตัวเลขหนี้ต่างประเทศของไทยเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะเห็นว่าสัดส่วนหนี้ต่างประเทศของไทยในปัจจุบันอยู่ระดับต่ำเพียง 37.4% ของจีดีพีเท่านั้น เทียบกับช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่อจีดีพีที่สูงถึง 64.8%

นอกจากนี้ถ้าเทียบตัวเลขหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้นกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ จะเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยมีเงินสำรองฯ ค่อนข้างสูง โดยสูงกว่าหนี้ระยะสั้นถึง 3 เท่า เทียบกับวิกฤติปี 2540 ที่มีระดับเงินสำรองฯ ต่อหนี้ระยะสั้นแค่ 0.7 เท่า ดังนั้นสถานะหนี้ต่างประเทศของไทยเวลานี้ แม้จะเพิ่มขึ้นมากแต่อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

ด้าน บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย สายนโยบายความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีระดับเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศ เพราะเท่าที่เคยมีการสำรวจกัน พบว่าประเทศทั้งหมดในโลกนี้ มีหนี้ต่างประเทศรวมกันประมาณ 80 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่เงินสำรองระหว่างประเทศรวมกันอยู่ที่ 8 ล้านล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าประเทศทั้งหมดทั่วโลกมีหนี้ต่างประเทศมากกว่าระดับเงินสำรองฯ ถึง 10 เท่า

"ของเราระดับหนี้ต่างประเทศแม้จะเพิ่มขึ้นมาก แต่ไม่ได้น่ากลัวอะไร ส่วนใหญ่เป็นหนี้ภาคการค้า และในบรรดาประเทศต่างๆ ทั่วโลก 90% มีหนี้ต่างประเทศที่มากกว่าระดับเงินสำรอง แต่ของไทยเรามีเงินสำรองมากกว่าหนี้ต่างประเทศ ดังนั้นจึงไม่ได้น่ากลัว ตอนนี้ระดับหนี้ต่างประเทศของไทยเป็นคนละเรื่องกับเมื่อวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เลย"

ขณะที่ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ มองว่า นอกจากเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบันจะสูงกว่าระดับหนี้ต่างประเทศค่อนข้างมากแล้ว ธุรกรรมการกู้ยืมเงินต่างประเทศของไทยในปัจจุบัน ก็ไม่ได้เป็นลักษณะเดียวกับเมื่อปี 2540 ด้วย ซึ่งตอนนั้นเป็นการกู้ยืมผ่านกิจการ “วิเทศธนกิจ” หรือ BIBF (Bangkok International Banking Facillities) ค่อนข้างมาก

"หนี้ต่างประเทศในตอนนี้แม้จะเพิ่มขึ้นจนแซงหน้ายอดหนี้เมื่อปี 2540 ไปแล้ว แต่ระดับเงินสำรองฯ เราก็เพิ่มขึ้นกว่าเดิมค่อนข้างมาก เดิมเรามีหนี้ 1 แสนล้านดอลลาร์ มีเงินสำรองแค่ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันเงินสำรองฯ เรามีเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่หนี้มีประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ มันกลับข้างกัน นอกจากนี้ตัวแบงก์พาณิชย์เองก็ไม่ได้กู้มาปล่อยเหมือนตอนปี 40 ที่หนี้เกิดจาก BIBF ดังนั้นแล้วระดับหนี้ในปัจจุบันจึงไม่ได้น่ากลัว"



http://money.impaqmsn.com/content.aspx?id=31570&ch=227


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 3 ก.ค. 12, 21:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ซุกหนี้2ล้านล้านโต้งแถเร่งลงทุนเตือน10ปีวิกฤติ

"โต้ง” แถเหตุออก พ.ร.บ.ก่อหนี้วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ใช้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หวังลดขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง อ้างหนี้สาธารณะยังต่ำไม่หวั่นซ้ำรอยต้มยำกุ้ง คอตกรับเป็นการซุกหนี้เหมือนเดิม แต่ดีกว่าอยู่ในงบประมาณ
เมื่อวันจันทร์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้ วงเงิน 1.6-2 ล้านล้านบาท ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาใน 6-7 เดือนข้างหน้า ซึ่งถือเป็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจให้มีความพอดี โดยเห็นว่า ขณะนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานให้มากขึ้น และรัฐบาลยังมีความสามารถที่จะกู้ได้อีก เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีหนี้สาธารณะในระดับต่ำเกินพอดี มีจำนวนเงินออมมาก แต่ระบบโครงสร้างพื้นฐานยังมีการลงทุนน้อย จึงจำเป็นต้องกู้เงินมาลงทุนในส่วนนี้
"ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่า ประเทศไทยจะไม่มีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะจนเกิดเป็นวิกฤติต้มยำกุ้งเหมือนปี 2540 หรือเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา โดยวิกฤติครั้งนั้นส่วนใหญ่เป็นหนี้ในภาคเอกชน ไม่ใช่หนี้ของภาครัฐ และที่ผ่านมารัฐบาลก็มีความระมัดระวังอย่างมากในเรื่องการก่อหนี้ จนเกิดเป็นข้อจำกัดในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ” นายกิตติรัตน์กล่าว


ประเทศไทย..รวยหนี้..ครับ..


http://www.thaipost.net/news/030712/59054

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 4 ก.ค. 12, 09:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หากคิดว่าผิด อันดับแรก ทนงนั่นแหละ ต้องรับผิด เพราะเป็นหน้าที่ของตนโดยตรง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม