หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: "นายทุนกว้านซื้อที่ดิน" ปิดตำนานที่เลี้ยงควายภาคเหนือ...!!!  (อ่าน 2879 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 17 ก.พ. 13, 23:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
ฤา‘เวียงหนองหล่ม’รอวันล่มสลาย นาปรังรุก-นายทุนกว้านซื้อที่ดิน ปิดตำนานที่เลี้ยงควายภาคเหนือ...!!!

q*021q*096q*021

โดย ชุลีพร บุตรโคตร ศูนย์ข่าว TCIJ



บ่ายแก่ ๆ ของทุกวัน ณ บริเวณ พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “เวียงหนองหล่ม” ใน พื้นที่ ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย ภาพฝูงควายจำนวนมาก กำลังพากันเดินขึ้นจากหนอง เรียงแถวกันกลับเข้าคอกที่คนเลี้ยงเปิดรอไว้ โดยไม่ต้องตามไล่ต้อน กลายเป็นภาพชินตา จนดูจะไม่มีอะไรแตกต่างจากวิถีชีวิต ของคนหลายตำบลที่อาศัยหนองน้ำขนาดใหญ่แห่งนี้

เป็นแหล่งทำมาหากินตลอดหลายช่วงอายุคน เพราะนอกจากจะใช้เป็นพื้นที่สำหรับเลี้ยงควายแล้ว ความอุดมสมบูรณ์ทั้งชนิดพันธุ์พืช และสัตว์น้ำจำนวนมากที่กระจายอยู่ในหนองน้ำแห่งนี้ ยังทำให้พวกเขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย โดยไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเข้ามาหากินในเมืองใหญ่ เหมือนกับชุมชนชนบทอื่น ๆ หลายแห่งใน จ.เชียงรายอีกด้วย

เวียงหนองหล่ม เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนแม่จัน อยู่แนวเขตเดียวกับหนองบงกายและทะเลสาบเชียงแสน มีพื้นที่ครอบคลุม 7 ตำบล ของ อ.จันจว้า จ.เชียงราย โดยพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ได้รับอิทธิพลน้ำจากหนองบงกายที่ไหลซึมลงมายังพื้นที่กว้างใหญ่ที่มีสภาพต่ำกว่า ฤดูฝนน้ำจะไหลจากเทือกเขาลงมาสะสมทำให้มีสภาพพื้นที่กลายเป็นหนองน้ำสลับกับที่ดอน มีพันธุ์พืชน้ำขึ้นปกคลุม เช่น ต้นไคร้ ต้นอั้นและพืชน้ำอื่น ๆ ที่เอื้อต่อการพึ่งพาอาศัยและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ แต่ในยามหน้าแล้งเมื่อน้ำลดลง จะทำให้เกิดหนองน้ำน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก

และด้วยสภาพเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์นี่เอง ชาวบ้านในพื้นที่รอบ ๆ เวียงหนองหล่ม จึงอาศัยเป็นพื้นที่ในการเลี้ยงควาย ทำการเกษตร หาปลาจับสัตว์น้ำซึ่งพบว่ามี พันธุ์สัตว์น้ำจำนวนมาก เพราะพื้นที่เวียงหนองหล่มมีความสัมพันธ์กับระดับน้ำและพันธุ์ปลาในแม่น้ำกก ในช่วงฤดูฝนน้ำแม่ลัวเป็นเส้นทางเชื่อมกับแม่น้ำกก ฤดูฝนเป็นช่วงที่ปลาอพยพขึ้นวางไข่ตามน้ำสาขา ปลาแม่น้ำโขงอพยพเข้ามาวางไข่ตามน้ำสาขาในแม่น้ำกก และส่วนหนึ่งได้อพยพเข้ามาเวียงหนองหล่มโดยผ่านทางแม่น้ำลัว เวียงหนองหล่มจึงเปรียบได้กับมดลูกของลุ่มแม่น้ำกก จากสภาพระบบนิเวศน์ที่หลากหลายจึงเหมาะสำหรับการแพร่ขยายพันธุ์ของปลา




q*021q*096q*021



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 17 ก.พ. 13, 23:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


พื้นที่หนองหล่มแบ่งย่อยระบบนิเวศน์และการใช้ประโยชน์ได้หลากรูปแบบ คือ

1.หนอง เป็นระบบนิเวศน์ย่อยของหนองหล่ม ในฤดูฝน หรือช่วงน้ำท่วม จะเป็นผืนเดียวกันกับหนอง มีความสำคัญคือ เป็นพื้นที่ขยายพันธุ์และที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำ ทำให้หนองเป็นพื้นที่หาปลาหรือจับสัตว์น้ำที่สำคัญของชุมชน และพื้นที่โดยรอบหนองจะมีพืชน้ำขึ้น จึงเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควายที่สำคัญในฤดูแล้ง

2.เกาะและดอน มีลักษณะเป็นพื้นที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง เป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ สร้างปางวัวปางควาย ดอนที่มีขนาดใหญ่ จะมีต้นไม้ขึ้นปกคลุ่ม เช่น ไม้ถ่อน ขี้เหล็ก ไม้สัก ไม้ประดู่ ไผ่บง ฯ เป็นป่าไม้ใช้สอยหน้าหมู่ และบางส่วนนำมาเป็นพื้นที่สำหรับเพาะปลูก เช่นพืชไร่ หรือไม้ยืนต้น

3.ตาน้ำซับและจำ เป็นแหล่งน้ำที่มีน้ำตลอดทั้งปี ในฤดูแล้งจะมีน้ำซึมออกมาและพื้นที่รอบจำและตาน้ำซับจะมีหญ้าขึ้นปกคลุม จึงเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงสัตว์ และหาปลา โดยเฉพาะ ปลาไหลนา เป็นต้น

4.โป่งน้ำ มีลักษณะเป็น จุดที่น้ำผุดออกมาจากใต้ดิน เนื่องจากพื้นที่หนองหล่มตั้งอยู่บนรอยเลื่อนเปลือกโลก โป่งน้ำจะเป็นแหล่งน้ำสำคัญในฤดูแล้ง ในปีพ.ศ.2553 หนองหล่มวิกฤติน้ำแห้งแต่น้ำในโป่งยังมีน้ำอยู่ และโดยรอบโป่งจะมีพื้นที่ขนาดกว้างและมีพืชน้ำขึ้นรอบโป่ง จึงเป็นพื้นที่สำคัญในการเลี้ยงควายในหน้าแล้ง

5.ปึ๋ง มีลักษณะเป็นผืนแผ่นหญ้าที่ขึ้นปกคลุมบนผิวน้ำผิวโคลนอย่างหนาแน่น สามารถเดินเหยียบบนผืนหญ้าได้และกระเพื่อมตามแรงกด ปึ่งแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยกัน ชั้นแรก คือ ส่วนบนสุดเป็นผืนหญ้าที่ขึ้นหนาแน่นสานกันเหมือนพรมปูพื้น ส่วนที่สองเป็นน้ำที่ทำให้หญ้าลอยตัวขึ้น มีเฉพาะในฤดูฝน ส่วนที่สาม คือ ดินโคลน มีความลึกประมาณ 30-120 เซนติเมตร มักพบปึ่งขึ้นตามริมหนอง จำและโป่งน้ำ ปึ่งเป็นที่อาศัยหลบภัยและเป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำ เช่นปลาไหลนา ปลากระดี่ เป็นต้น

q*021q*096q*021
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 17 ก.พ. 13, 23:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
จากความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศน์จึงชี้ให้เห็นว่าหนองหล่มมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง จาการสำรวจของสถาบันความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ในปีพ.ศ.2547 พบพันธุ์พืช 286 ชนิด นก 96 ชนิด ปลา 22 ชนิด

ความอุดมสมบูรณ์ของหนองน้ำ หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า หนองหล่ม แห่งนี้ อาจจะยังหล่อเลี้ยงชีวิตของคนจำนวนมากใน ต.จันจว้า นี้ได้อีกนาน หากไม่มีปัจจัยที่เกิดจากการพัฒนาเข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้ายลงเสียก่อน จนกลายเป็นที่กังวลของชาวบ้าน เมื่อพบว่าพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่กำลังหายไป นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 20 เป็นต้นมาที่วิถีคนเวียงหนองเริ่มเปลี่ยนไปจากระบบการผลิตเพื่อยังชีพเป็นการผลิตเพื่อการค้า บทบาทการไถนาด้วยควายเปลี่ยนเป็นรถไถนาแทน ราคาข้าวสูงขึ้นเริ่มมีการขยายพื้นที่ทำ กระทั่งเริ่มมีการเบิกที่ไร่รอบเวียงหนองเพื่อปลูกพืชไร่ เช่น ไร่ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ก่อนที่จะเริ่มทำสวนสัปปะรด ยางพารา ปาล์มและอื่น ๆ รวมถึงโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่เข้ามาเพิ่มมากขึ้น จนทำให้เวียงหนองหล่มได้เสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัดในระยะหลายปีหลังนี้

ในปี 2552 เวียงหนองหล่ม ในส่วนของพื้นที่ บ้านแม่ลัว ต.ท่าข้าวเปลือก อ.แม่จัน จ.เชียงราย เกิดปรากฎการณ์น้ำในเวียงหนองหล่มแห้งแบบที่สามารถปั่นจักรยานข้ามหนอง หรือแม้แต่ขับรถยนต์ข้ามผ่านกลางหนองได้นั้น ได้สร้างความตื่นตกใจ และเสียใจให้กับชาวบ้านอย่างมาก เพราะน้ำเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการทำนาเมื่อไม่มีน้ำ ชาวบ้านก็ทำนาไม่ได้

ย้อนไปในอดีต การทำนาในหนองหล่มแห่งนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้วิธีทำนาโดยการพึ่งพาธรรมชาติ ใช้ควายในการไถนา ไม่มีสารเคมีใช้ แต่ปัจจุบันมีการทำนาปีละสองครั้ง ทั้ง นาปี และนาปรัง กลายเป็นวิถีการผลิตแบบเชิงพาณิชย์ ใช้รถไถแทนควาย และใช้สารเคมีอย่างเข้มข้น กระทั่งที่สุดเริ่มมีการทำนาในหนอง เบิกที่หนองเป็นแปลงนา ในฤดูแล้ง ระหว่างเดือน พ.ย.-เม.ย. การใช้พันธุ์เข้าที่มีอายุสั้นทนต่อโรค มีการใช้ปุ๋ย ยาสารเคมีมากกว่าการทำนาปี ใช้น้ำจากการสูบน้ำในหนองหล่อเลี้ยงต้นข้าว เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำในหนองหล่มแห้งขอด เกิดภาวะขาดน้ำ หนองที่เคยเป็นที่ชุ่มน้ำตลอดทั้งปีก็ค่อย ๆ แห้งขอดจนเหลือแต่พื้นดินแตกระแหงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

q*021q*096q*021
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 17 ก.พ. 13, 23:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


การทำนาปรังที่มากขึ้นของชาวบ้าน ที่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้หนองหล่ม กลายเป็นหนองน้ำที่แห้งขอดไม่มีน้ำนี่เอง ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อระบบนิเวศน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญแห่งนี้ การทำนาปรังยังขัดแย้งกับวิถีการเลี้ยงควายแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน ที่อาศัยพื้นที่โดยรอบและหนองหล่มเป็นพื้นที่ในการทำมาหากิน หาปู หาปลา กุ้ง หอย ล่าสัตว์ ทำนา และเลี้ยงวัวควายในพื้นที่หนอง โดยรวมกลุ่มแต่ละชุมชนตั้งเป็นปางควาย เช่น ที่บ้านห้วยน้ำราก บ้านต้นยางและบ้านป่าสักหลวง โดยเลี้ยงแบบปล่อย หากินหญ้าพืชน้ำที่ขึ้นปกคลุ่มตามริมหนอง ดอน ปึ่ง โป่งน้ำ จำ ตามฤดูกาล ระหว่างเลี้ยงควายได้หาปลา กุ้ง หอยและเก็บผักมาเป็นอาหาร เมื่อถึงฤดูทำนา น้ำเจิ่งนองพื้นที่เลี้ยงควายได้ลดลง ควายบางส่วนถูกนำไปใช้ไถนา คนที่ไม่มีนาก็ปล่อยให้เช่าควาย ควายมีความผูกพันกับวิถีชีวิต และเป็นปัจจัยการผลิตในการทำนา เป็นแหล่งได้รายได้หลักจากการขายควาย เมื่อเสร็จฤดูกาลทำนาเจ้าของควายจะทำพิธีสู่ขวัญควาย แล้วนำไปปล่อยตามดอนบริเวณหนองหล่ม

ชาวบ้านเล่าว่า ในอดีตหลายหมู่บ้านในพื้นที่รอบ ๆ เวียงหนองหล่ม มีควายที่ชาวบ้านนำมาเลี้ยงในปางควายต่าง ๆ รวมแล้วมากกว่า 7,000 ตัว แต่หลังจากปัญหาการเกิดนาปรังมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาที่กำลังขยายตัวเข้าในหลายพื้นที่ ของ จ.เชียงราย ซึ่งกำลังจะกลายเป็นเส้นทางการค้าสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ดินหลายแห่งมีราคาสูงขึ้น ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ในหมู่บ้านรอบ ๆ เวียงหนองหล่ม มีนายทุนกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านไว้เก็งกำไรมากขึ้น ถึงขนาดขึ้นเครื่องบินเลือกซื้อกันเป็นว่าเล่น พร้อมกับล้อมรั้วห้ามชาวบ้านนำควายเข้าไปเลี้ยงในพื้นที่ที่ซื้อไว้โดยไม่ได้ทำประโยชน์อะไร ในที่สุดเมื่อไม่มีที่เลี้ยงควาย การตัดสินใจขายควายเข้าโรงเชือด แล้วไปหาอาชีพใหมในเมืองจึงเป็นทางเลือกของคนเลี้ยงควายหลายครอบครัว ปัจจุบันจำนวนควายในเวียงหนองหล่ม จึงลดจำนวนลงฮวบฮาบ ปัจจุบันเหลือเพียง ประมาณ 1,300 ตัว เท่านั้น


“อีกหน่อยก็คงหมดไปเรื่อย ๆ เพราะควายไม่มีที่กินอาหาร เพราะหนองหล่มแห้งแล้ง พอเข้าไปที่ของนายทุนเขาก็ไล่ออกมาแล้ว แล้วยังต้องเสียค่าปรับอีก ใครจะทนเลี้ยงไหว เขาก็ขายกันหมดไปทำงานในเมืองกันเกือบหมดหมู่บ้านแล้ว” ชายเลี้ยงควายคนหนึ่งกล่าวระหว่างเปิดคอกควายรอควายเขาคอกในปางควายที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก


แม้จะมีความพยายามของชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ที่มองเห็นว่าปัญหา ทั้งจากการทำนาปรัง ปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก อย่าง ยางพารา ไร่สับปะรด จนทำให้เวียงหนองหล่มเสี่ยงต่อสภาพความแห้งแล้ง ด้วยการพยายามหาแนวทางการจัดระบบด้วยตัวเอง รวมกลุ่มกันจัดทำคันกั้นน้ำ พร้อมตั้งกฎเกณฑ์อนุรักษ์ และบริหารจัดการน้ำร่วมกัน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะจัดทำได้เฉพาะในบางหมู่บ้าน พื้นที่เล็ก ๆ เท่านั้น เพราะในพื้นที่กว้างใหญ่ของเวียงหนองหล่ม ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมาก รวมทั้งนายทุนบางคน ที่ยังมองไม่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พื้นที่ชุมน้ำสำคัญแห่งนี้ ในขณะที่ความหวังจากการบริหารจัดการของหน่วยงานทางภาครัฐก็ดูจะริบหรี่เต็มที่

q*021q*096q*021
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 18 ก.พ. 13, 00:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


“ภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของอาชีพเลี้ยงควาย ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของชาวบ้านที่นี่หรอก แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือทำไมเขาถึงไม่เห็นความสำคัญของระบบนิเวศของหนองหล่ม ที่มีความสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย แต่กลับปล่อยให้มีการบุกรุกพื้นที่อย่างกว้างขวาง หรือบางครั้งดูเหมือนมีการสนับสนุนให้มีการซื้อขายที่ดินกันด้วย” ดุษิต จิตรสุข ผู้ประสานงานกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมกลุ่มแม่น้ำกก กล่าวในตอนท้าย

และหากสภาพการณ์ยังคงดำเนินไปเช่นนี้ หลายคนเชื่อว่า เวียงหนองหล่ม อาจจะล่มสลาย ไม่เหลือแหล่งชุ่มน้ำที่มีระบบนิเวศอันหลากหลายไว้เป็นแหล่งหากินของชาว ต.จันจว้า แห่งนี้อีกต่อไป และคงจะต้องจบตำนาน “เวียงหนองหล่ม” แหล่งเลี้ยงควายมากที่สุดในภาคเหนือในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน


สถานการณ์ปางควายในปัจจุบัน

ปางควายห้วยน้ำราก

ประกอบด้วย 9 หลังคาเรือน 3 กลุ่ม พื้นที่เลี้ยงควายติดต่อกับ ต.โยนก และต.ท่าข้าวเปลือก พื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ในการเลี้ยงควาย หาปลา เป็นที่อยู่อาศัยของนกหลากหลายชนิด ปัญหาปางควายห้วยน้ำรากในปัจจุบัน แยกเป็นประเด็นได้ดังนี้ คือ 1.พื้นที่สาธารณถูกบุกรุกถือครองทำนาปรังประมาณ 300 ไร่ 2. พื้นที่บนดอยเป็นเขตต้องห้ามของเอกชน 3 ความแห้งแล้งทำให้หญ้ามีจำนวนจำกัดไม่พอเลี้ยงสัตว์

ปางควายต้นยาง

ประกอบด้วย 6 หลังคาเรือน มีการแบ่งกลุ่มกันเอาควายลงหนอง มีพื้นที่ติดต่อกับ ต.ท่าข้าวเปลือก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นไม้หนามไมยราบ ไม่มีหญ้าให้ควาย เมื่อก่อนมีพื้นที่หญ้าประมาณ 1,900 ไร่ ปัจจุบันเหลือเพียง 500 ไร่ แต่เป็นพื้นที่โล่งแห้งแล้งไม่ค่อยมีหญ้า หากินลำบากทั้งคนและควาย อยากให้มีการปราบหญ้าหนามไมยราบ และต้องการเมล็ดพันธ์หญ้าเลี้ยงสัตว์

ปางควายป่าสักหลวง

ประกอบด้วย 6 หลังคา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม สายตะวันตก และตะวันออก มีพื้นที่ติดต่อกับต.ท่าข้าวเปลือก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหนามไมยราบ ไม่ค่อยมีหญ้าให้ควายกิน มีการบุกรุกถือครองพื้นที่สาธารณประโยชน์เวียงหนองล่ม ด้วยการทำนาปรังของเพื่อนบ้าน และการพัฒนาขุดลอกของเทศบาลตำบลจันจว้า การบุกรุกของนายทุน อยากให้มีการแบ่งเขตตำบลจันจว้า และตำบลท่าข้าวเปลือกให้ชัดเจน เพราะเป็นปัญหาต่อการบุกรุกพื้นที่สาธารณ และพื้นที่เลี้ยงควาย

q*021q*096q*021

ขอขอบคุณที่มา : http://www.tcijthai.com/TCIJ/view.php?ids=2075
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 18 ก.พ. 13, 00:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ถามจริงที่เอามาลง เคยไปดูพื้นที่จริงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันหรือยัง ผมมีสวนยางพาราติดกับพื้นที่ ต.จันจว้า อ.แม่จัน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไร้การบูรณาการมายาวนาน เป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ชนที่อาศัยอยู่มิได้เป็นชนจากพื้นที่ราบ หรือมีเชื้อสายของคนพื้นราบบางส่วน ชีวิตประจำวันยากจน หาเช้ากินค่ำ อาชีพเลี้ยงควายเป็นเพียงการเลี้ยงตามยะถากรรมหรือรับจ้างนายทุนให้เลี้ยงควายดำรงชีพ เมื่อควายตกลูกก็จะได้สิทธิในตัวลูกควายที่เกิดใหม่ นำไปขายเป็นค่าแรงงาน จนเมื่อมีโครงการ สปก. 4-01 ขึ้นมา ชาวบ้านบางส่วนก็ได้สิทธิในพื้นที่ทำกินจากโครงการ ก็นำพื้นที่มาฟื้นฟูด้วยการปลูกพืชหมุนเวียน บางรายก็ปลูกยางพารา ต่อมาก็มีการขายสวนยางให้นายทุนอื่นๆ ต่อไป

พื้นที่นี้เป็นทิวเขาสลับกับพื้นราบลุ่ม มีเพียงแม่น้ำลำห้วยไม่กี่แห่งที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ล่อเลี้ยงชีวิตชาวตำบลแห่งนี้ บางคนเรียกพวกเขาว่า คนหลังเขา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 18 ก.พ. 13, 07:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สภาพพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ เป็นหนอง เป็นบึง หากได้กันการบุกรุก ชาวบ้านจะมีที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ได้มากขึ้นครับ แต่เดี๋ยวนี้ ข้าวราคาดี และสามารถทำนาได้มากครั้งขึ้น..เรียกว่าได้เงินเร็วกว่าครับ และสบายกว่าครับ..
การเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงโค กระบือ ไม่มีวันหยุด เพราะสัว์ต้องการอาหารทุกวัน..ขับถ่ายทุกวัน..
ที่เลี้ยงๆกันอยู่นี่ เป็นพวกที่มีใจรักสัตว์จำพวกนี้ เขามีความผูกพันกัน..
กระบือ ได้เป็นอาหารจำพวกยารักษาโรคในหมู่คนในแระเทศจีน และมีราคาดีมาก..กระบือจึงเป็นสินค้าออกไปยังประเทศจีน เข้าทางอำเภอเชียงของ..
กระบือ เป็นสัตว์เลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาวะแวดล้อม..
โรคและศัตรูของกระบือ..
ปัจจุบัน มีโรคที่สำคัญคือ โรคปาก และเท้าเปื่อย โรคคอบวม ท้องอืด..
โรคเหล่านี้ มีการฉีดวัคซีนป้องกันได้ ปรึกษากรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่ประจำอำเภอได้ทุกอำเภอ ในวันเวลาราชการ..
คุณๆทราบไหม ปัจจุบันนี้ กระบือราคาตัวละเท่าไร..
ตัวอ้วนๆใหญ่ๆหน่อย เกือบครึ่งแสนแล้วครับ..

ปริมาณกระบือในประเทศไทย..ลดจำนวนลงเรื่อยๆ สาเหตุเนื่องจากแรงจุงใจ และสถานที่เลี้ยงคับแคบลง ขาดแคลนแหล่งเลี้ยงสัตว์สาธารณะ
พื้นที่หนอง บึง ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นแปลงนา และถูกบุกรุก ไปทำการเกษตรอื่นๆ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 19 ก.พ. 13, 09:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ถามจริงที่เอามาลง เคยไปดูพื้นที่จริงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันหรือยัง ผมมีสวนยางพาราติดกับพื้นที่ ต.จันจว้า อ.แม่จัน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไร้การบูรณาการมายาวนาน เป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ชนที่อาศัยอยู่มิได้เป็นชนจากพื้นที่ราบ หรือมีเชื้อสายของคนพื้นราบบางส่วน ชีวิตประจำวันยากจน หาเช้ากินค่ำ อาชีพเลี้ยงควายเป็นเพียงการเลี้ยงตามยะถากรรมหรือรับจ้างนายทุนให้เลี้ยงควายดำรงชีพ เมื่อควายตกลูกก็จะได้สิทธิในตัวลูกควายที่เกิดใหม่ นำไปขายเป็นค่าแรงงาน จนเมื่อมีโครงการ สปก. 4-01 ขึ้นมา ชาวบ้านบางส่วนก็ได้สิทธิในพื้นที่ทำกินจากโครงการ ก็นำพื้นที่มาฟื้นฟูด้วยการปลูกพืชหมุนเวียน บางรายก็ปลูกยางพารา ต่อมาก็มีการขายสวนยางให้นายทุนอื่นๆ ต่อไป

พื้นที่นี้เป็นทิวเขาสลับกับพื้นราบลุ่ม มีเพียงแม่น้ำลำห้วยไม่กี่แห่งที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ล่อเลี้ยงชีวิตชาวตำบลแห่งนี้ บางคนเรียกพวกเขาว่า คนหลังเขา



ผมยังไม่เคยไปที่นั่น แต่เนื่องจาก ความคิดของผมและผู้เขียนนั้นรู้สึกตรงกันว่า

ถ้าขาดการอนุรักษ์พื้นที่ อนาคต "ควายไทย" ก็จะไม่เหลือ เช่นกันครับคุณฟาร่าฯ


q*021q*096q*021
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 19 ก.พ. 13, 09:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สภาพพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ เป็นหนอง เป็นบึง หากได้กันการบุกรุก ชาวบ้านจะมีที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ได้มากขึ้นครับ แต่เดี๋ยวนี้ ข้าวราคาดี และสามารถทำนาได้มากครั้งขึ้น..เรียกว่าได้เงินเร็วกว่าครับ และสบายกว่าครับ..
การเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงโค กระบือ ไม่มีวันหยุด เพราะสัว์ต้องการอาหารทุกวัน..ขับถ่ายทุกวัน..
ที่เลี้ยงๆกันอยู่นี่ เป็นพวกที่มีใจรักสัตว์จำพวกนี้ เขามีความผูกพันกัน..
กระบือ ได้เป็นอาหารจำพวกยารักษาโรคในหมู่คนในแระเทศจีน และมีราคาดีมาก..กระบือจึงเป็นสินค้าออกไปยังประเทศจีน เข้าทางอำเภอเชียงของ..
กระบือ เป็นสัตว์เลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาวะแวดล้อม..
โรคและศัตรูของกระบือ..
ปัจจุบัน มีโรคที่สำคัญคือ โรคปาก และเท้าเปื่อย โรคคอบวม ท้องอืด..
โรคเหล่านี้ มีการฉีดวัคซีนป้องกันได้ ปรึกษากรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่ประจำอำเภอได้ทุกอำเภอ ในวันเวลาราชการ..
คุณๆทราบไหม ปัจจุบันนี้ กระบือราคาตัวละเท่าไร..
ตัวอ้วนๆใหญ่ๆหน่อย เกือบครึ่งแสนแล้วครับ..

ปริมาณกระบือในประเทศไทย..ลดจำนวนลงเรื่อยๆ สาเหตุเนื่องจากแรงจุงใจ และสถานที่เลี้ยงคับแคบลง ขาดแคลนแหล่งเลี้ยงสัตว์สาธารณะ
พื้นที่หนอง บึง ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นแปลงนา และถูกบุกรุก ไปทำการเกษตรอื่นๆ..


ครั้งนึง ผมเคยมีความคิดที่จะทำ "ฟาร์มควาย" ครับท่านกุญซือ ผมขอเล่าคร่าวๆ ดังนี้ครับ

ควายสาวๆ สนนราคา ตัวละ 15,000.- ถ้าเริ่มต้นที่ 20 ตัว ใช้งบฯ 300,000.- ไม่รวมอื่นๆ เช่น ค่าล้อมรั้ว

แบ่งที่ดินออกเป็นแปลง อย่างน้อย 3-4 แปลง แปลงละไม่น้อยกว่า 2 ไร่

ผลประกอบการ 1 ปี จะได้ลูกควาย ประมาณ 20 ตัว รายได้ประมาณ 300,000.-

สัดส่วน แบ่งคร่าวๆ เป็นตัวผู้ 10 ตัวเมีย 10 เราจะมีควายสาว ทั้งหมด 30 ตัว ในปีที่สอง

ขึ้นปีที่ 2 ผลประกอบการ จะได้ลูกควาย ประมาณ 30 ตัว รายได้ประมาณ 450,000.-

เดี๋ยวเรามาต่อกัน ไม่ทราบผมเข้าใจ ถูกต้องหรือเปล่าครับ โปรดชี้แนะ


q*021q*096q*021
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 ก.พ. 13, 13:44 น โดย lumtakong » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 19 ก.พ. 13, 11:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณค่ะ q*062
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 19 ก.พ. 13, 14:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ถ้าแบ่งเป็นตัวผู้ 15 ตัวเมีย 15 ปีที่ 3 เราจะมีแม่พันธุ์เพศเมีย 45 ตัว เพศผู้ 25 ตัว รวมทั้งสิ้น 70 ตัว

ผลประกอบการในปีที่ 3 จะได้ลูกควาย 45 ตัว รายได้ประมาณ 675,000.-

แบ่งเป็นตัวผู้ 22 ตัวเมีย 23 เราจะมีแม่พันธุ์เพศเมีย 68 ตัว เพศผู้ 47 ตัว รวมทั้งสิ้น 115 ตัว

ผลประกอบการในปีที่ 4 จะได้ลูกควาย 68 ตัว รายได้ประมาณ 1,020,000.-

แบ่งเป็นตัวผู้ 34 ตัวเมีย 34 เราจะมีแม่พันธุ์เพศเมีย 102 ตัว เพศผู้ 47 ตัว รวมทั้งสิ้น 81 ตัว

ผลประกอบการในปีที่ 5 จะได้ลูกควาย 102 ตัว รายได้ประมาณ 1,530,000.-

แบ่งเป็นตัวผู้ 51 ตัวเมีย 51 เราจะมีแม่พันธุ์เพศเมีย 119 ตัว เพศผู้ 98 ตัว รวมทั้งสิ้น 217 ตัว

คร่าวๆ เท่านี้ก่อนนะครับ สรุปผลประกอบการ รายได้รวม 5 ปี (คำนวณที่ตัวละ 15,000.-) จะได้เท่ากับ 3,255,000.-

ตัวเลขนี้น่าสนใจหรือเปล่าครับ


q*021q*096q*021
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 19 ก.พ. 13, 15:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เป็นการปรึกษากันในหมู่เพื่อนๆในเว็บบอร์ด..
กระผมมีความยินดีเป็นอย่างมากๆเลยครับ สำหรับการให้เครดิด หรือให้ความใว้เนื้อเชื่อใจ..เหลี่ยมคูต่างๆไม่เคยมี..
มาเลยครับ เรื่องแบบนี้ เข้าทางของผม เพราะคืออาชีพของผม555
ผมถามก่อน คุณมีพื้นที่เท่าไร ในการประกอบกิจกรรม..
การเลี้ยงสัตว์ มีวิธีเลี้ยงอยู่ 2 วิธีครับ..
วิธีที่ 1.
คือการเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง(ดังในภาพข่าว) การเลี้ยงกระบือ ในรูปแบบนี้ เป็นการเลี้ยงแบบสืบเนื่องกันมาแต่ก่อนเก่า(ผมไม่ใช้คำว่าโบราญ)
การเลี้ยงแบบนี้ จึงต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก โดยเฉลี่ย การเลี้ยงสัว์แบบปล่อยแทะเล็ม(เขาเรียกว่าอย่างนี้) สัตว์ตัวหนึ่งใช้พื้นที่ในการปล่อย 2-3ไร่ ปล่อยแทะเล็มไปเรื่อยๆ เหยีบย่ำพื้นที่ ขับถ่ายในพื้นที่..
การเลี้ยงกระบือ ไม่ยุ่งยากเหมือนโค คือ เมื่อปล่อยสัตว์ลงแปลงให้แทะเล็ม โดยเฉพาะกระบือ จะไม่ค่อยออกเดินท่องเที่ยวเหมือนโค..ในเกษตรกรที่เลี้ยงๆกัน เลยใช้วิธีผูกแม่กระบือที่เป็นตัวหัวหน้าฝูงใว้ในแหล่งน้ำและแหล่งอาหาร กระบือตัวอื่นก็จะไม่ไปหากินไกล..ยกเว้นตอนกระบือเป็นสัตว์(มีความต้องการผสมพันธุ์) มักจะไปหาตัวเมีย หรือตัวผู้ของสัตว์นอกฝูง
การเลี้ยงสัตว์แบบนี้ ทำให้ประหยัดพลังงานในการจัดการ และค่าใช้จ่าย ใช้บุคลากรไม่มากนัก..
กาเลี้ยงกระบือแบบยืนโรง..คือการกักกระบือให้อยู่ในที่ๆจัดการ และหาอาหารให้กระบือกิน..คือการจัดทำแปลงหญ้า แล้วใช้เครื่องมือจัดการนำหญ้ามาเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือน..
ข้อดีของวิธีการเลี้ยงแบบยืนโรง คือสามารถให้อาหารสัตว์ได้กินอย่างเพียงพอทุกตัว สัตว์ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง และใกล้ชิด และสัตว์ติดเชื้อพยาธิได้น้อยลง แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อพยาธิได้ทั้งหมด ยังคงต้องการกำจัดพยาธิภายใน และภายนอกอยู่นั่นเอง แต่พยาธิที่สำคัญๆบางตัว เช่นใบไม้ในตับ สามารถป้องกันได้ดีกว่า การเลี้ยงแบบปล่อยทุ่งครับ..
[/size]
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 19 ก.พ. 13, 15:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมชอบเลี้ยงสไตล์คาวบอยมากกว่าครับ ปล่อยตามธรรมชาติ เวียนแปลงเลี้ยงไปเรื่อยๆ

ผมคิดว่า ดูเป็นธรรมชาติดี

เลี้ยงแบบยืนโรง ถ้าเราเป็นควายมั่ง คงจะอึดอัดน่าดูครับ 555
q*020

cocococococo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 ก.พ. 13, 09:30 น โดย lumtakong » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 19 ก.พ. 13, 15:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
การเลี้ยงกระบือ สมัยก่อนเลี้ยงเพื่อประโยชน์เพื่อใช้แรงงาน และใช้เป็นเนื้อ..
สมัยนี้ เลี้ยงเป็นสามแบบคือ การใช้งาน ใช้เนื้อ และใช้รีดน้ำนม..

พันธุ์สัตว์ที่ดี..ต้องมีลักษณะทางสายพันธุ์ที่ใหญ่ แข็งแรง ทนทานต่อโรค และสภาพสิ่งแวดล้อม ให้ผลตอบแทนที่ดี..
กระบือที่เลี้ยงกันในประเทศเรา เป็นกระบือปลัก(ดูที่อกกระบือ จะเห็นเป็นรูปตัววีสีขาวๆ) และกระบือนมเชื้อสายพันธุ์จากอินเดีย ชื่อพันมูล่า และอีกพันหนึ่ง คือกระบือแม่น้ำ( swambubfalo) แต่ว่าไม่นิยมเลี้ยงในประเทศของเรา เพราะไม่ทนทานกับสภาพอากาศร้อน..
กระบือปลัก..มีอยู่ในประเทศเรามีลักษณะตัวเล็ก(หน้ายาวคล้ายๆจระเข้)ไม่เป็นที่นิยมในหมู้ผู้เลี้ยงกระบือ ให้ผลตอบแทนต่ำ..แต่มักนิยมเลี้ยงตัวที่ใหญ๋ๆ (สังเกตุ สัตว์ที่มีขนเหลืองๆแซม ในขณะที่อายุประมาณ1ปี)
กระบือนม(mula) ลักษณะตัวใหญ่ เขาบิดโค้ง สวยดีครับ..สายพันธุ์มากจากอินเดีย..ให้น้ำนมได้ดี..ประมาน3-5 กิโลต่อการรีด เช้า เย็น..แต่ไม่ทนทานต่อการใช้งาน ร้อนง่ายหน่อย แต่ไม่เป็นปัญหาในการใช่เลี้ยงเพื่อเอาเนื้อ และเอาน้ำนม..
อยากให้เข้าไปเชิร์ทหาข้อมูลดูนะครับ ผมเคยพบว่า มีคนเลี้ยงกระบือ เพื่อการเอาน้ำนมเป็นหลัก..
น้ำนมกระบือ ผู้บริโภคเป็นคนที่มีการศึกษา มีความรู้ในการบริโภค โดยเฉพาะ พวกผู้ดีอ่ะครับ จึงรู้รับประทาน(ผมไม่คิดสบประมาทพวกเรานะครับ)
ราคากระบือ ไม่ใช่ราคาตัวละ15000แล้วล่ะครับ หากราคาเท่านั้น..จะเป็นลูกกระบือ อายุประมาณ1ปี-หนึ่งปีครึ่ง..หรือไม่เป็นกระบือหน้าจระเข้ ส่วนมากมาจากประเทศลาวครับ..

ผมแนะนำให้เลี้ยงแบบยืนโรงครับ เพราะไม่เปลืองพื้นที่ สามารดูแลได้อย่างทั่วถึง ให้อาหารได้อย่างมีคุณภาพ ป้องกัน และกำจัดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ..ดูแลสัตว์ได้อย่างทั่วถึง..
สิ่งที่ต้องเตรียม ต้องมีดังนี้..
1 พื้นที่..พื้นที่ต้องมีระบบสาธารณูปโภค หมายถึงถนน น้ำ และไฟฟ้า
2 แปลงพืชอาหารสัตว์
3 สัตว์พันธุ์ดี
4 บุคลากร จำพวกแรงงาน
5 เงินทุน(สำมะคัญ)
อื่นๆที่ต้องติดตาม ก็มีตามมาทีหลัง..

เทคนิคต่างๆ สามารถเลี้ยนรู้ไปพร้อมกับกิจกรรม ที่ภาษาเขาเรียกว่า ประสบพการณ์ครับ..
เป็นการถ่ายทอดความรู้แบบคร่าวๆ และง่ายๆ และหากต้องการความรู้เพิ่มเติม สามารถค้นหาในระบบอินเทอร์เนต เชิร์ทเข้าไปในกรมปศุสัตว์ได้..
และผมก็มีความยินดีในการถ่ายทอดฯในการเลี้ยงสัตว์ให้อย่างเต็มใจครับ..
ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่ให้เกียรติ โดยเฉพาะ จขกท.เป็นต้น..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 19 ก.พ. 13, 16:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมกำลังปล่อยท่อนที่2มา แต่ จขกท.ได้ส่งเนื้อหามา..แล้ว เลยไม่ประติด ประต่อ..
ผมแนนำว่า การเลี้ยงแบบยืนโรง ไม่ใช้การให้กระยืน และกินอย่างนั้นหรอกครับ..แต่เป็นว่า เมื่อเวลาให้อาหาร กระบือจะมาที่รางหญ้า เมื่อมันกินอาหารเสร็จแล้ว มันก็จะเดินไปนอเคี้ยวเอื้องตามมูมที่มันชอบ
นมกระบือ มีจำหน่ายในต่างประเทศครับ มีแต่คนมีตังค์มากนิยมดื่ม มีคุณค่าทางอาหารดีกว่านมโค..
หาก จขกท.ไปขี่ม้าตามกระบือทุกๆวัน ผมรับรอง ก้นของคุณจะมีความพิเศษเพิ่มขึ้น

หากคิดจะเลี้ยงกันจริงๆ แล้วจึงมาคุยกันในรายละเอียดอีกที่นะครับ..เพราะเป็นอาชีพที่ดี มีความมั่นคง ตลาดไม่ตัน แต่ระยะการให้ผลตอบแทน มันช้าไปหน่อย กว่าจะคืนทุน เพราะกระบือ ตั้งท้อนานถึง10เดือน และอายุ2ปีขึ้นไป จึงจะเหมาะในการใช้เนื้อ..
..และที่สำคัญ..คุณจะตัดใจขายมันไปเป็นเนื้อได้หรือ..น้ำตาไปหลย้อยเลยนะครับ เพราะสัตว์มันรู้จักเรา และเรามักจะเรียกชื่อมัน และแแทนตัวว่าลูก พ่อ..อ๊ะ..จนแต้มไหมล่ะ..ไม่กล้าขาย สงสารมัน..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 21 ก.พ. 13, 09:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณค่ะ q*062


ขอบคุณใคร เรื่องอะไรเหรอครับ q*073

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 21 ก.พ. 13, 09:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอบคุณมากครับ สำหรับเกร็ดความรู้ ผมเองก็เพิ่งจะทราบเหมือนกันครับว่า กระบือพันธุ์นม ก็มีเหมือนกัน

ถ้าเริ่มต้นเลี้ยง ควรเป็นกระบือที่มีอายุเท่าไหร่ ราคาแม่พันธุ์ในปัจจุบันเท่าไหร่ และระยะเวลาเลี้ยงนานแค่ไหน จึงให้ผลตอบแทนได้ครับ


q*021q*096q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 22 ก.พ. 13, 12:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรื่องสัตว์ใหญ่ เอาใว้วันหลังนะครับ..
พอดี ผมจะต้องเตรียมต้อนรับเพื่อนๆจากทุกที่ ที่เขาจะมากันครับ เช่น จากยะลา 2 คน จากจังหวัดใกล้เคียงอีก6คน และจากภาคกลาง ภาคเหนือ มีอิสานไม่กี่คน..รวมประมาณ..50คน เอาโดยประมาณ..
หลายคน 30 ปี ไม่เคยพบกัน..ขณะนี้ เพื่อนเดินทางเข้าสู่ภาคกลางแล้ว..อีกไม่เกิน4ชั่วโมง ที่บ้านผม เพื่อนเต็มบ้านครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 22 ก.พ. 13, 13:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ไม่เป็นไรครับลุงจ๊อก ผมรอได้ และขอแสดงความยินดีด้วยครับ ที่ได้มีโอกาสพบเพื่อนเก่า ยังไงอย่าลืมเปิดเบียร์ฉลองเผื่อผมด้วยคนนะครับ q*020

cocococococo
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 26 ก.พ. 13, 11:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับ..
กระทู้นี้ยังคงค้างรอการคุยแบบคนขี้โม้ๆ..นึกไม่ถึงจริงๆ..
เพื่อนๆของผมได้ล่ำลากลับเมื่อประมาณ10โมงกว่าๆของวันที่24..
30กว่าปี แก่ตามๆกันไป จำกันแทบไม่ได้..
เพื่อนๆมาพบกันที่บ้าน รวมทั้งผู้ติดตามด้วย เกินความคาดหมายครับ ประมาณหกสิบกว่าคน ผมก็นับไม่ถ้วน เพราะว่า เดินไป มา กันให้พล่านไปหมด แหลงใต้กันให้พรึบ..พร้อมทั้งคำเมือง ปนอิสานอีกไม่น้อย..
จากยะลา 2 คน มีคนหนึ่งรักษาการเกษตรจังหวัดยะลา..แก่หัวล้านเถิก..

เรื่องกระบือ..เอาใว้วันหลังนะครับ..
แค่อยากจะให้มีความเข้าใจในลักษณะรูปร่าง และอุปนิสัยของสัตว์เลี้ยงชนิดนี้..
ลำฯครับ..หลังจากคุณได้ตั้งกระทู้เรื่องนี้ได้ประมาณสอง-สามวัน ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเขาก็มีคอลัมภ์เขียนเรื่องกระบือในประเทศไทยครับ..

ฉะนั้น การคุย การเล่าถึงประสบพการณ์ และให้เข้าใจในกระบือในประเทศไทย น่าจะเป็นเรื่องที่น่าจะชวนกันคุย..
เพราะอย่างน้อยๆ พวกเราต้องมีความเข้าใจในวิถีในอดีตของบรรบุรุษของเรา ที่มีการใช้แรงงานจารกสัตว์ ใช้เป็นเครื่องมือ เป็นเครื่องทุ่นแรง..
ในอดีต..บรรบุรุษของเราได้ให้เกียรติแก่สัตว์ใช้งาน..มีการเชิดชูคุณของสัตว์ใช้งาน..
ผมมีเวลาว่างๆสบายๆไม่มากนัก ขอติดเอาใว้วันหน้า อีกไม่กี่วันนะครับ เพราะหากจะคุยฟุ้งๆไป มันไม่เกิดประโยชน์นะครับ..
เรื่องนี้ มันเป็นกฏเกณฑ์ เป็นธรรมชาติกำหนด การเอาชนะธรรมชาติ การผูกพันระหว่างคนกับสัตว์ และสัตว์กับคน..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 15 มี.ค. 13, 17:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
[colกระทู้นี่กลับมาอีกแล้ว..
ผมก็จะตอบข้อสงสัย จขกท. เรื่องพ่อพันธุ์กระบือ15ตัว ตัวเมีย 15 ตัว..เลี้ยงสามปี..
ผมจะบอกว่า ไม่จำเป็นจะต้องมีพ่อพันธุ์กระบือเลี้ยงใว้เลยครับ หากจะเลี้ยงพ่อพันธุ์ ก็มีใว้เพื่อการเชคการเป็นสัดของกระบือแม่พันธุ์เท่านั้น..
ไม่ต้องมีพ่อพันพันธุ์ก็เพราะว่า กระบือสามารถผสมเทียมได้ ในปัจุบัน ทางกรมปศุสัตว์สนับสนุนการเลี้ยงกระบือครับ มีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการผสมเทียมกระบือ และโคฟรีครับ..ของฟรียังมีในโลกครับ..
เอาใว้เชคการเป็นสัดของกระบือแม่พันธุ์ (เขาเบนลึงค์ให้สอดไม่ตรงช่องคลอด) เจ้าของ หรือคนเลี้ยงจะได้ทราบว่า กระบือแม่พันธุ์เป็นสัด พร้อมที่จะรับการผสมพันธุ์ครับ..(วิธีสังเกตุการเป็นสัด ของสัตว์แม่พันธุ์อีกวิธีหนึ่ง ที่ง่าย และชัดเจนดี)
ระวัง กระบือพ่อพันธุ์บางตัวดุร้ายพอสมควร ต้องคนเลี้ยงจึงจะบังคับได้..
กระบือพ่อพันธุ์ มักทำร้ายกันเองในหมู่กระบือพ่อพันธุ์ด้วยกัน..
เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยง..

กระบือแม่พันธุ์ที่จะนำมาเป็นแม่พันธุ์ได้ และสามารถให้ลูกได้เมื่ออายุ2.5ปี..และจะอุ้มท้องประมาณ10เดือน(110วัน)
แม่พันธุ์กระบือที่ดี ควรเป็นกระบือปลัก มีสีด่างที่คอ พาดไปถึงอก เป็นรูปตัววV
ควรคัดเลือกตัวบือที่มีลำตัวหนา ยาว ท้องใหญ่(ดูอะไร ก็ใหญ่ไปหมด)
ในกระบือรุ่น จะมีขนแซมยาวสีเหลืองๆ

ประโยชน์จากกระบือ..
-ใช้แรงงาน
-ใช้เป็นเนื้อ เป็นอาหาร
-ใช้ผลิตน้ำนม(สายพันธุ์มูล่า กรมปศุสัตว์มีน้ำเชื้อ เป็นกระบือรูปร่างใหญ่โต เขาบิดม้วน สวยดี ตัวผู้ดุ)
-ผลพลอยได้..มูลกระบือ มีความต้องการมากกว่ามูลโค..ชาวสวนนิยมใช้ใส่สววนผลไม้..
หากคิดจะเลี้ยงกระบือ ต้องมีเวลา มีสถานที่ มีทุน มมีพื้นที่ พร้อมระบบสาธารณูปโภค และศึกษาเบื้องต้น..
ถามตนเองให้แน่นอน ถามคนในครอบครัวด้วยว่า ดีไหม เห็นดีด้วยไหม เอาด้วยหรือเปล่า..หาก OK.ก๊อ..เริ่มหาวัสดุทำโรงเรือน และทำแปลงหญ้า แปลงหญ้าสำคัญมากครับ มีหญ้าพร้อมใช้ดีแล้ว จึงหากระบือพันธุ์มาลง..
กระบือ มีจำนวนลดลงๆ ทั้งประเทศ เหลือไม่ถึงล้านตัวแล้วครับ..ด้วยเหตุเพราะมีเกษตรกรหันไปประกอบอาชีพอื่นๆแทน และพื้นที่จำกัดลง ลดน้อยลง ด้วยเหตุที่เคยคุยกันมาแล้ว..


ถามใจตนเองดูก่อน สามปีเชียวนะ ที่จะพอได้ตังค์คืนมามั่ง..อย่างดี ก็ขายมูล(ขี้)กระบือ พอจะจ่ายค่าไฟได้บ้าง แต่ไม่ได้เสมอทุกวัน..[/color]
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 15 มี.ค. 13, 18:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
กระบือที่น่าสนใจพอๆกับกระบือปลัก(พันธุ์พื้นเมืองภาึคกลาง)ก็คือกระบือสายพันธุ์มูล่า เป็นกระบือสายพันธุ์อินเดีย(อินเดียเป็นต้นตอของสายพันธุ์กระบือ และโค บางสายพันธุ์)
กระบือมูล่า เพศผู้ น้ำหนักประมาณ1000กก.(1ตัน)
เพศเมียระมาณ800กก.
ระยะการอุ้มท้อง10เดือน(110วัน)โดยประมาณ..
เริ่มรีดนมได้เมื่อหลังคลอดไปแล้ว3-4วัน(หมดนมเหลืองสำหรับกระบืออ่อน)
ผมไม่ทราบราคาค่าน้ำนมกระบือ..แต่ว่า..
แต่ว่านมกระบือ จะเป็นที่นิยมในหมู่ที่มีรสนิยมในการบริโภค(ไฮโซ) ราคาจึงแพงกว่านมโค(เพราะผลิตนมโคได้จำนวนมากกว่า)
นมกระบือมีไขมันต่ำ โมเลกุลน้ำนมเล็กกว่านมโค สามารถนำไปสรัางพลังงาน และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้ดีกว่านมโค(ผมจำเอกสารอ้างอิงไม่ได้แล้ว นานแล้ว ในตำราเรียนก็มีครับ)

โรคที่ควรป้องกัน ในกระบือ ได้แก่โรคปากและเท้าเปื่อยในกระบือ (มีโค และสุกร) โรคเฮโมรายิกเซบติกซีเมียร์(คอบวม ท้องอืด) โรคแท้งติดต่อ(เป็นในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแทบทุกชนิด)(ปึกษาสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือจังหวัด เขายินดีต้อนรับครับ)
ปัจจุบัน เขาไม่ได้ใช้แรงงานจากกระบือ จึงมีการเลี้ยงเพื่อใช้เนื้อเท่านั้น และหากคิดอยากจะทดลองเลี้ยงกระบือ ให้ได้ทั้งเนื้อ และนม ผมขอเสนอว่า เลี้ยงกระบือพันธุ์ผลมระหว่างสายพันธุ์มูล่า กับกระบือปลัก น่าจะได้ผลดีครับ..เรียกว่า จะได้สองอย่าง คือเนื้อ หรือจะรีดนม..(รีดได้เฉพาะกระบือเพศเมียนะ ผมบอกเฉพาะเด็กๆที่เข้ามาอ่านครับ)
ยังไม่หมดพุงหรอกครับ หากอยากจะทราบข้อมูลเพิ่มเติม..ถามได้ครับ..มีเวลาผมก็จะเข้ามาอ่าน แล้วก็จะตอบ หรือคุยด้วยครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 15 มี.ค. 13, 18:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
รู้สึกงงๆ เหมือนกันครับ ว่ากระทู้นี้ กลับมาได้อย่างไร

ในเบื้องต้น ของความคิดนี้ ผมเพียงตั้งใจว่า เราจะหาวิธีีเก็บเงิน ในรูปแบบไหนได้บ้าง

โดยสร้างประโยชน์ ให้แก่ตัวเองและประเทศชาติ

ส่วนการคำนวณ กระบือเพศผู้ 15 ตัว เพศเมีย 15 ตัว

ผมแค่ลองคิดเล่นๆ ว่า กระบือ ไม่น่าจะออกลูกเป็นเพศเมียได้ทั้งหมด ตัวเลขจึงออกเป็นอย่างนั้นครับ


q*021q*096q*021
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 15 มี.ค. 13, 19:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
แต่พอมาคำนวณค่าแรง พนง.ในปัจจุบัน 9000x12 = 108,000.- เหนื่อยแน่ๆ ครับ

q*021q*096q*021
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 15 มี.ค. 13, 19:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
และที่สำคัญที่สุดคือ มันคงทำใจลำบากมากๆ ในยามที่จะต้องขาย กระบือ บางส่วน เพื่อนำเงิน มาหล่อเลี้ยงองค์กรครับ

q*021q*096q*021
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 15 มี.ค. 13, 22:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
การจัดการในเรื่องแรงงาน ต้องมีระบบที่เป็นระบบ งานเลี้ยงสัตว์ไม่มีวันหยุด เพราะสัตว์ต้องกิน ต้องขับถ่ายทุกวันครับ..
ปัญหาในการเลี้ยงกระบือ ปัญหาที่มักเกิดปัญหาคือ แรงงานครับ..หากว่า เขาต้องการจะเปลี่ยนงานใหมม่ แต่เรายังหาแรงงานทดแทนไม่ได้ เราก็จะต้องมีทุกข์ คือออกแรงเองครับ..
กระบือ เป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความทนทานต่ออสภาวะแวดล้อมได้ดี นิสัยชอบความสะอาด
คนอาจจะเคยพบว่าตัวกระบือเปอะเปื้อนไปด้วยโคลนเลน นั่นเป็นเพราะว่ากระบือต้องการเกาะกำบังแมลงที่มักจะดูดกินเลือดกระบือเช่นจำพวกตัวเหลือบ และแมลงวัน
แต่เวลาที่กระบือจะเข้าคอกที่สะอาด และไม่มีสัตว์อื่นๆรบกวน กระบือจะชอบอาบน้ำก่อนเข้าคอก เช่นจะลงสระน้ำ เล่นน้ำก่อน ก่อนที่จะเข้านอนน่ะ ผมอธิบายอย่างนี้
ปัญหาลูกกระบือที่มักพบเจอคือ โรคพยาธิภายใน คือโรคพยาธิใส้เดือน ควรกำจัดพยาธิใส้เดือนในลูกกระบือที่อายุหนึ่งเดือน ใช้ยาขับพยาธิใส้เดือนกรอก ไม่แนะนำให้ใช้ยาขับพยาธิชนิดฉีดเพราะจะทำให้ลกูกกระบือเจ็บได้ อาจจะแพ้ มีไข้สูง หรือมีผลข้างเคียงได้มากกว่ายาขับพยาธิชนิดกรอกปากครับ..

ความผูกพันระหว่างสัตว์เลี้ยง และผู้เป็นเจ้าของ หรือผู้ที่มีความใกล้ชิดกัน เหมือนดังเช่นผู้คนอันสำคัญในครอบครัว..
นับว่าเป็นปัญหาในสภาวะจิตใจ..
ผมก็เช่นกัน จึงไม่เลี้ยงสัตว์จำพวกสัตว์เศรษฐกิจ เป็นมานานมแล้ว เคยเลี้ยงๆเลิก..
ที่ผมสาธยายมา หมายถึงผมก็เคยเป็นเจ้าของฟาร์มมาแล้วทั้งนั้น ยกเว้น ผมยังไม่เคยเป็นเจ้าของฟาร์มกระบือนมเท่านั้น..นอกนั้น ผมเป็นเจ้าของมาแล้วทั้งนั้น..กระทั่งไก่สามสาย..ผมเจ๊งครับ..เจ๊งทั้งหมดทุกกิจกรรม..
ที่ผมรีดเรื่องกระบือมานี้ เพื่อความรู้แก่ผู้ที่อยากรู้เรื่องกระบือ เพื่อให้เด็กๆที่หลายคน ยังไม่เคยเห็นกระบือตัวเป็นๆก็จะได้มีความรู้ใว้ เพราะเรามาจากการทำนา ใช้แรงงานจากกระบือมาตั้งแต่บรรบุรษ..แม้ว่า จะไม่มีการใช้ประโยชน์จากกระบือในรูปแรงงานแล้ว แต่กระบือ ก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของการทำนา เป็นเอกลักษณ์ของชาวนา หรือใครจะมองคูโบต้าแทนบ้างแล้วก็ตาม
กระบือ..ชือเรียกสายพันธุ์สัตว์นี้ จะยังคงก้องอยู่ในโสตของคนรุ่นผม และรุ่นอื่นๆ..

การกระแนะ กระแหนกัน เอากระบือมาเป็นตัวกล่าวอ้าง..เปรียบเปรยว่าโง่เขลาดังกระบือ ดูแคลนกระบือในแง่ปัญญา..
หารู้ไม่ว่า ได้กลายเป็นผู้ที่ไม่รู้คุณไปเสียแล้ว ไม่รู้คุณกระบือ..ไม่รู้คุณกระบือตัวไหน..ก็ตัวที่เป็นต้นทายาท ต้นพันธุ์กระบือที่ปู่ ที่ตา ได้ประกอบการทำนาได้ ด้วยผู้ที่มีกำลังแข็งแรงมาช่วยทำนา ช่วยปลูกข้าว เลี้ยงพ่อ เลี้ยงแม่ แล้วเกิดเราติดตามมา..กระบือนี้ ได้มีส่วนร่วมในการสร้างครอบครัว ในการสร้างสังคม เป็นสร้างชาติในอันดับต่อๆมา..

เห็นมีเศรษฐี มีที่ดินมาก มีกระบือปล่อยกินหญ้า มีคนดูแล..เขาคงคิดอะไรในใจของเขา..เขาคงทำเพื่อการรู้คุณของกระบือเช่นกัน ผมไม่มีโอกาสถาม..
ผมคิดว่า เครารพ ให้ความเกรงใจกระบือ เพราะได้รับรู้แล้วว่า กระบือมีความสำคัญ และมีความเป็นมาอย่างไร

ผมไม่เคยด่าใคร ว่า โง่เหมือนควาย เพราะถึงแม้นคนเราจะสามารถใช้งานกระบือได้ เหมือนดังกระบือโง่เง่าเสียเหลือเกิน..แต่ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง..
แม้นเราจะทำอะไรได้ทุกสิ่งกับกระบือ แต่สิ่งที่เราทำไม่ได้อย่างกระบือ คือความซื่อสัตว์ต่องานในหน้าที่ครับ..กระบือรับงานเต็มเปรี่ยม แม้นมนุษย์ก็ทำเทียมไม่ได้..
คุณค่าของมนุษย์(คน)หลายคน รับงาน แต่ทำงานไม่เต็มเปรี่ยมเสมอเหมือนกับกระบือ..
ผมไม่เจาะจงไปที่เป้าหมายใด..หากท่านทั้งหลายที่อ่านแล้ว มันไม่เข้าไปกระทบต่อจิตของท่าน ผมก็ขอสาธุ อนุโมทนาในความประพฤติครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 15 มี.ค. 13, 22:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสอนผมว่า "จะจับธุรกิจอะไร อย่าจับ...ของสด"

"ของสด" ณ. ที่นี้หมายถึง สินค้า ที่มีวันหมดอายุหรือเน่าเปื่อย บุบสลาย

หรือ ค้า...สิ่งมีชีวิต ครับ

แม้กระทั่งซื้อปลาทับทิมมา ตั้งใจว่า จะทำปลาทับทิมเผาเกลือ ผมยังต้องให้แม่ค้า ช่วยจัดการให้ ผมทำไม่ได้จริงๆ ครับ


q*021q*096q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 15 มี.ค. 13, 23:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
"ควาย หรือ ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า กระบือ"

เป็นสัตว์ ที่มีความผูกพันธ์กับชีวิตเกษตรกร เดี๋ยวผมจะลองค้นในโลกไซเบอร์ดูหน่อยครับว่า

เค้าให้คำจำกัดความไว้มากน้อยแค่ไหนครับ


q*021q*096q*021
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 15 มี.ค. 13, 23:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมโตมาจากครอบครัวค้าขาย ไม่ได้ทำนา มีที่นา ก็ให้ญาติๆทำกัน ขอแค่ข้าวเปลือกใส่กระพ้อมใว้สีกิน
ไม่มีกระบือใต้ถุนบ้านดังคนอื่นๆ แต่ญาติพี่น้อง มีกระบือด้วยกันทั้งนั้นเพราะต้องใช้ไถนา..และบ่อยครั้งที่ผมแอบหนีเรียนไปอยู่ในท้องนากับญาติๆและเพื่อนๆ จนครูต้องไปตามที่บ้าน ว่าไม่ไปโรงเรียนหลายวัน ป่วยเป็นอะไรหรือเปล่า..หลังจากการไปเที่ยวหาของครู ผมก็เจอกับศึกไม่เรียว..ตัวลายคล้ายๆเสือ..ถูกหวดด้วยเรียวมะขาม..

ผม..ปลา ไก่..ไม่เอาแล้ว..สามสิบกว่าปีมานี้..ผมไม่เชือดไก่ ไม่ทุบหัวปลา..มดจะกัดบ้าง ยุงจะขบเอาบ้าง ก็พยายามครองสติให้อยู่..
บอกตรงๆ ผมมั่นคงในศีลพอสมควร..ผมเกรงกรรมไม่ดีจะบดบัง เบนเข้าสู่ความดำมืดได้..

การระมัดระวัง ในการทำบาป เป็นสิ่งที่ดี เป็นเรื่องสมควรกระทำ..
มันเป็นไปเองตามวิสัยของผู้ที่ไม่ต้องการก่อกรรมก่อเวร..

นันบ่งบอกอายุขัยว่า ได้ล่วงเลยเข้าสู่วัยใด..5555 ผมแก่แต่กาย ใจยังเฟี้ยวอยู่..อย่างนั้น หรือ คงเป็นแต่ผู้อื่น หาใช่ตัวของผมเองไม่..5555
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 15 มี.ค. 13, 23:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผู้ใหญ่ที่นับถือของคุณบอกว่า ไม่จับของสด ของผมก็มีคุยกันครับ..
ของเน่าได้ ของมีอายุน้อย..ไม่เอาครับ..
จะลองทำเรื่องของไม่เน่า จะค้าของที่ไม่เสียง่ายๆ เช่นตู้ไม้สัก โต๊ะไม้สัก..ของที่ทำด้วยไม้(ผมไม่ทำผิดกฏหมายอยู่แล้ว อย่าสงสัยที่มาของไม้สักนะครับ ย่อมถูกต้องตามกฏหมายอย่างแน่นอน)
คนเรา รวยแล้วรอดพ้นจากมรณัง ทุกขัง ได้หรือ..ไม่มีใครหนีพยามัจจุราชได้อย่างแนนอน..

หากรวยทรัพย์ด้วยอุบายโฉด..หนีกรรมเวรได้หรือ..กรรมมีติดตามตัว กรรมของใคร ก็เป็นของคนนั้น..ก่อกรรมโฉด ก็จะมีกรรมโฉดติดตาม..ตามไปถึงภพที่กำเนิด..
พระท่านบอกว่า มีกรรมเป็นตัวกำหนด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นผู้ให้ผล และมีกรรมเป็นผู้ติดตาม..

บอกมาเป็นนัย เพื่อเป็นทานกุศล ให้้เกรงกลัวต่อบาปด้วยกัน..

หากตีความได้ชัดเจนแล้ว ก็จะต้องหลีกการก่อกรรมไม่ดี..กรรม มีทั้งฝ่ายดี และฝ่ายไม่ดี..
กรรมดี ก็ติดตาม เป็นผลของกรรมต่างๆ..กรรมไม่ดี ก็ติดตาม เป็นผลจากการทำกรรมนั้นๆ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ที่ดิน ภาคเหนือ ตำนาน ควาย 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม