Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ไร้สังกัด  > เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ผู้ดูแล: withyaw
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ  (อ่าน 19317 ครั้ง)
Guest
ศุภิศา คะรุณ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #135: 14 มิ.ย. 17, 22:35 น

 การศึกษาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1     มีวัตถุประสงค์ ดังนี้  1) เพื่อศึกษาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความ ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ก่อนและหลังสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ภาคเรียนที่ 2   ปีการศึกษา  2559  โรงเรียนบ้านหาดไข่เต่า  อำเภอบางแก้ว  จังหวัดพัทลุง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2  จำนวน 6 คน ได้กลุ่มตัวอย่างโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง   โดยใช้แบบคัดกรองนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ของ ศาสตราจารย์  ดร.ผดุง  อารยะวิญญู  คือ แบบสำรวจความสามารถในการรับและแปลผลข้อมูล (ครป.)  แบบสำรวจปัญหาการเรียนรู้เฉพาะด้าน  (ปรด.)  คู่มือประเมินความสามารถทางเชาว์ปัญญาเด็กอายุ   2–15 ปี ของกรมสุขภาพจิต  กระทรวงสาธารณสุข(2546: 54-60) แบบคัดกรองของกระทรวงศึกษาธิการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ  บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูนเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ จำนวน 5  เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านจับใจความ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูนเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ  จำนวน 5 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ จำนวน 1 ฉบับ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยควอไทล์ และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ สถิตินอนพาราเมตริกของวิลคอลสัน ( The Wilcoxon Matched – Pair Singed – Ranks Test)

       ผลการศึกษาสรุปได้ว่า
              1) ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  จากการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน   มีความสามารถในการอ่านจับใจความอยู่ในระดับดีมาก
              2) ความสามารถในการอ่านจับใจความ ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ หลังการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน สูงกว่าก่อนการสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัย

Tags:
 
Tags:
Guest
กาญจนา เตชะสร
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #136: 19 มิ.ย. 17, 22:29 น


ชื่อผลงานทางวิชาการ     รายงานผลการใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบริหารการเงิน
ของผู้ประกอบธุรกิจ  วิชางานธุรกิจ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้รายงาน      นางกาญจนา  เตชะสร
หน่วยงาน      โรงเรียนขุนยวมวิทยา  อำเภอขุนยวม  จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ปีการศึกษาที่ค้นคว้า   ปีการศึกษา  2559

บทคัดย่อ

   การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบริหารการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ วิชางานธุรกิจ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามเกณฑ์มาตรฐาน  E1/E2 =  80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบริหารการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ วิชางานธุรกิจ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบริหารการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ที่เลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมงานธุรกิจ โรงเรียนขุนยวมวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 23 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1)  ชุดการเรียนรู้  เรื่อง การบริหารการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ วิชางานธุรกิจ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  จำนวน  6  ชุด                    2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังใช้ชุดการเรียนรู้ซึ่งมีคำถามเหมือนกันแต่สลับข้อ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ 3) แบบศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบริหารการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ วิชาธุรกิจ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย   ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test)
   ผลการศึกษาพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้เรื่อง การบริหารการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ วิชางานธุรกิจ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 80.84/81.59 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบริหารการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ วิชางานธุริจ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  สูงกว่าก่อนใช้ชุดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่  0.5   3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบริหารการเงินของผู้ประกอบธุรกิจชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเฉลี่ย 4.59 อยู่ในระดับ ความพึงพอใจมากที่สุด ซึ่งแสดงว่าชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบริหารการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ   วิชางานธุรกิจ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เหมาะสมที่จะใช้ประกอบการสอนให้แก่นักเรียนได้

Tags:
Guest
อนันต์ นุสนธ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #137: 22 มิ.ย. 17, 00:08 น

ชื่อผลงาน              :   รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร  โรงเรียนบ้านหนองพันทา ปีการศึกษา 2559
ผู้รายงาน/ผู้ศึกษา          :   นายอนันต์  นุสนธ์
ปีที่รายงาน       :   2560

บทคัดย่อ

    รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร  โรงเรียนบ้านหนองพันทา      ปีการศึกษา 2559 ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ รายงานการประเมินด้านบริบทหรือสภาพแวดล้อมของโครงการ ด้านปัจจัยการดำเนินโครงการ ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ  ด้านผลผลิตของโครงการ และการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อโครงการ  โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินโครงการของ Daniel L.Stufflebeam หรือรูปแบบจำลองซิปป์ (CIPP Model)  กลุ่มตัวอย่าง เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นไปตามโอกาสทางสถิติ (Non-Probability Sampling) โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 228 คน ซึ่งจำแนกได้ดังนี้ ผู้บริหาร ครูและบุคลากร จำนวน 13 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน  (ไม่นับรวมผู้บริหารและผู้แทนครู) นักเรียน จำนวน 104 คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 104 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) มีทั้งหมด 3 ฉบับ ได้แก่ 1) แบบสอบถามผู้บริหาร ครูและบุคลากร และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ใช้สำหรับการประเมินด้านบริบทหรือสภาพแวดล้อมของโครงการ ด้านปัจจัยการดำเนินโครงการ ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ และด้านผลผลิตของโครงการ 2) แบบสอบถามนักเรียน ใช้สำหรับการประเมินด้านผลผลิตของโครงการ และการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อโครงการ และ 3) แบบสอบถามผู้ปกครองนักเรียน                 ใช้สำหรับการประเมินด้านผลผลิตของโครงการ และการประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อโครงการ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale)  ซึ่งได้มีการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือทุกฉบับ โดยใช้วิธีการทดสอบวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค(Cronbach Alpha Coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Reliability) ดังนี้ ฉบับที่ 1 เท่ากับ .836  ฉบับที่ 2 เท่ากับ .847 และฉบับที่ 3 เท่ากับ .814  โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สรุปผลการประเมิน
     1) ด้านบริบทหรือสภาพแวดล้อมของโครงการ ความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากร และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เกี่ยวกับการประเมินบริบทหรือสภาพแวดล้อมของโครงการ ภาพรวมอยู่ในระดับ “มากที่สุด” ซึ่งมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
     2) ด้านปัจจัยการดำเนินโครงการ ความคิดเห็นของ ผู้บริหาร ครูและบุคลากร และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เกี่ยวกับการประเมินปัจจัยการดำเนินโครงการ ภาพรวมอยู่ในระดับ “มาก” ซึ่งมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้

     3) ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ ความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากร และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เกี่ยวกับการประเมินกระบวนการดำเนินโครงการ ภาพรวมอยู่ในระดับ “มาก” ซึ่งมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
    4) ด้านผลผลิตของโครงการ ความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากร และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียน เกี่ยวกับการประเมินผลผลิตของโครงการภาพรวมอยู่ในระดับ “มาก” ซึ่งมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
    5) ด้านความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ ความคิดเห็นของนักเรียน และผู้ปกครองนักเรียน เกี่ยวกับการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ ภาพรวมอยู่ในระดับ “มาก” ซึ่งมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้

ข้อเสนอแนะ
     ข้อเสนอแนะแนวทางการนำผลการประเมินไปใช้
   1)  ด้านบริบทหรือสภาพแวดล้อมของโครงการ ควรให้ความรู้แก่ ผู้บริหาร ครูและบุคลากร และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเรื่องแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ว่ามีอะไรบ้าง อย่างชัดเจน
   2)  ด้านปัจจัยการดำเนินโครงการ ควรมีการจัดหางบประมาณ/แหล่งงบประมาณ จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมให้เพียงพอต่อความต้องการ
   3)  ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ ควรให้ความรู้ แก่ครูและบุคลากร และบุคคลที่จะเป็นผู้ประเมินผลกิจกรรมต่างๆ โดยใช้เทคนิคและวิธีการที่หลากหลาย อย่างต่อเนื่องและครบทุกกิจกรรม
   4)  ด้านผลผลิตของโครงการ ควรจัดทำบันทึกข้อตกลงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง, ควรกำหนดให้มีกิจกรรมการเฝ้าระวัง ภาวะการเจริญเติบโตของนักเรียน จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสมรรถภาพของผู้เรียน รวมถึงการปรับ “ลด-เพิ่ม” พฤติกรรมการบริโภคและไม่บริโภคของนักเรียน เพื่อให้มีพัฒนาการที่เจริญเติบโตสมวัย, และ                     ควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ครูและบุคลากรในโรงเรียนได้ออกกำลังกายอย่างน้อย สัปดาห์ละ 1-2 วัน หลังเลิกเรียน และทั้งยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่นักเรียนในการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
    5)  ด้านความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ  โรงเรียนจะต้องให้ความสำคัญในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางสังคมแก่นักเรียนเพิ่มมากขึ้น และควรจัดให้มีกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพให้กับบุคลากร ในโรงเรียนมากขึ้น และรวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพร่วมกับบุคลกรในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
      ข้อเสนอแนะสำหรับการปรับปรุงในการประเมินครั้งต่อไป
   1)  ควรศึกษาและใช้ รูปแบบหรือแนวทางอื่น ที่นอกเหนือจากการประเมินโครงการรูปแบบซิปป์ (CIPP Model) เพื่อเปรียบเทียบผลการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร ของโรงเรียนบ้านหนองพันทาสำหรับการพัฒนาโครงการต่อไป
   2)  ควรมีการศึกษาความต้องการในการส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนตามความคิดเห็นของนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน
   3)  ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะสุขภาพที่ดี กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองพันทาในปีต่อๆ ไป

Tags:
Guest
ตัวประกอบของจำนวนนับ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #138: 22 มิ.ย. 17, 08:42 น

ชื่อเรื่อง         การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ โดยใช้แบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียน  
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้ศึกษา      นางสาวมาเรียม  หลำดีน
ปีการศึกษา      2559

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบ ของจำนวนนับ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียน        ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนบ้านกาแลกุมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1 จำนวน 18  คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ
ผลการศึกษาพบว่า
      1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ สำหรับนักเรียน          ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับ 84.41/82.11 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
      2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ร้อยละ 51.66
      3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ อยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
โครงงาน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #139: 22 มิ.ย. 17, 11:05 น

บทคัดย่อ

โครงงาน   กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ชื่อเรื่อง      การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ในชีวิตประจำวัน
ชื่อผู้จัดทำ   1. เด็กชายภานุพงศ์ จันทาใส
   2. เด็กหญิงพิชญาวี  เจียมเจริญ
   3. เด็กชายทนาพร  ชิตนาภรณ์
อาจารย์ที่ปรึกษา       นางสาวณัฐจิกานต์  มาลาสิงห์
          นางสาวณิชกานต์   กลีบบัว
โรงเรียน      เทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร)  
เทศบาลนครสมุทรปราการ  อำเภอ เมือง   จังหวัด สมุทรปราการ  รหัสไปรษณีย์10270  
โทรศัพท์  02-395-1160  โทรสาร  02-702-5237  โทรศัพท์มือถือ 096-879-8720

การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในชีวิตประจำวันตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักการออมเงิน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ครู และผู้ปกครอง เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในชีวิตประจำวัน
   นักเรียน ครู และผู้ปกครอง คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6  ผู้ปกครองของนักเรียนที่เรียนอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6  และ ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 – เดือนมีนาคม 2560 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ สมุดบันทึกการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในชีวิตประจำวัน สมุดบัญชีการออมเงิน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ครู และผู้ปกครองที่มีต่อการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในชีวิตประจำวัน
   สรุปผลการศึกษา พบว่า นักเรียนจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในชีวิตประวันตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างถูกต้อง นักเรียนรู้จักการออมเงินไว้ใช้ในเวลาที่จำเป็น นักเรียน ครู และผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในชีวิตประจำวัน มีค่าเฉลี่ย 4.74 ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
นางรอฮานี หะแว
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #140: 1 ก.ค. 17, 15:22 น

ชื่อเรื่อง      รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ ชุดสนุกกับการสะกดคำ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

ผู้วิจัย      นางรอฮานี  หะแว

ตำแหน่ง   ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

บทคัดย่อ

   ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ ชุดสนุกกับการสะกดคำ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยยึดระบบการสอนของดิกส์และแครี่ (Dick and Carry) มาประยุกต์ใช้ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ จากนั้นได้นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา 2 ท่าน ด้านการวัดผล 2 ท่าน และด้านสื่อการสอน 1 ท่าน ตรวจสอบพร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะ เพื่อทำการปรับปรุงแก้ไข แล้วนำไปทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านพะปูเงาะ ตำบลเกะรอ อำเภอรามันจังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 18 คน เป็นเวลา 26 ชั่วโมง ชั่วโมงเรียนละ 50 นาที โดยผู้ศึกษาวิจัยมุ่งหวังคือ เมื่อนำไปใช้กับนักเรียนแล้ว มีนักเรียนจำนวนร้อยละ 80 สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์แต่ละข้อของหน่วยการเรียนได้อย่างน้อยร้อยละ 80 และนักเรียนทุกคนสามารถทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ยอย่างน้อยร้อยละ 80 มีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยประกอบด้วย 1) แบบฝึกเสริมทักษะ 2) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาวิจัยดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ ชุดสนุกกับการสะกดคำ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ ชุดสนุกกับการสะกดคำ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ ชุดสนุกกับการสะกดคำ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยผลของการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ พบว่า
นักเรียนสามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์แต่ละข้อของหน่วยการเรียนในแบบฝึกเสริมทักษะทั้ง 5 หน่วย โดยนักเรียนทุกคนสามารถทำแบบทดสอบก่อนเรียนรวมเฉลี่ยได้เท่ากับ 42.84 คะแนนทดสอบระหว่างเรียนรวมเฉลี่ยทั้งหมดได้เท่ากับ 87.18 % และนักเรียนทุกคนสามารถทำแบบทดสอบหลังเรียนรวมเฉลี่ยได้เท่ากับ 93.82 นั่นคือแบบฝึกเสริมทักษะ ชุดสนุกกับการสะกดคำ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นนี้ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 42.84 / 93.82 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

Tags:
Guest
ปิยวรรณ มัธยมนันทน์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #141: 1 ก.ค. 17, 17:18 น

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ
ชุดที่ 1 การเคลื่อนที่ในแนวระดับและแนวดิ่งแบบโพรเจกไทล์
วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ว31211 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
โดย นางปิยวรรณ มัธยมนันทน์

https://drive.google.com/file/d/0B4PpJXfrQrvhODZvUWVqbmFWS0U/view?usp=sharing

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #142: 2 ก.ค. 17, 20:46 น

ชื่อเรื่อง                      การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต โดยใช้รูปแบบ
                                     การเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
                  ปีที่ 2
ผู้วิจัย                   รัตติยา ภูบุญเติม
ปีที่ทำการวิจัย            2559
สถานที่วิจัย               โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์


บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต              ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  ประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้    ที่พัฒนาขึ้น  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของผู้เรียนและศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2559  โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 24  จำนวน  40  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อาหารกับ   การดำรงชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4  ตัวเลือก จำนวน 40  ข้อ มีค่าความยากง่าย (P) ตั้งแต่ 0.32 – 0.72 ค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.28 – 0.69 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89  และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาหารกับ       การดำรงชีวิต จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่  0.31 -0.67 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t - test (Dependent Sample) ผลการวิจัยพบว่า
   1.  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต มีประสิทธิภาพ 88.80/88.54                   ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (80/80)        
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
      3.  ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าเท่ากับ 0.7974 คิดเป็นร้อยละ 79.74
      4.  ความพึงพอใจของนักเรียนโดยรวมที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่        ในระดับมากที่สุด 

Tags:
Guest
รุจิเรข เฟื่องบางหลวง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #143: 6 ก.ค. 17, 18:46 น

ชื่อเรื่อง      การศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การสร้างคำ วิชาภาษาไทย 1 ท 21101 
              กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษาค้นคว้า   นางสาวรุจิเรข  เฟื่องบางหลวง
ปีการศึกษา   2559
   


บทคัดย่อ


การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อ  1) หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การสร้างคำ วิชาภาษาไทย 1 ท 21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้  เรื่อง การสร้างคำ วิชาภาษาไทย 1 ท 21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การสร้างคำ รายวิชาภาษาไทย 1 ท 21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์  อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2559 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาด้วยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้หน่วยการสุ่มเป็นห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่  1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การสร้างคำ รายวิชาภาษาไทย 1  ท 21101  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  จำนวน  4 ชุด  2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้  เรื่อง การสร้างคำ วิชาภาษาไทย 1  ท 21101  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  จำนวน 8  แผน  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างคำ วิชาภาษาไทย 1 ท 21101  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  จำนวน  40  ข้อ และ   4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนชุดกิจกรรมการเรียนรู้  เรื่อง   การสร้างคำ วิชาภาษาไทย 1  ท 21101  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

   ผลการศึกษาพบว่า                                                                                                                                               
   1.  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้  เรื่อง  การสร้างคำ วิชาภาษาไทย 1 ท 21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  81.21 / 81.95  ซึ่งมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  80/80 
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้  เรื่อง  การสร้างคำ วิชาภาษาไทย 1 ท 21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง  การสร้างคำ วิชาภาษาไทย 1 ท 21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ  4.11 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเฉลี่ย  เท่ากับ 0.62 ซึ่งมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก



Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #144: 13 ก.ค. 17, 14:35 น

ชื่อเรื่อง   รายงานการพัฒนาชุดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์
   ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา เพื่อพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก และพัฒนาการ
   ด้านสติปัญญา สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนบ้านปุ่งสหราษฎ์บำรุงผู้วิจัย   นางชุลีกร  จันทรโคตร         
ปีที่ศึกษา   2559

บทคัดย่อ
   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาชุดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานของประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2)พัฒนาชุดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา สำหรับเด็กปฐมวัย
ชั้นอนุบาลปีที่ 1 มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานของดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป
และ 3)  เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก และพัฒนาการด้านสติปัญญาของ
เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1  ระหว่างก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นเด็กนักเรียนชายหญิงอายุระหว่าง 4 – 5  ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ศูนย์เครือข่าย
โพนสามัคคี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 
ปีการศึกษา  2559  จำนวน 9 โรงเรียน จำนวน 9 ห้องเรียน จำนวน 204 คน  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นเด็กชาย-เด็กหญิง อายุระหว่าง 4-5  ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่  1  โรงเรียนบ้านปุ่งสหราษฎร์บำรุง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 38 คน  ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งผู้ศึกษาเชื่อมั่นว่าจะเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากรได้ ซึ่งกลุ่มประชากรมีความเป็นเอกพันธ์คล้ายคลึงและเหมือนกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด ประกอบด้วย 1) ชุดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  2) แบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก  และ 3) แบบสังเกตพัฒนาการด้านสติปัญญา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบที (t-test แบบ Dependent Samples)




   ผลการศึกษาค้นคว้าสรุปได้ดังนี้
      1.  ชุดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดทฤษฎี
พหุปัญญา มีค่าดัชนีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 82.78/87.25 มีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานดัชนีประสิทธิผลที่กำหนดไว้ที่ 80/80
      2.  ชุดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดทฤษฎี
พหุปัญญามีค่าดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index : E.I.) ที่มีต่อพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก และพัฒนาการด้านสติปัญญาเด็กปฐมวัย คิดเป็นร้อยละ 75.81 และ 71.80 ตามลำดับ มีค่าดัชนีประสิทธิผลรวมร้อยละ 73.81 ซึ่งมีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานดัชนีประสิทธิผลที่กำหนดไว้ร้อยละ 50
      3.  เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่ได้รับการเรียนรู้โดยการใช้ชุดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญามีพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      4.  เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่ได้รับการเรียนรู้โดยการใช้ชุดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญามีพัฒนาการด้านสติปัญญาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05








Tags:
Guest
วิไลวรรณ พิณพิมาย
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #145: 13 ก.ค. 17, 22:47 น

[

ชื่องานที่ศึกษา       รายงานการพัฒนาชุดการเรียนรู้  เรื่องกฎหมายน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้  
                              การงานอาชีพและเทคโนโลยี  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  
ผู้วิจัย                     วิไลวรรณ  พิณพิมาย
ปีการศึกษา            2560
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ  1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมาย
น่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน     ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่องกฎหมายน่ารู้     กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  3)  เพื่อศึกษา        ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง  กฎหมายน่ารู้  กลุ่มสาระ           การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในจำนวน 1  ห้องเรียน  จำนวน    40  คน  ที่เลือกเรียนวิชาเพิ่มเติม วิชากฎหมายพาณิชย์  ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposinve Sampling)  ซึ่งผู้วิจัยเป็นผู้สอนประจำวิชา  ทดลองใช้ชุดการเรียนรู้ในภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2558  ระยะเวลา 4  สัปดาห์ ๆละ 4  คาบ  รวมระยะเวลา 16  คาบ  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่  1)  ชุดการเรียนรู้ เรื่องกฎหมายน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโชคชัยสามัคคี อำเภอโชคชัย  จังหวัดนครราชสีมา จำนวน  8  ชุด  2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน ชุดเดียวกัน จำนวน  50   ข้อ  3)  แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้    ชุดการเรียนรู้ กฎหมายน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล   ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน  โดยใช้สูตร E1/E2  EI  และสถิติทดสอบที (t-test)  
ผลการศึกษา มีดังนี้
1.   ชุดการเรียนรู้เรื่อง กฎหมายน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และ
เทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยทดลองใช้กับนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้ผลประสิทธิภาพเท่ากับ 81.73/80.51  ตามลำดับซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหดไว้ 80/80
2.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน หลังจาก
ใช้ชุดการเรียนรู้เรื่องกฎหมายน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษา        ปีที่ 5  สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
             3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  อยู่ในระดับมาก  
size=medium][/size]

Tags:
 
Tags:
Guest
wichaya
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #146: 26 ก.ค. 17, 10:07 น

ชื่อเรื่อง          การพัฒนาการดำเนินงานเสริมสร้างวิถีประชาธิปไตยด้านคารวธรรมของนักเรียน
โรงเรียนเทศบาล  4  วัดนพวงศาราม สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี  จังหวัดปัตตานี
ผู้วิจัย      นางสาววิชญา  ชุติมากุล
ระยะเวลาในการวิจัย     ปีการศึกษา 2559

บทคัดย่อ

   การส่งเสริมให้เยาวชนมีคุณลักษณะที่เน้นประชาธิปไตยและวิถีตามระบบสังคมประชาธิปไตย  มิใช่เพียงเพื่อให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยเท่านั้น  แต่จะต้องปลูกฝังให้เกิดเป็น
วิถีชีวิตและซึมซับพฤติกรรมประชาธิปไตยจนเป็นนิสัยถาวร  สถานศึกษาจึงต้องจัดให้นักเรียนได้เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  การเคารพในสิทธิและหน้าที่
ของกันและกัน หรือเรียกว่า การอยู่ร่วมกันอย่างประชาธิปไตยการวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการดำเนินงานเสริมสร้างวิถีประชาธิปไตยด้านคารวธรรมของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4  
วัดนพวงศารามสังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี  จังหวัดปัตตานีโดยใช้การวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) 2 วงรอบแต่ละวงรอบใช้กระบวนการวางแผน(Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection)กลุ่มผู้ร่วมวิจัยมีจำนวน15คนได้แก่ผู้วิจัยและ
ผู้ร่วมวิจัยที่สมัครใจเข้าร่วมจำนวน  14คนกลุ่มเป้าหมายนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 จำนวน 107 คนและกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม จำนวน 35 คนโดยใช้กลยุทธ์ในการพัฒนาคือ
การประชุมแบบมีส่วนร่วมการมอบหมายงาน ประกอบด้วย  6   กิจกรรมดังนี้  กิจกรรมอบรม ท.4  เด็กดีมีคารวธรรมกิจกรรมวันสำคัญกิจกรรมข้อตกลงในห้องเรียนของเรากิจกรรมต้นกล้าประชาธิปไตยกิจกรรมหน้าเสาธงกิจกรรมสุดสัปดาห์  และการนิเทศ  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบบันทึกการประชุม  แบบสัมภาษณ์แบบสังเกตแบบบันทึกการนิเทศการตรวจสอบข้อมูลใช้เทคนิคแบบสามเส้า(Triangular  Technique)และนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าเชิงพรรณนา
ผลการวิจัยพบว่าการพัฒนาการดำเนินงานเสริมสร้างวิถีประชาธิปไตยด้านคารวธรรมของนักเรียนโดยดำเนินการ 2 วงรอบซึ่งในวงรอบที่  1 นี้ใช้กลยุทธ์ในการพัฒนาคือการประชุมแบบมีส่วนร่วมการมอบหมายงาน  เพื่อดำเนินการจัดกิจกรรมเสริมสร้างวิถีประชาธิปไตย
ด้านคารวธรรมของนักเรียนประกอบด้วย  กิจกรรมอบรม ท.4  เด็กดีมีคารวธรรม  กิจกรรม
วันสำคัญ  กิจกรรมข้อตกลงในห้องเรียนของเรา  กิจกรรมต้นกล้าประชาธิปไตยและการนิเทศ
หลังการพัฒนา  นักเรียนมีพฤติกรรมหยุดยืนตรงแสดงการเคารพเมื่อได้ยินเพลงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี  มีความสำรวมและตั้งใจในการทำกิจกรรมหน้าเสาธงมากขึ้น  นักเรียน
ส่วนใหญ่มีการแสดงความเคารพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  พูดจาสุภาพมากขึ้น  พูดจามีหางเสียง  
ไม่แซงคิว ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียนและข้อตกลงเพิ่มมากขึ้นแต่พบว่ายังมีนักเรียนบางคนไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  เพื่อให้การดำเนินการพัฒนาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย
จึงดำเนินการพัฒนาเสริมสร้างวิถีประชาธิปไตยด้านคารวธรรมของนักเรียนในวงรอบที่ 2 โดยใช้
กลยุทธ์การประชุมแบบมีส่วนร่วม การมอบหมายงาน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมวันสำคัญ   กิจกรรมต้นกล้าประชาธิปไตยกิจกรรมหน้าเสาธง   กิจกรรมสุดสัปดาห์   และการนิเทศผลการดำเนินการพัฒนาในวงรอบที่ 2  พบว่า นักเรียนมีพฤติกรรมที่แสดงถึงความเคารพในสถาบันชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์ได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ขัดต่อหลักศาสนา  นักเรียนทุกคนแสดงความเคารพผู้ปกครองและคุณครูนักเรียนพูดจาไพเราะไม่พูดคำหยาบ  นักเรียนทุกคนเข้าแถวเมื่อรอรับสิ่งของหรือเข้าแถวรอซื้อของ  โดยไม่แซงคิว ปฏิบัติตามกฎของโรงเรียน  นักเรียนมีพฤติกรรมพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เป็นที่ชื่นชมของครู  ผู้ปกครอง  และผู้ที่พบเห็น  ซึ่งในภาพรวมนักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นเป็นที่น่าพอใจและถือว่าบรรลุเป้าหมาย
โดยสรุปการพัฒนาการดำเนินงานเสริมสร้างวิถีประชาธิปไตยด้านคารวธรรมของ
นักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4  วัดนพวงศาราม  สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี  จังหวัดปัตตานีโดยใช้
กลยุทธ์การประชุมแบบมีส่วนร่วมการมอบหมายงาน ประกอบด้วย  6   กิจกรรมดังนี้  กิจกรรมอบรม ท.4  เด็กดีมีคารวธรรมกิจกรรมวันสำคัญกิจกรรมข้อตกลงในห้องเรียนของเรา  กิจกรรมต้นกล้าประชาธิปไตย  กิจกรรมหน้าเสาธง   กิจกรรมสุดสัปดาห์  และการนิเทศ   ช่วยให้บรรลุเป้าหมายคือนักเรียนมีการพัฒนาพฤติกรรมวิถีประชาธิปไตยในทุกเรื่อง ซึ่งทางโรงเรียนต้องมีการส่งเสริมและดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระบบต่อไป

Tags:
Guest
นายบรรเจิด แผ่พุ่มทรัพย์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #147: 27 ก.ค. 17, 14:26 น

ชื่อรายงาน      การใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  อัตราส่วนและร้อยละ 
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ชื่อผู้รายงาน      นายบรรเจิด  แผ่พุ่มทรัพย์
ปีที่ศึกษา         2559
_________________________________________________________________________
บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)  สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  อัตราส่วนและร้อยละ  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียน  โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระ        การเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ     แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
   กลุ่มตัวอย่าง  ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล  วัดช่องคีรีศรีสิทธิวราราม  สำนักการศึกษา  เทศบาลนครนครสวรรค์  อำเภอเมืองนครสวรรค์  จังหวัดนครสวรรค์  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 35 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ประกอบด้วย 1)  แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ 2)  แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  อัตราส่วนและร้อยละ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  วิชาคณิตศาสตร์  เรื่อง  อัตราส่วนและร้อยละ เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ  และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ  สถิติที่นำมาใช้  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ทดสอบสมมติฐานโดยใช้การทดสอบแบบทีกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน
   ผลการวิจัยพบว่า
   1.  แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพโดยรวม 82.41/82.33
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนโดยใช้  แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์      หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   3.  ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  อัตราส่วนและร้อยละ  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 

Tags:
Guest
แสงอรุณ  มโนมัยอุดม
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #148: 1 ส.ค. 17, 14:02 น

ชื่อเรื่อง    การประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพและปลอดภัยในพิบูลอุปถัมภ์
ผู้ศึกษาวิจัย   แสงอรุณ  มโนมัยอุดม
ปีการศึกษา      2558

บทคัดย่อ

   การประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพและปลอดภัยในพิบูลอุปถัมภ์โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลการประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพและปลอดภัยในพิบูลอุปถัมภ์และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครู นักเรียน กรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครองนักเรียนของโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ที่มีต่อการประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพและปลอดภัย  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูและ นักเรียนโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยและ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อโครงการส่งเสริมสุขภาพและปลอดภัย ของครู นักเรียน  การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

   ผลการวิจัยพบว่า
1.   ผลการประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพและปลอดภัยในพิบูลอุปถัมภ์ สรุปดังนี้
1.1 ด้านบริบท มีการดำเนินการวางแผน เพื่อกำหนดหลักการและวัตถุประสงค์ มีความสอดคล้องกัน กับแผนงานและโครงการสอดคล้องกับการส่งเสริมสุขภาพของทุกคนมีการกำหนดรูปแบบของการจัดทำโครงการส่งเสริมสุขภาพและปลอดภัยที่เหมาะสมกับสภาพโรงเรียน
1.2 ด้านปัจจัยนำเข้า มีการกำหนดนโยบายและวางแผนจัดกิจกรรมได้อย่างไรเหมาะสม มีการตั้งคณะกรรมการก่อนการดำเนินงาน มีการวางแผนเพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน มีการดำเนินการมอบหมาย มีความเหมาะสมกับบุคลากร
1.3 ด้านกระบวนการ มีการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับดำเนินงานตามโครงการเป็นปัจจุบัน แต่งตั้งคณะกรรมการประชุมวางแผนก่อนการดำเนินการงานอย่างเป็นขั้นตอนเหมาะสม กับสภาพปัจจุบัน มีการประชาสัมพันธ์ เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพทั้งในและนอกโรงเรียน
1.4 ด้านการดำเนินงาน ดำเนินกิจกรรมที่ปรากฏในแผน/โครงการอย่างมีความก้าวหน้าตามแผนที่วางไว้ ซึ่งแผนงาน/โครงการที่ทำขึ้นมีประโยชน์ต่อนักเรียนและครอบครัว และชุมชนเป็นอย่างยิ่ง ส่งเสริมสุขภาพร่างกายของและบุคลากรในโรงเรียนดีขึ้น
      2. ผลการประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพและปลอดภัยในพิบูลอุปถัมภ์ ตามความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาผู้ปกครองนักเรียน และนักเรียน สรุปได้ว่า โดยภาพรวมการผลการประเมินโครงการ ด้านกระบวนการ และด้านผลการดำเนินงาน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับดีมาก

Tags:
Guest
ยุทธพงษ์ วังนุราช
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #149: 7 ส.ค. 17, 20:45 น

ชื่อเรื่อง       การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทาง  
                คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   
ชื่อผู้วิจัย   นายยุทธพงษ์  วังนุราช
ปีที่วิจัย   2558
บทคัดย่อ
      การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)  เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2)  เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  3) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้น และ 4) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์” จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 35 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
   
   ผลการวิจัย พบว่า
   1. ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับบุคคลในศตวรรษที่ 21 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สภาพการจัดการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ต่ำ  สาเหตุมาจากวิธีการสอนของครูและจากการวิเคราะห์หลักการแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จึงได้ออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้
   2. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ทำให้ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ชื่อว่า  STARS Model มีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1) ศึกษาโจทย์ปัญหา ขั้นตอนที่ 2) แปลงข้อมูลในโจทย์ปัญหาเป็นสมการ ขั้นตอนที่ 3) หาคำตอบของโจทย์ปัญหา ขั้นตอนที่ 4) ทบทวนคำตอบ ขั้นตอนที่ 5) แลกเปลี่ยนแนวทางในการแก้ปัญหา
   3.  ผลการทดลองใช้รูปแบบ STARS Model พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05  
   4. ผลการประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก


   

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #150: 14 ส.ค. 17, 13:36 น

ชื่อเรื่อง   รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณและ
                การหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถม
                ศึกษาปีที่ 3
ผู้ศึกษา   นายกำพล  บุญรอด
ตำแหน่ง     ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนวัดโบสถ์(ศุภพิทยาคาร)
                สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2
ปีที่ศึกษา   พ.ศ. 2559                                      
                                                              
บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์   เรื่อง การคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3   ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80  2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณและการหาร  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนวัดโบสถ์(ศุภพิทยาคาร) อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2  ภาคเรียนที่  2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน  12  คน  ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย   1)  แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์     เรื่อง การคูณและการหาร  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 12 ชุด  2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 24 แผน ใช้ควบคู่กับแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์      ทั้ง 12 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณและการหาร กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30  ข้อ 4) แบบสอบถาม            วัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 ข้อ  


ผลการศึกษาพบว่า                                
1.  ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณและการหาร  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ  84.79/82.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
2.  ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01            
3.  ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจระดับมาก

Tags:
Guest
อัตราส่วนและร้อยละ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #151: 21 ส.ค. 17, 16:26 น

หัวข้อการศึกษา : การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ วิชาคณิตศาสตร์
(ค22101)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา
อาเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี
ชื่อผู้รายงาน : นางสาวสุทธิรัก ทัพรวย
กลุ่มสาระ : คณิตศาสตร์
ปีการศึกษา : 2559
บทคัดย่อ
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ
วิชาคณิตศาสตร์(ค22101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
มาตรฐาน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง
อัตราส่วนและร้อยละ วิชาคณิตศาสตร์(ค22101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา 3) เพื่อ
ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ วิชา
คณิตศาสตร์(ค22101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยากลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้
เป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 ห้อง 2/5
จานวน 37 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม
ข้อมูลแผนการจัดการเรียนรู้แบบฝึกทักษะ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ วิชาคณิตศาสตร์(ค22101) ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 จานวน 6 ชุด 18 คาบ แบบฝึกทักษะ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ วิชาคณิตศาสตร์(ค22101) ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 2 จานวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง
อัตราส่วนและร้อยละ วิชาคณิตศาสตร์(ค 22101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4
ตัวเลือก สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความสอดคล้อง (IOC) ค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ E1 /E 2 ค่าความยาก
ง่าย (p) หาค่าอานาจจาแนก (r) หาความเชื่อมั่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่า t – test
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ วิชาคณิตศาสตร์(ค22101) ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 มีประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเท่ากับ 85.01/81.31 โดยมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้ คือ
80/80
2. เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 23.38 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.66 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน
เฉลี่ยเท่ากับ 48.78 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.95 มีค่าการพัฒนาร้อยละ42.34 ซึ่งนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทุกเรื่อง และมีค่าร้อยละของ การพัฒนาสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ
25 ทุกเรื่อง
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจหลังจากใช้แบบฝึกทักษะแบบฝึกทักษะ เรื่องอัตราส่วน
และร้อยละ วิชาคณิตศาสตร์(ค22101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.49 อยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #152: 27 ส.ค. 17, 09:41 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ของนักเรียน
      ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่)
ผู้วิจัย      นางจุไรรัตน์  รัฐภูมิภักดิ์
ปีการศึกษา   2559

   การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ของนักเรียนชั้นอนุบาล
ปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่) ให้มี ประสิทธิภาพ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ประกอบ
การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่) 3) เปรียบเทียบคุณธรรม จริยธรรม ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่) เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเนื้อหาสาระในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ซึ่งจัด การเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 ใช้เวลาในการจัดกิจกรรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 ครั้ง รวม 25 ครั้ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่) ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม (Sampling Unit) มาจำนวน 1 ชั้นเรียน จำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่)แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่) แบบประเมินก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และแบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติแบบไม่อิสระและแบบอิสระ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการพัฒนาพบว่า
   1. ประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.39/86.80 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้
   2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่) มีค่าเท่ากับ 0.7422 หรือคิดเป็นร้อยละ 74.22
   3. นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่) มีคะแนนการประเมินหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ1
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #153: 27 ส.ค. 17, 10:13 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรม Jurairut Model          เพื่อส่งเสริมความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้                   ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่)      
ผู้วิจัย      นางจุไรรัตน์  รัฐภูมิภักดิ์
ปีการศึกษา   2559      
                                 
   การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรม Jurairut Model เพื่อส่งเสริมความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ในประเด็นต่อไปนี้ 2.1) เปรียบเทียบความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ 2.2) ศึกษาพัฒนาการของความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ในช่วงระหว่างเรียน 2.3) ศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในกระบวนการคิด     และพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 3) เพื่อขยายผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาล        ปีที่ 2 เวิเคราะห์ข้อมูลโดยการ  หาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติแบบไม่อิสระและแบบอิสระ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการพัฒนาพบว่า
   1. กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรม Jurairut Model เพื่อส่งเสริมความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบเชิงหลักการและวัตถุประสงค์ องค์ประกอบเชิงกระบวนการ และองค์ประกอบเชิงเงื่อนไข การนำไปใช้ กระบวนการเรียนการสอน 8 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 เตรียมพร้อม (J : Jaunty) ขั้นที่ 2 สังเกต (u : unearth) ขั้นที่ 3 ให้นิยาม     (r : restrict) ขั้นที่ 4 เชื่อมโยง (a : affect) ขั้นที่ 5 สร้างสรรค์ (i : imagine) ขั้นที่ 6 ถ่ายทอด              (r : relay) ขั้นที่ 7 ฝึกฝน (u : use) ขั้นที่ 8 สรุป (t : terse) ผลการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ           5 คน ได้ค่าความเหมาะสม/สอดคล้อง มีค่าเฉลี่ย ("X"  ̅) ตั้งแต่ 4.60 - 4.80 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ตั้งแต่ 0.43 - 0.55 ซึ่งแสดงว่ากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรม Jurairut Model เพื่อส่งเสริมความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม/สอดคล้องเชิงโครงสร้าง สามารถนำไปทดลองใช้ได้และหาประสิทธิภาพ (E1/E2) โดยการทดลองภาคสนาม (Field Tryout) ได้ค่าประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้โดยภาพรวมเท่ากับ 82.64/84.33 ซึ่งยอมรับในสมมติฐาน ข้อที่ 1
   2. หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรม (Jurairut Model)             เพื่อส่งเสริมความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาล        ปีที่ 2 นักเรียนมีความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งยอมรับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2
   3. ความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้พัฒนาขึ้นในระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรม Jurairut Model เพื่อส่งเสริมความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีการพัฒนาขึ้นซึ่งยอมรับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 3
   4. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรม (Jurairut Model) เพื่อส่งเสริมความสามารถในกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้              ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ความเห็นด้วยในระดับมากที่สุด ("X"  ̅ = 4.69, S.D. = 0.25) ในด้านนักเรียนได้ฝึกกระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้โดยการชี้แนะของครู รวมทั้งฝึกด้วยตนเองและฝึกกับเพื่อนในระดับมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และมีความเห็นว่านักเรียนได้ทบทวนความรู้เดิมที่จำเป็นต้องใช้เชื่อมโยงในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ในระดับมากที่สุดเป็นอันดับสุดท้าย ซึ่งยอมรับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 4   

Tags:
Guest
ครูตุ้ม
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #154: 30 ส.ค. 17, 16:01 น

ชื่อเรื่อง           รายงานการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายของเรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนตำบลบ้านแป้น
ชื่อผู้รายงาน   นราพร  พุทธิมา
ชื่อหน่วยงาน   โรงเรียนตำบลบ้านแป้น
                     สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1
ปีที่ศึกษา   2559

บทคัดย่อ

                    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายของเรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนตำบลบ้านแป้น เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายของเรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนตำบลบ้านแป้น และเพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนตำบลบ้านแป้นที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายของเรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนตำบลบ้านแป้น ตำบลบ้านแป้น อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 จำนวน 22 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง  ร่างกายของเรา    ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  จำนวน 7 ชุด คู่มือประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง  ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน  1 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียน มี  4  ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม จำนวน  10  ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ  ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () และร้อยละ
ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้  
   1. ผลการหาประสิทธิภาพของของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม ระหว่างใช้ชุดกิจกรรม(E1) เท่ากับ ร้อยละ 85.65 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และหลังใช้ชุดกิจกรรม (E2) เท่ากับร้อยละ 85.76 ดังนั้นประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม (E1/E2) เท่ากับ 85.65/85.76 ซึ่งตามเกณฑ์       ที่กำหนดไว้ 80/80
   2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนโดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6 โรงเรียนตำบลบ้านแป้น พบว่า คะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน โดยนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ย 13.36               คิดเป็นร้อยละ 44.55 และคะแนนเฉลี่ย 25.73 คิดเป็นร้อยละ 85.76 จากคะแนนเต็ม 30 โดยมีคะแนนความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12.36 คิดเป็นร้อยละ 41.21
   3. ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม  การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายของเรา อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.54



Tags:
Guest
พุสดี บ้อหนา
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #155: 14 ก.ย. 17, 12:21 น

เรื่องที่ศึกษา   การพัฒนาผลการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน
   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง
ผู้ศึกษา      นางสาวพุสดี  บ้อหนา
ปีการศึกษา   2559
บทคัดย่อ
   การศึกษานี้ มุ่งพัฒนาการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน
สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้จัดทำ  ขึ้นเพื่อ
1)เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐานสาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80:80  2)เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้
ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง และ 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ โดยทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีแบบยกกลุ่ม (cluster sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2/1 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต ปีการศึกษา 2559 จำนวน 26 คน สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย
   1.แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชานาฏศิลป์ รหัสวิชา ศ22104 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2559 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
   2.เอกสารประกอบการเรียน ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
   3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน   ปีการศึกษา 2559 จำนวน 30 ข้อ
   4.แบบประเมินวัดระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน          ปีการศึกษา 2559 จำนวน 15 ข้อ ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์


   ผลการศึกษาพบว่า
   1.เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2559 เป็นเอกสารประกอบการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ โดยมี E1/E2 เท่ากับ 81.35/80.19 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80
   2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังมีการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2559 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ สูงกว่าก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ โดยหลังใช้ชุดเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระ   การเรียนรู้นาฏศิลป์ มี 22.62 (S.D.= 1.79) และก่อนการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ มี  =15.23 (S.D.=1.68) โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
   3.ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2559       ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ ซึ่งมีการประเมิน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา  ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  ด้านสื่อนวัตกรรม และด้านการวัดและประเมินผล  พบว่า การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุดในทุกด้าน ( =4.60) คือ ด้านเนื้อหาของชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ย คือ =4.58 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ย คือ =4.68 ด้านสื่อนวัตกรรม คือ =4.65 และด้านการวัดและประเมินผล คือ =4.50
   โดยสรุป เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสมต่อการเรียนการสอนนาฏศิลป์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อระบบการเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ชุดนี้ ดังนั้นจึงควรสนับสนุนให้ครูนำเอกสารประกอบการเรียนชุดนี้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชานาฏศิลป์ต่อไป

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #156: 14 ก.ย. 17, 12:30 น

เรื่องที่ศึกษา   การพัฒนาผลการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน
   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง
ผู้ศึกษา      นางสาวพุสดี  บ้อหนา
ปีการศึกษา   2559
บทคัดย่อ
   การศึกษานี้ มุ่งพัฒนาการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน
สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้จัดทำ  ขึ้นเพื่อ
1)เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐานสาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80:80  2)เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้
ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง และ 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ โดยทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีแบบยกกลุ่ม (cluster sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2/1 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต ปีการศึกษา 2559 จำนวน 26 คน สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย
   1.แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชานาฏศิลป์ รหัสวิชา ศ22104 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2559 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
   2.เอกสารประกอบการเรียน ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
   3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน   ปีการศึกษา 2559 จำนวน 30 ข้อ
   4.แบบประเมินวัดระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน          ปีการศึกษา 2559 จำนวน 15 ข้อ ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์


   ผลการศึกษาพบว่า
   1.เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2559 เป็นเอกสารประกอบการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ โดยมี E1/E2 เท่ากับ 81.35/80.19 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80
   2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังมีการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2559 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ สูงกว่าก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ โดยหลังใช้ชุดเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระ   การเรียนรู้นาฏศิลป์ มี 22.62 (S.D.= 1.79) และก่อนการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ มี  =15.23 (S.D.=1.68) โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
   3.ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนถลางพระนางสร้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2559       ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ ซึ่งมีการประเมิน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา  ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  ด้านสื่อนวัตกรรม และด้านการวัดและประเมินผล  พบว่า การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุดในทุกด้าน ( =4.60) คือ ด้านเนื้อหาของชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ย คือ =4.58 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ย คือ =4.68 ด้านสื่อนวัตกรรม คือ =4.65 และด้านการวัดและประเมินผล คือ =4.50
   โดยสรุป เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด นาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสมต่อการเรียนการสอนนาฏศิลป์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อระบบการเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ชุดนี้ ดังนั้นจึงควรสนับสนุนให้ครูนำเอกสารประกอบการเรียนชุดนี้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชานาฏศิลป์ต่อไป

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงาน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #157: 3 พ.ย. 17, 04:07 น

ชื่อเรื่อง       รายงานการใช้บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
      เรื่อง การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์
      รายวิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง22241
      สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้รายงาน      ศศิณัฏฐ์  แก้วเนตร 

   รายงานการใช้บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รายวิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง22241 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ที่ศึกษา คือ
         1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รายวิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา
ง22241 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
   2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รายวิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง22241 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2    
        3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รายวิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง22241 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2    
   ผลการวิจัยพบว่า
   1. บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รายวิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง22241 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้สอนจริงภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 มีประสิทธิภาพ E1/E2 ของนักเรียน เท่ากับ 86.67/85.29 และนั่นคือ บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รายวิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง22241 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้
        2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รายวิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง22241 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.02 คะแนน และหลังเรียน คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.32 คะแนน ดังนั้นคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  
         3. ความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รายวิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง22241 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่าโดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.72 และเมื่อพิจารณารายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน

Tags:
Guest
นางโชติกา อโนต๊ะ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #158: 19 พ.ย. 17, 20:20 น

ชื่อเรื่อง      รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชุด ทศนิยมน่ารู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
บ้านปวง
ชื่อผู้รายงาน   นางโชติกา   อโนต๊ะ  
สถานที่ศึกษา   โรงเรียนบ้านปวง   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน  เขต  2
ปีการศึกษา   2559

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์                            ชุด ทศนิยมน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชุด ทศนิยมน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  3) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์                            ชุด ทศนิยมน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75  และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชุด ทศนิยมน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ นักเรียนชั้นที่ปี่ 5  โรงเรียนบ้านปวง สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 8 คน       ซึ่งเป็นห้องที่ผู้รายงานเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระคณิตศาสตร์  ระยะเวลาที่ใช้ศึกษา ได้แก่ พฤศจิกายน  ถึง  มกราคม  2560  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ
1) แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปวง  จำนวน 7 เล่ม
2) แผนการจัดการเรียนรู้ ชุด ทศนิยมน่ารู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนบ้านปวง  อำเภอทุ่งหัวช้าง  จังหวัดลำพูน  จำนวน 17    แผน
3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 5  และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 5    โรงเรียนบ้านปวง  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมน่ารู้  โดยภาพรวมมีค่า E1/E2 86.23/88.97 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 75/75
1. ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 5 โดยคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แสดงว่านักเรียนมีพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทศนิยม สูงขึ้นจริง
2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมน่ารู้  อยู่ในระดับพอใจมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 4.74


Tags:
Guest
สุดารัตน์ พิสิทธิ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #159: 10 ธ.ค. 17, 15:42 น

ชื่อเรื่อง                 รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่อง ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
ผู้ศึกษา                   นางสุดารัตน์  พิสิทธิ์
ตำแหน่ง            ครู  วิทยฐานะ  ครูชำนาญการ
สถานศึกษา          โรงเรียนคำแสนวิทยาสรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู
ปีการศึกษา         2560
บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้วัตถุประสงค์ ได้แก่ (1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่อง ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่อง ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่อง ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ และ (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่อง ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต       ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนคำแสนวิทยาสรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 31 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่อง ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  จำนวน 8 ชุด (2) แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่อง ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต                ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 8 แผน ใช้เวลาสอน 20 ชั่วโมง (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่อง ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน t-test
   สรุปผลการศึกษา พบว่า
   1.   ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่อง ดุลยภาพ       ของสิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เท่ากับ 82.22/81.21 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานตั้งไว้          คือ 80/80 โดยทุกเล่มมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานตั้งไว้
   2.   ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้        โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่อง ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เท่ากับ 0.7452
   3.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่อง ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   4.   ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่อง         ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.62

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #160: 12 ธ.ค. 17, 14:35 น

ชื่อเรื่อง  : การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น โดยการจัดการเรียนรู้
              แบบร่วมมือเทคนิค STAD
ผู้วิจัย  :  นางเกษร  ศรีจำปา  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
       โรงเรียนนารายณ์คำผงวิทยา อำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์
      สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33, สุรินทร์
ปีที่ศึกษา  :  2560

บทคัดย่อ

    การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 
2) หาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน หลังจากการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ภาคเรียนที่ 1 
ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนนารายณ์คำผงวิทยา อำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33, สุรินทร์ จำนวน 37 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) รูปแบบการศึกษาแบบ One Group Pretest Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย  1)  แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น
2)  แผนการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น 3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น เวลาที่ใช้ในการทดลอง จำนวน 24 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test dependent)
   ผลการศึกษา พบว่า 
    1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น โดยการจัด
การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีค่าเท่ากับ 81.14/81.22 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 
2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น
โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีค่าเท่ากับ 0.6828 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 68.28
   3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

    4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD พบว่าโดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดหนึ่งด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากสามด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ 1) ด้านเนื้อหา 2) ด้านรูปแบบของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ และ 3) ด้านการวัดผลประเมินผล เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่ามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 10 ข้อ และ
มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 15 ข้อ







Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #161: 19 ธ.ค. 17, 22:02 น

บทคัดย่อ

ชื่อผลงาน      การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ
                   BBL (Brain-Based Learning)
เรื่อง             การแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ และการบวก ลบระคน 
                   กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย           นางธิดา  มหายศนันท์
ตำแหน่ง      ครู  วิทยฐานะครูชำนาญการ
สถานศึกษา    โรงเรียนเทศบาลท่าอิฐ สังกัดกองการศึกษา
                   เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์   
ปีที่วิจัย          2559

              การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์  1)  เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ BBL (Brain-Based  Learning)  เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ และการบวก ลบระคน  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ตามเกณฑ์ 80/80  2)  เพื่อเปรียบเทียบ  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ BBL (Brain-Based  Learning)  เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ และการบวก ลบระคน  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วย
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ BBL (Brain-Based  Learning)  เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ และการบวก ลบระคน  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนเทศบาลท่าอิฐ  สังกัดกองการศึกษา  เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์  ภาคเรียนที่ 2   ปีการศึกษา 2559  จำนวน 34  คน  ได้มาโดยใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)  โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่ 
1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ BBL (Brain-Based  Learning)  เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ และการบวก ลบระคน  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  จำนวน 8 ชุด 
2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนและแบบทดสอบท้ายชุดกิจกรรม  3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ BBL (Brain-Based  Learning)  เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ และการบวก ลบระคน  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม E1/E2  ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  ร้อยละ และการทดสอบค่าทีแบบ Dependent  group  t-test    ผลการวิจัยพบว่า

             1.  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ BBL (Brain-Based  Learning)  เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ และการบวก ลบระคน  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ  84.85/82.93  เป็นไปตามเกณฑ์  80/80
             2.  การเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ BBL (Brain-Based  Learning)  เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ และการบวก ลบระคน  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
             3.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ BBL (Brain-Based  Learning)  เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ และการบวก ลบระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมาก   

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #162: 24 ธ.ค. 17, 13:22 น

ชื่อเรื่อง      รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC เรื่อง Reading Comprehension.  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ 22102
โรงเรียนวัดหญ้าไทร(ราษฎร์ประสิทธิ์)
ผู้รายงาน      นางสาวประภาพร  ผาจันทร์
ปีการศึกษา      2559

บทคัดย่อ

การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง  โดยใช้รูปแบบ  One  Group  Pretest- Posttest  Design มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC เรื่อง Reading Comprehension.  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ 22102  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80                2 ) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC                      เรื่อง Reading Comprehension.  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ 22102 3)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC เรื่อง Reading Comprehension.  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ 22102  4)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่มี          ต่อแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC เรื่อง Reading Comprehension.  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน  อ 22102 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดหญ้าไทร(ราษฎร์ประสิทธิ์) ภาคเรียนที่ 2             ปีการศึกษา  2559   จำนวน 13  คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)              เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC เรื่อง Reading Comprehension.  เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่  1) แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC เรื่อง Reading Comprehension.  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ 22102   จำนวน 6  เล่ม  2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด  4  ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ  3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC เรื่อง Reading Comprehension.  ดำเนินการทดลองโดยให้กลุ่มตัวอย่างทดสอบก่อนเรียน แล้วจึงให้เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC เรื่อง Reading Comprehension.  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชา ภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ 22102  เมื่อเรียนจบแล้วให้นักเรียนทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแล้วจึงนำผลไปวิเคราะห์และทดสอบสมมติฐาน สถิติที่ใช้                         ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test)   

ผลการศึกษา พบว่า
1.  แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC เรื่อง Reading Comprehension. สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน           อ 22102  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.66/82.50
2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC                     เรื่อง Reading Comprehension.  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ  0.7362  แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียน คิดเป็นร้อยละ  73.62
 3.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC                 เรื่อง Reading Comprehension. สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ 22102   มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทางสถิติที่ระดับ .01
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิค CIRC เรื่อง Reading Comprehension. สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ 22102  โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #163: 5 ม.ค. 18, 10:49 น

การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง รำวงมาตรฐาน ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง รำวงมาตรฐาน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง รำวงมาตรฐาน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังของนักเรียนที่จัดการเรียนรู้ประกอบการใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง รำวงมาตรฐาน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง รำวงมาตรฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1โรงเรียนอนุบาลตรังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน
1 ห้องเรียน 45 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง รำวงมาตรฐาน จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก 40 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง รำวงมาตรฐาน แบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทีแบบอิสระ
   ผลการพัฒนาพบว่า
   1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5 เรื่อง รำวงมาตรฐานในภาพรวมมีความสอดคล้องโดยมีค่า IOC เท่ากับ 0.94
   2. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5 เรื่อง รำวงมาตรฐาน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 90.79/89.00
   3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ประกอบการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง รำวงมาตรฐานมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง
รำวงมาตรฐานโดยรวมอยู่ในระดับมาก ("X"  ̅ = 4.16, S.D = 0.11)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #164: 17 ม.ค. 18, 14:20 น

ชื่อผลงานทางวิชาการ   รายงานการพัฒนาและการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์

เรื่อง ลำดับและอนุกรม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ผู้จัดทำ   นายกฤษณะ พฤกษ์ศรีรัตน์

การศึกษา   วท.บ. คณิตศาสตร์

โรงเรียน   ยูงทองพิทยาคม

ปีการศึกษา   2560


บทคัดย่อ


การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 51 คน โรงเรียนยูงทองพิทยาคม อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 7 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ลำดับและอนุกรม จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ จำนวน 10 ข้อ ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้

1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.08/82.88

ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ลำดับและอนุกรม หลังเรียน

( x̄ = 24.86 , S.D. = 0.75) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ( x̄ = 10.73 , S.D. = 2.25)

3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้น 0.7335 คิดเป็นร้อยละ 73.35

4. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ที่สร้างขึ้นพบว่า โดยภาพรวมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( x̄ = 4.71 , S.D. = 0.44)

Tags:
Guest
นายเศรษฐา สลางสิงห์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #165: 20 ม.ค. 18, 14:08 น

ผลการใช้ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์  เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนคำสร้อยพิทยาสรรค์  จังหวัดมุกดาหาร
ชื่อผู้ศึกษา   นายเศรษฐา  สลางสิงห์
ปีที่ศึกษา  2560
บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  75/75   2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์  เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2/5  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนคำสร้อยพิทยาสรรค์ จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 41 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ จำนวน 8  เล่ม  2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18  แผน  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก  จำนวน 30 ข้อ และ 4)  แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ จำนวน 10 ข้อ  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า
1.ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ มีประสิทธิภาพ  78.58/80.65
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ อยู่ในระดับมากที่สุด (X = 4.80)
[/size]

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #166: 25 ม.ค. 18, 15:34 น

ชื่อผู้รายงาน   :นางสาวแสงเพ็ญ  ศรีพอ
ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนเทศบาลบ้านเขาเต่า เทศบาลเมืองหัวหิน
ปีที่รายงาน    :2560


บทคัดย่อ

   การศึกษา เรื่อง การใช้แผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ โดยการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ 5–6 ปี) มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โดยการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ 5 – 6 ปี) โดยให้นักเรียนจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 มีคะแนนตั้งแต่ร้อยละ 75 ขึ้นไป เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่  3  ปีการศึกษา 2560 ของโรงเรียนเทศบาลบ้านเขาเต่า สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองหัวหิน จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ 1)แผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ โดยการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ 5–6 ปี)จำนวน 3 หน่วย                 การเรียนรู้ ได้แก่ หน่วยต้นไม้แสนรัก หน่วยดอกไม้สดสวย หน่วยผักและผลไม้ เป็นเวลา 3 สัปดาห์    2)แบบทดสอบพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ (3) อายุ 5 - 6 ปี จำนวน 25 ข้อ โดยนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
   ผลการศึกษาพบว่า  
   การใช้แผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ โดยการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ 5–6 ปี) มีผลการทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ โดยการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ 5–6 ปี) จำนวน 30 คน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 100 มีจำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งมีผลคะแนนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ 5 – 6 ปี) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.00 คิดเป็นร้อยละ 92 จำแนกทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ 5 – 6 ปี) คือ ทักษะการเปรียบเทียบมีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.9 คิดเป็นร้อยละ 97  ทักษะการเรียงลำดับ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.7 คิดเป็น 95 ทักษะการนับจำนวนและรู้ค่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.5 คิดเป็นร้อยละ 90  ทักษะการสังเกต มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.6 คิดเป็นร้อยละ 92 ทักษะการสังเกต มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดเท่ากับ 4.3 คิดเป็นร้อยละ 86  ซึ่งผลการพัฒนาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ คือ มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 มีคะแนนตั้งแต่ร้อยละ 75 ขึ้นไป

Tags:
Guest
นางอุราพร ธุระแพง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #167: 27 ม.ค. 18, 19:07 น

ชื่อเรื่อง         รายงานผลของการใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการ
                                เรียนรู้บรรยากาศ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
                                สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 
ชื่อผู้ศึกษา         นางอุราพร  ธุระแพง  ตำแหน่ง ครูชำนาญการ
ปีที่ทำการศึกษา      พ.ศ. 2559

                                        บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้บรรยากาศ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ
การเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2559  กลุ่มโรงเรียนศูนย์เครือข่ายสถานศึกษาลำห้วยโทงสหวิทยา จำนวน 6  โรงเรียน นักเรียนทั้งหมด 107  คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2559  โรงเรียนบ้านส้งเปือย ศูนย์เครือข่ายสถานศึกษาลำห้วยโทงสหวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3  จำนวน 1  ห้องเรียน นักเรียนจำนวน
20  คน ได้มาโดยเทคนิคการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) กลุ่มนี้ได้มีการคละผู้เรียนเก่ง ปานกลาง อ่อนแล้ว ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 7  เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12  แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียน ชนิดเลือกตอบ
4  ตัวเลือก จำนวน 30  ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่าย 0.27  ถึง 0.73  ค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.27  ถึง 0.54  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.88  และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5  ระดับ จำนวน 15  ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test  ชนิด (Dependent Samples)
   ผลการศึกษาพบว่า
      บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้บรรยากาศ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 78.21/77.83  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปสูงกว่าก่อนเรียนอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป อยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #168: 27 ม.ค. 18, 23:10 น

ชื่อเรื่อง    รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายสำคัญของประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้ศึกษา       นางเยาวภา  หนูอินทร์
หน่วยงาน    โรงเรียนบ้านปล่องเหลี่ยม ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร
สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร
ปีที่รายงาน   2560

บทคัดย่อ

   การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายสำคัญของประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายสำคัญของประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายสำคัญของประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม                    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 3) เพื่อวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมจัดการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายสำคัญของประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนบ้านปล่องเหลี่ยม ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร จำนวนนักเรียน 27 คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรม                การเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายสำคัญของประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 17 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง   กฎหมายสำคัญของประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 60 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายสำคัญของประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าที (t)
   ผลการศึกษา พบว่า
1.   ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายสำคัญของประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 84.47/82.22 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ตั้งไว้
2.   นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายสำคัญของประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทาง             การเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01
      3.   ความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายสำคัญของประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมมีความพึงพอใจในระดับมาก (  = 2.76, S.D. = 0.39)



Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #169: 3 ก.พ. 18, 23:28 น

  บทคัดย่่อ
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง พัฒนาการสดใสสมวัย
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้รายงาน วุฒิศักดิ์  บุญคง 
ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านประดาเจ็ดรัง
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1
ปีการศึกษา 2559

บทคัดย่อ
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง พัฒนาการสดใสสมวัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง พัฒนาการสดใสสมวัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อศึกษา              ความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง พัฒนาการสดใสสมวัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านประดาเจ็ดรัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559  จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง พัฒนาการสดใสสมวัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  จำนวน 8  เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบ การเรียน  เรื่อง  พัฒนาการสดใสสมวัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 
1.ผลการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง พัฒนาการสดใสสมวัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.59/85.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2.ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง พัฒนาการสดใสสมวัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3.ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง พัฒนาการสดใสสมวัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  อยู่ในระดับมากที่สุด (  = 4.55/  = 0.49)

Tags:
Guest
พรรธิภา
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #170: 8 ก.พ. 18, 12:49 น

ชื่อเรื่อง         การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม
หน่วยการเรียนรู้ อนุพันธ์ของฟังก์ชัน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  
ผู้วิจัย      นางสาวพรรธิภา  โชติช่วง
ปีการศึกษา   2559

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนา และหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม หน่วยการเรียนรู้  อนุพันธ์ของฟังก์ชัน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6     2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอน วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม หน่วย การเรียนรู้  อนุพันธ์ของฟังก์ชัน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม หน่วยการเรียนรู้ อนุพันธ์ของฟังก์ชัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม หน่วยการเรียนรู้ อนุพันธ์ของฟังก์ชัน ประชากร ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2  ที่เลือกเรียนแผนการเรียนคณิตศาสตร์–ภาษา โรงเรียนประชาพัฒนศึกษา อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียน  ที่ 2  ปีการศึกษา 2559  จำนวน 1 ห้อง มีนักเรียน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) เครื่องมือที่ใช้  คือ  1) ชุดการสอนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม รหัสวิชา ค33204 หน่วยการเรียนรู้ อนุพันธ์ของฟังก์ชัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  จำนวน 12 ชุด  2) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม รหัสวิชา ค33204 หน่วยการเรียนรู้ อนุพันธ์ของฟังก์ชัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  จำนวน 12 แผน  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ อนุพันธ์ของฟังก์ชัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ  มีค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.45-0.90  ค่าความยากง่าย ระหว่าง 0.25-0.75 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.94  และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อชุดการสอนมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating  Scale)  มีค่า  IOC  ระหว่าง 0.45 - 0.81 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย  ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่าที (Dependent Samples, t-test) ในการวิจัยครั้งนี้ใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบ ก่อนเรียน และหลังเรียน (One Group Pretest-Posttest  Design)

   ผลการวิจัยพบว่า
   1.  ชุดการสอน  หน่วยการเรียนรู้  อนุพันธ์ของฟังก์ชัน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  ที่ผู้วิจัยได้ พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ  85.98/84.33 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพที่ตั้งไว้ คือ 75/75  
   2.  ชุดการสอน  หน่วยการเรียนรู้  อนุพันธ์ของฟังก์ชัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  มีค่าดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้เท่ากับ  0.7299  หรือคิดเป็นร้อยละ 72.99
   3.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอน หน่วยการเรียนรู้ อนุพันธ์ของฟังก์ชัน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   4.  ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม  เมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอน หน่วยการเรียนรู้ อนุพันธ์ของฟังก์ชัน  มีค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 4.03 เมื่อเทียบกับเกณฑ์อยู่ในระดับพอใจมาก



Tags:
Guest
จารุภัทร ประเสริฐ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #171: 3 มี.ค. 18, 19:22 น

ชื่อผลงาน   รายงานการพัฒนาชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง Flash สุดหรรษา รายวิชา คอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ 2 รหัสวิชา ง22204 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้รายงาน   นายจารุภัทร ประเสริฐ
หน่วยงาน   โรงเรียนสุรนารีวิทยา ๒ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต 31
ปีการศึกษา   2559
บทคัดย่อ
   รายงานการพัฒนาชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง Flash สุดหรรษา รายวิชา คอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ 2 รหัสวิชา ง22204 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษา    ปีที่ 2 เล่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง Flash สุดหรรษา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง Flash สุดหรรษา 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลในการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง Flash สุดหรรษา และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง Flash สุดหรรษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 ในภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนสุรนารีวิทยา ๒ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 30 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่หาได้โดยการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ ชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง Flash สุดหรรษา  รายวิชา คอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ 2 รหัสวิชา ง22204 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 8 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง Flash สุดหรรษา จำนวน 11 แผนการจัดการเรียนรู้ เวลา 22 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง Flash สุดหรรษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพของชุดการสอนสื่อประสม ค่าดัชนีประสิทธิผล และค่าทดสอบที
ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง Flash สุดหรรษา มีค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 ทั้งหมดทุกเรื่อง โดยมีค่าเฉลี่ยทั้ง 8 เรื่อง คือ 85.06/82.50 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง Flash สุดหรรษา มีค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนในทุกเรื่อง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ค่าดัชนีประสิทธิผลในการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง Flash สุดหรรษา มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6881 หมายถึง เมื่อนักเรียนได้เรียนด้วยชุดการสอนสื่อประสมนี้แล้ว  นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนมากขึ้นคิดเป็นร้อยละ 68.81 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง Flash สุดหรรษา โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (  = 4.32) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 5 ข้อ และที่เหลือมีระดับความ พึงพอใจเป็นระดับมากทุกข้อ

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #172: 4 มี.ค. 18, 10:36 น

บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง การพัฒนาและใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
 ผู้ศึกษาค้นคว้า นางนาดียา   ยามา
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
โรงเรียนบ้านเกล็ดแก้ว  อำเภอยะหา  จังหวัด ยะลา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2
ปีที่พิมพ์ 2560
การพัฒนาและใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1.  เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5       ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
3.  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเกล็ดแก้ว  อำเภอยะหา  จังหวัดยะลา   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต  2  ปีการศึกษา 2560  จำนวน 35 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้
จำนวน 18 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน หลังเรียน
และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่องเศษส่วน
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปได้ว่า
1 แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่องเศษส่วน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.33/82.86   สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้
2  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องเศษส่วน หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่องเศษส่วน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่องเศษส่วน อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ย (X-bar = 4.58)และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S = 0.21)

Tags:
Guest
วิชิตา หัตถกอง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #173: 7 มี.ค. 18, 11:00 น

บทคัดย่อ

ชื่อผลงาน   :   ผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด เกษตรน่ารู้ หนูๆ ก็ทำได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้วิจัย   :   นางวิชิตา  หัตถกอง
กลุ่มสาระ   :   กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร)
ปีการศึกษา   :   2558


การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติมชุดเกษตรน่ารู้หนูๆ ก็ทำได้ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ต่อการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด เกษตรน่ารู้ หนูๆ ก็ทำได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) 
   ประชากร ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนห้วยส้านพลับพลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558  จำนวน 19 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive  Sampling)
     เครื่องมือที่ใช้ในในการศึกษาครั้งนี้มีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาดังนี้ หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด เกษตรน่ารู้ หนูๆ ก็ทำได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  แบ่งออกเป็น 7 เรื่อง  7  เล่ม  แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 9 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 30  คะแนน ใช้สำหรับเป็นแบบทดสอบทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมค่าสถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนที่ได้จากการทดสอบที่ได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัย พบว่า 
1. ประสิทธิภาพของประสิทธิภาพ(E1)หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด เกษตรน่ารู้ หนูๆ ก็ทำได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  พบว่า ประสิทธิภาพของคะแนนระหว่างเรียนหรือกระบวนการ (E1) เท่ากับ 86.27 ประสิทธิภาพผลลัพธ์หรือคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน(E2)เท่ากับ 84.39  แสดงว่ามีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ประสิทธิภาพ(E1)หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด เกษตรน่ารู้ หนูๆ ก็ทำได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของนักเรียนก่อนเรียนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.68 และคะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.32 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียน  เมื่อเปรียบเทียบเกณฑ์กับคะแนนหลังสอบของนักเรียนพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนหลังเรียนสูงก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ ด้วยประสิทธิภาพ(E1)หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด เกษตรน่ารู้ หนูๆ ก็ทำได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โดยภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก( = 4.25 ,  = 0.65 ) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด เรียงตามลำดับ  3 ข้อแรก ดังนี้  หนังสืออ่านเพิ่มเติมทำให้การเรียนน่าสนใจยิ่งขึ้น (  = 4.53, . = 0.70)  รองลงมาได้แก่ การใช้ภาพและตัวอักษรเหมาะสมกับเนื้อหา( = 4.42,  = 0.61) หนังสืออ่านเพิ่มเติมมีภาพประกอบ น่าสนใจ รูปแบบ สวยงาม(  = 4.37 ,= 0.68)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #174: 7 มี.ค. 18, 11:11 น

บทคัดย่อ

ชื่อผลงาน   :   ผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด เกษตรน่ารู้ หนูๆ ก็ทำได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้วิจัย   :   นางวิชิตา  หัตถกอง
กลุ่มสาระ   :   กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร)
ปีการศึกษา   :   2558


การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติมชุดเกษตรน่ารู้หนูๆ ก็ทำได้ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ต่อการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด เกษตรน่ารู้ หนูๆ ก็ทำได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) 
   ประชากร ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนห้วยส้านพลับพลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558  จำนวน 19 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive  Sampling)
     เครื่องมือที่ใช้ในในการศึกษาครั้งนี้มีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาดังนี้ หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด เกษตรน่ารู้ หนูๆ ก็ทำได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  แบ่งออกเป็น 7 เรื่อง  7  เล่ม  แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 9 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 30  คะแนน ใช้สำหรับเป็นแบบทดสอบทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมค่าสถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนที่ได้จากการทดสอบที่ได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัย พบว่า 
1. ประสิทธิภาพของประสิทธิภาพ(E1)หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด เกษตรน่ารู้ หนูๆ ก็ทำได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  พบว่า ประสิทธิภาพของคะแนนระหว่างเรียนหรือกระบวนการ (E1) เท่ากับ 86.27 ประสิทธิภาพผลลัพธ์หรือคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน(E2)เท่ากับ 84.39  แสดงว่ามีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ประสิทธิภาพ(E1)หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด เกษตรน่ารู้ หนูๆ ก็ทำได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของนักเรียนก่อนเรียนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.68 และคะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.32 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียน  เมื่อเปรียบเทียบเกณฑ์กับคะแนนหลังสอบของนักเรียนพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนหลังเรียนสูงก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ ด้วยประสิทธิภาพ(E1)หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด เกษตรน่ารู้ หนูๆ ก็ทำได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โดยภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก( = 4.25 ,  = 0.65 ) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด เรียงตามลำดับ  3 ข้อแรก ดังนี้  หนังสืออ่านเพิ่มเติมทำให้การเรียนน่าสนใจยิ่งขึ้น (  = 4.53, . = 0.70)  รองลงมาได้แก่ การใช้ภาพและตัวอักษรเหมาะสมกับเนื้อหา( = 4.42,  = 0.61) หนังสืออ่านเพิ่มเติมมีภาพประกอบ น่าสนใจ รูปแบบ สวยงาม(  = 4.37 ,= 0.68)














Tags:
Guest
ครูกรรณิการ์ โพธิ์ทอง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #175: 10 มี.ค. 18, 12:06 น

ชื่อเรื่อง       รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษา
                 อังกฤษ รายวิชาภาษาอังกฤษ 5 รหัสวิชา อ23101  ชั้นมัธยมศึกษา
                 ปีที่ 3
ผู้ศึกษา       นางสาวกรรณิการ์  โพธิ์ทอง      
ปีการศึกษา   2559

บทคัดย่อ

       การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ รายวิชาภาษาอังกฤษ 5  รหัสวิชา อ23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75   2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ รายวิชาภาษาอังกฤษ 5  รหัสวิชา อ23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  การอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ  รายวิชาภาษาอังกฤษ 5  รหัสวิชา อ23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน    ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ รายวิชาภาษาอังกฤษ 5  
รหัสวิชา อ23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2  ภาคเรียนที่  1             ปีการศึกษา 2559  โรงเรียนบัวใหญ่  อำเภอบัวใหญ่  จังหวัดนครราชสีมา  สำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา  จำนวน  35  คน  ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive selection)
   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบไปด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ จำนวน 8 เรื่อง  แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ จำนวน 8 แผน  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษจำนวน 30 ข้อ ที่ผ่านการตรวจสอบหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา  ค่าความยากง่าย           ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษที่ผ่านการตรวจสอบหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและค่าความเชื่อมั่น  สถิติที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ค่าร้อยละ (percentage)  ค่าเฉลี่ย (arithmetic mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation)  ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ ตามเกณฑ์มีประสิทธิภาพ 75/75 (E1/E2)  และ  t-test(dependent samples)

ผลการศึกษาพบว่า
   1. นักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ รายวิชาภาษาอังกฤษ 5  รหัสวิชา อ23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพของกระบวนการหรือค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.43  และค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์หรือค่าเฉลี่ยร้อยละของแบบทดสอบหลังเรียนเท่ากับ 80.57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75
2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ รายวิชาภาษาอังกฤษ 5  รหัสวิชา อ23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ  0.66 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  คือไม่ต่ำกว่า  0.50
   3. นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ รายวิชาภาษาอังกฤษ 5  รหัสวิชา อ23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05
   4.  นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ รายวิชาภาษาอังกฤษ 5  รหัสวิชา อ23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดโดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  4.78

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #176: 18 มี.ค. 18, 14:21 น

ชื่องานวิจัย   การพัฒนาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ เรื่อง เงินและการ
                บันทึกรายรับรายจ่าย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3      
                โรงเรียนบ้านระวี   โดยใช้แบบฝึกทักษะ
ผู้วิจัย         นายศรีนคร   นัยนิตย์
ปีที่วิจัย   2560

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง เงินและการบันทึก รายรับรายจ่าย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านระวี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  75/75    2)  เปรียบเทียบผลการเรียนรู้  กลุ่มสาระคณิตศาสตร์  เรื่อง  เงินและการบันทึกรายรับรายจ่ายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3 โรงเรียนบ้านระวี   ก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ  
3)  ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านระวี ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ  เรื่อง เงินและการบันทึกรายรับรายจ่าย   
กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนบ้านระวี  ภาคเรียนที่  1  ปีการ ศึกษา   2560  จำนวน  7  คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive  Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกทักษะ เรื่อง เงินและการบันทึกรายรับรายจ่ายจำนวน  12  ชุด  แบบทดสอบท้ายแบบฝึกทักษะ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความยากง่าย (p) ตั้งแต่  0.20 – 0.80  ค่าอำนาจจำแนก (r)  ตั้งแต่  0.20–1.00   และแบบสอบถามวัดความ    พึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย  t-test (Dependent)
   ผลการวิจัยพบว่า
        1.  แบบฝึกทักษะ  เรื่อง  เงินและการบันทึกรายรับรายจ่าย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่  3  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ  79.52/ 78.10   เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
   2.  ผลการเรียนรู้หลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ  เรื่อง  เงินและการบันทึกรายรับรายจ่าย    สูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ  23.43  คิดเป็นร้อยละ 78.10  คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ  14.71  คิดเป็นร้อยละ  49.03  มีผลการพัฒนาเฉลี่ยเท่ากับ  8.72  คิดเป็นร้อยละ 29.07
   3.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ  เรื่อง เงินและการบันทึกรายรับรายจ่าย  อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด   มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ  4.63

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #177: 21 มี.ค. 18, 23:11 น

ชื่อเรื่อง   การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 
ผู้ศึกษาค้นคว้า   สุชาวินี  คลองตะเคียน     
ปีที่ทำการศึกษา   2560

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายดังนี้  1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะ              การอ่านจับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ที่มีประสิทธิภาพ        ตามเกณฑ์ 80 / 80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้           แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ            3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่าน
จับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านถ้ำพริก                 อำเภอนครไทย  จังหวัดพิษณุโลก  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2560  จำนวน 16 คน  โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (purposive  sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่  แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ จำนวน 7 ชุด 
2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ 
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ  และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  จำนวน 10 ข้อ  สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล  คือ  ค่าเฉลี่ย ( )  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ (E1 / E2)   และการทดสอบค่าที (t – test แบบ dependent)
ผลการวิจัยพบว่า
1.   แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5     
ที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ (E1 / E2)  เท่ากับ  84.78 / 83.24  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนด
2.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่าน
จับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  สูงกว่า  ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01

3.   ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ในภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ในระดับมากที่สุด  ( = 4.58, S.D. = 0.18) 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #178: 21 มี.ค. 18, 23:17 น

ชื่อเรื่อง   การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 
ผู้ศึกษาค้นคว้า   สุชาวินี  คลองตะเคียน     
ปีที่ทำการศึกษา   2560

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายดังนี้  1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะ              การอ่านจับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ที่มีประสิทธิภาพ        ตามเกณฑ์ 80 / 80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้           แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ            3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่าน
จับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านถ้ำพริก                 อำเภอนครไทย  จังหวัดพิษณุโลก  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2560  จำนวน 16 คน  โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (purposive  sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่  แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ จำนวน 7 ชุด 
2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ 
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ  และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  จำนวน 10 ข้อ  สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล  คือ  ค่าเฉลี่ย ( )  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ (E1 / E2)   และการทดสอบค่าที (t – test แบบ dependent)
ผลการวิจัยพบว่า
1.   แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5     
ที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ (E1 / E2)  เท่ากับ  84.78 / 83.24  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนด
2.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่าน
จับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  สูงกว่า  ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01

3.   ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ในภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ในระดับมากที่สุด  ( = 4.58, S.D. = 0.18) 

Tags:
Guest
ขอเผยแพร่ผลงาน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #179: 23 มี.ค. 18, 17:35 น

บทคัดย่อ


เรื่อง   รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการแต่งกลอนสุภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้วิจัย      นางสาวพิชญ์กานต์หางนาค
ตำแหน่ง      ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ
จังหวัดสมุทรปราการ
ระยะเวลาที่ทำการศึกษาภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา2559


การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1)เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการแต่งกลอนสุภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ตามเกณฑ์ 80/80 2)เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการแต่งกลอนสุภาพกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่องสมุทรปราการท้องถิ่นของเราชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 23)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแต่งกลอนสุภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่องสมุทรปราการท้องถิ่นของเราชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2และ 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแต่งกลอนสุภาพกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่องสมุทรปราการท้องถิ่นของเราชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
   กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะการแต่งกลอนสุภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สมุทรปราการท้องถิ่นของเราแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการแต่งกลอนสุภาพกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่า t- test

ผลการศึกษาพบว่า
1.   แบบฝึกทักษะการแต่งกลอนสุภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สมุทรปราการ
ท้องถิ่นของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ E1/E2 = 83.70/84.22 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
2.   ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการแต่งกลอนสุภาพ กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2เท่ากับ 0.7418 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหรือคิดเป็นร้อยละ 74.18เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้


3.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแต่งกลอน
สุภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
4.   นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแต่งกลอนสุภาพ กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีค่าเฉลี่ย 4.35  ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้


Tags:

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7
ตอบ
ชื่อ:
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้