หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 17

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สงกรานต์สิงคโปร์ 2014 ชาวเน็ตไทยดราม่า  (อ่าน 26478 ครั้ง)
Guest
มันเหนื่อยใจไหม!
เรทกระทู้
« ตอบ #225 เมื่อ: 23 เม.ย. 14, 12:55 น »
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

q*061 และหากอยากจะให้ประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวแล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ทำลายมวลอากาศให้เสียหาย ประเทศไทยมีทะเลล้อมรอบและทะเลแวดล้อมไปด้วยสิ่งสกปรกคราบน้ำมันปกปิดความสวยงามนั้นได้ ประเทศไทยมีป่าไม้ที่สวยงามแต่ก็ปล่อยให้มีการลุกล้ำตัดต้นไม้ ฆ่าสัตว์ป่า ทำลายวงจรของอาหารไทยที่มีอยู่ครบทุกอย่างที่จะสืบทอดต่อลูกหลานในอนาคตนั้นได้ แต่ก็ขาดคนที่จะดูแลและที่แย่มันก็เป็นคนไทยที่กระสันต์อยากจะต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมซึ่งมันก็คงจะโง่งั่งเพราะทั้งอาเซียนก็จะมีแต่การแข่งขันชิงชัย แต่มีสถานที่แห่งไหนบ้างไหมที่จะเป็นพื้นที่สีขาว เมืองสีขาวที่รองรับเอาพวกมีตัณหามาพักผ่อนหย่อนใจคลายเครียดกันนั้นได้ และอย่างที่บอกก็คือประเทศไทยเพลงชาติไทยเขาก็โก่งคอร้องกันทุกวันว่าไทยนั้นรักสงบ แต่ในประเทศมันก็เตรียมแต่จะรบราฆ่าฟันกันนั้นได้มันสวนทางกันแท้ ๆ ที่แน่ ๆ ก็มีแต่พวกคนไทยหัวใจรักต่างชาติภาษาที่อยากจะให้เขาพัฒนาให้ประเทศตัวเองขาดความเป็นไทย นี่หรือคือคนหัวใจรักชาติไทยที่มันก็สวนทางอีกนั่นแหละเพราะมันเกิดบนแผ่นดินไทยแท้ ๆ แต่หาได้รักชาติบ้านเกิดของพวกมันกันนั้นได้ อยากจะกระสันต์ไปแข่งขันกับชาติมหาอำนาจแต่ไม่ดูกำพืดภายในชาติว่าดินแดนที่สูญเสียไปมันเกิดจากสาเหตุอันใดไม่ โง่หรือฉลาดกันแน่แต่ที่แน่ ๆ โง่มากกว่าจะบอกเอาไว้ให้ ที่จะไม่คิดเก็บรักษาของมีค่าที่ดีที่สุดในโลกนี้คือที่ประเทศไทยเอาไว้ให้เป็นมรดกที่โลกจะทึ่งและเป็นมรดกของลูกหลานไทย คิดผิดคิดใหม่ได้น๊ะยังไม่สาย เพราะโง่มักมาก่อนฉลาดเสมอแต่ฉลาดในทางที่โง่ที่ช่วยเหลืออะไรมิได้ เมื่อมีบทเรียนให้เรียนรู้จากข่าวสารต่าง ๆ ทั่วโลกแล้วไม่คิดวิเคราะห์ให้เข้าวิถีไทยก็ไม่รู้ว่าการที่ศึกษาเล่าเรียนมาจะมีประโยชน์อันใด เพราะมันหาได้เอาวิชาความรู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์กับประเทศตนเองนั้นได้ แต่กลับนำความรู้ที่เล่าเรียนมายอมตกเป็นขี้ข้าให้ต่างชาติภาษาได้ประโยชน์สูงสุดนั้นได้ q*027

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิด น๊ะ คิด
เรทกระทู้
« ตอบ #226 เมื่อ: 23 เม.ย. 14, 13:06 น »
 

q*061 และที่โง่ไปยิ่งกว่านั้น มันก็ยังไม่มองว่าตัวมันจะแก่หรือเป็นผู้สูงวัยในอนาคตนั้นความต้องการของมันคืออะไร คือตัวตัณหาตลอดเวล่ำเวลาหรืออย่างไร ไม่คิดถึงความสุขสบายที่จะกระทำไว้รองรับตัวเองกันในตอนที่เป็นคนแก่นั้นบ้างหรืออย่างไร มันคิดไม่เป็นไงคิดแต่ว่าข้าจะวิ่งไปข้างหน้าชนิดที่ว่าเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ก็คิดแบบคนโง่ ๆ ไง แล้วเห็นบทเรียนหรือยังที่อเมริกามันงั่งวิ่งชนหน้าผาเกือบจะตกหน้าผาตาย แต่ก็ยังไม่หายโง่อีกน๊ะยังจะวิ่งตามอเมริกาไปอีกน๊ะ แต่ข้าคงไม่ เพราะว่าไม่ได้เป็นนกอินทรีย์ที่บินแต่หาเหยื่อไปตามที่ต่าง ๆ ชนิดที่ไม่หยุดไม่หย่อนนั้นได้ อีกหน่อยมันบินแบบนี้ปิกมันคงจะหักนี่เพราะไปเจอนายพรานคนเก่งที่เก่งกว่าตัวเองนั้นได้ และนี่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งกาจแต่อย่างใด แต่คาดเดาได้ว่าชาติมหาอำนาจเยี่ยงอเมริกาจะไม่เหลืออะไรหากยังทำหน้าที่เบียดเบียนทั่วโลกอย่างนี้จะไม่เหลืออะไร เพราะเวรกรรมมันมีและก็ปรากฏแล้วที่ประเทศอเมริกาแล้วไซร้ แต่ก็ยังหาได้หยุดยั้งคิดไม่ ก็นี่แหละตัณหาทำให้เป็นไป สำหรับประเทศไทยก็คิดสิว่าอยากจะวิ่งตามตัณหาหรือว่าจะหยุดอยู่แค่ทุกวันนี้กันนั้นได้ q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #227 เมื่อ: 23 เม.ย. 14, 21:35 น »
 

ประเทศญี่ปุ่นมีการวางแผนนำผู้สูงอายุ มาตั้งนิคมผู้สูงอายุที่เชียงใหม่รัฐบาลเป็นผู้จัดการให้เสร็จเพื่อประชากรของเขาเมื่อตอนแก่ เลี้ยงดูอย่างดี ส่วนประชากรผู้สูงอายุของเราก็ตัวใครตัวมันตายข้างถนนไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐช่วยจัดการในเรื่องเหล่านี้ครับ คิดแต่ตัวใครตัวมัน หาใครที่ทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินยากมากเลยส.ส.ที่ปชช.ขอความช่วยเหลือก็ไม่มีใครช่วยได้ปล่อยให้ตายไปทีละคนๆครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #228 เมื่อ: 23 เม.ย. 14, 21:40 น »
 

คุณจูกัสเป็นคนรักชาติรักแผ่นดินเกิด ผมยังไม่เคยเห็นใครเหมือนคุณที่เป็นห่วงชาติและแผ่นดินนี้เช่นคุณฯคุณมีจิตอาสามีสามัญสำนึกรักแผ่นดินมากกว่าใครทั้งหมดผมถึงคุยกับคณได้มานานและมีจิตอาสาเช่นกันครับอยากจะเห็นสิ่งดีๆเกิดขึ้นมาบนผืนแผ่นดินไทยนี้ให้เป็นอารยะเช่นบ้านเมืองอื่นที่เจริญครับ ได้แต่คิดเเต่ทำไม่ได้ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #229 เมื่อ: 23 เม.ย. 14, 21:52 น »
 

คนไทยถูกทอดทิ้งมานานแสนจะหาผู้ใดมารับช่วงต่ออย่างนี้ได้ ทุกคนนั้นเห็นแก่ตัว ตัวใครตัวมัน หาผู้นำที่จริงใจรักประชาชนได้แสนยาก อย่างงมเข็มในมหาสมุทร หารัฐบุรุษที่จิตเป็นโพธิสัตว์ที่จะคอยช่วยเหลือมวลชนอย่างจริงใจนั้นหาได้ยากยิ่งครับ คนดีเก็บตัวเงียบหายไปกับสายลม คนดีกลายพันธุ์ไปหมดแล้วครับ หรือมีแค่คุณคนเดียวเพียงเท่านั้นครับ ผมพิมพ์ข้อความมาพร้อมน้ำตามันไหลออกมาเองครับ มันเจ็บปวดเหลือเกิน หาคนดีในชาติมาช่วยชาติบ้านเมืองได้ยากยิ่งครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อย่าร้องไห้!
เรทกระทู้
« ตอบ #230 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 09:18 น »
 

q*064เนื้อเพลง ดอกไม้ให้คุณ
ขับร้องโดย : แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์

ขอมอบ ดอกไม้ ในสวน นี้เพื่อมวล ประชา
จะอยู่ แห่งไหน จะใกล้ จะไกล จนสุดขอบฟ้า
ขอมอบ ความหวัง ดั่งดอกไม้ ผลิ
สด ไสว งาม ตา

เป็นกำลังใจ ให้ คุณ เป็นกำลังใจ ให้ เธอ
เป็นสิ่งเสนอ ให้ มา

ดวงตะวัน ทอ แสง มิถอยแรง อัปรา
เป็น เปลวไฟที่ไหม้ นาน
เป็น สายธารที่ชุ่ม ป่า เป็น แผ่นฟ้า ทาน ทน

ดวงตะวัน ทอแสง มิถอย แรง อัปรา
เป็น เปลวไฟที่ไหม้ นาน
เป็น สายธารที่ชุ่ม ป่า เป็น แผ่นฟ้า ทาน ทน

ขอมอบ ดอกไม้ ในสวน ให้หอมอบอวล สู่ ชน
จงสบ สิ่ง หวัง ให้สม ตั้งใจ ให้คลาย หมอง หม่น
ก้าว ต่อไป ตราบชีวิต สุด ดุจ กระแส ชล

เป็นกำลังใจ ให้ คุณ
เป็นกำลังใจ ให้ เธอ
เป็นสิ่งเสนอ ให้ คุณ
เป็นกำลังใจ ให้ คุณ
เป็นกำลังใจ ให้ เธอ
เป็นสิ่งเสนอ ให้ คุณ
เป็นกำลังใจ ให้ คุณ
เป็นกำลังใจ ให้ เธอ
เป็นสิ่งเสนอ ให้ คุณ
เป็นกำลังใจ ให้ คุณ
เป็นกำลังใจ ให้ เธอ
เป็นสิ่งเสนอ ให้ คุณ... q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สู้เข้าไป...
เรทกระทู้
« ตอบ #231 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 09:27 น »
 

q*064อย่าร้องไห้ไปเลยน๊ะเพื่อนแก้ว
ไทยคงแคล้วคลาดได้ด้วยใจหวัง
ขอส่งกำลังใจให้ก่อเกิดเป็นพลัง
มุ่งสู่หวังวันใหม่ด้วยใจจริง

เราต้องสร้างสรรค์ปัญญาขึ้นมาใหม่
คงไม่สายเกินไปในทุกสิ่ง
ขอให้มีความรักแท้อันแน่จริง
ก็จะชนะในทุกสิ่งที่เป็นมาร

รักใดใดจะยิ่งใหญ่เท่ารักชาติ
ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยประสาน
ให้เกิดสุขทุกทิวาราตรีกาล
ให้ใช้ใจประสานซึ่งความดี

คงจะเกิดผลดีเข้าสักวัน
ความมุ่งมั่นหวังธำรงในวิถี
ให้คนไทยอยู่คู่ชาติปฐพี
ผืนแผ่นดินถิ่นนี้เป็นของเรา

อันชาติใดมารุกรานคิดผลาญญาติ
คือคนไทยนี้องอาจไม่ขลาดเขลา
เพียงแต่เรามีเมตตาเหมือนเป็นเงา
ถูกเขาหลอกให้เขลาเบาปัญญา

ขอให้มีสติอันตั้งมั่น
คิดทุกวันหาทางแก้ปัญหา
สักวันหนึ่งคงบรรลุซึ่งเจตนา
ไทยทั่วหล้าคงพบสุขหมดทุกข์เอย. q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ถูกหลอกใช้!
เรทกระทู้
« ตอบ #232 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 09:40 น »
 

q*061โลกใบนี้ก็เปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่
คนในบ้านคนใดสร้างปัญหา
ก็เห็นมีแต่ญี่ปุ่นอเมริกา
ที่สร้างสรรค์ปัญหามาให้ไทย

อันบ้านเมืองญี่ปุ่นพวกยุ่นนี้
ก็จะชี้มีแผ่นดินอันสั่นไหว
อีกไม่ช้าคงไม่เหลือในสิ่งใด
จึงแสวงหาแผ่นดินใหม่ให้อยู่ดี

ส่วนอเมริกาก็บ้าเป็นที่หนึ่ง
ไม่พอซึ่งน้ำมันปั่นเหลือที่
ไปที่ไหนก็สั่นไหวทั่วปฐพี
ยิ่งอยู่ที่แผ่นดินไทยไหวทุกวัน

แต่คนไทยไม่ฉลาดอย่างที่คิด
โง่ประดิษฐ์คิดชั่วอย่างสร้างสรรค์
ทำลายชาติตัวเองเฝ้าโรมรัญ
ยกประเทศให้อ้ายกันมันอยุ่ดี

ก็แค่นี้แหละปัญหาในชาติไทย
คืออ้ายกันอ้ายยุ่นไงให้รู้สิ
อ้ายสองชาติอยากผงาดเป็นไพรี
เฝ้าต่อตีคนไทยให้ตีกัน

คงสนุกสุขแสนกับพวกมัน
มันคงนั่งขำขันสมานฉันท์
คืออะไรไม่เข้าใจไทยตื้นตัน
พวกคิดสั้นคิดไม่ไกลคือใครเอย. q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
บัญชีกรรม!
เรทกระทู้
« ตอบ #233 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 10:50 น »
 

q*061จะโทษใครไหนอื่นก็ไม่ได้
ก็คนไทยบางจำพวกยังแข็งขืน
ความโลภมากทำไทยยากจะยั่งยืน
ไทยสะอื้นไม่เว้นวันมันทำไทย

ไปนำพานักลงทุนพวกยุ่นกา
มานำพาความยุ่งยากที่ยิ่งใหญ่
อุตสาหกรรมนำไทยได้อย่างไร
เกษตรกรรมนำไทยใช่ไหมเรา

ก็อย่างนี้ไทยป่นปี้ทุกข์ไปหมด
เศร้ากำสรดเพราะคนไทยมันขลาดเขลา
คิดอย่างเดียวเอาเงินมาให้เรา
แต่ก็เศร้าเงินเราหรือเงินใคร

เพราะว่าเงินที่ได้หายไปไหน
อยู่คลังไทยมากไหมนี่จริงไหม
แล้วเงินนี้มันไปชี้ที่คนใด
รวยมากมายกว่าคลังไทยให้คิดกัน

แล้วอย่างนี้คนไทยได้อะไร
คือกำไรที่จะได้น่าขำขัน
มันไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ความบรรลัยคือกำไรนั้นผลาญชาติไทย

ก็ให้คิดกันเถิดหนาพวกบ้าตัณหา
ถึงเวลาคิดบัญชีกันบ้างไหม
ว่าเงินนี้ไปตกอยู่กับผู้ใด
คิดบัญชีกันใหม่ดีไหมเอย. q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #234 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 12:43 น »
 

ผมว่ามันเป็นเวรกรรมของประเทศที่หาคนดีที่เสียสละมาช่วยสร้างชาติขึ้นใหม่ไม่ได้ รอจนวิบากกรรมหมดแล้วชาติไทยของเราก็จะดีขึ้น ความหวังที่หวังเอาไว้...ก็ไม่รู้อีกเมื่อไหร่..ต้องรอกันต่อไปครับ...ขอบคุณที่ให้กำลังใจและมอบดอกไม้มาให้ครับ..เนื้อเพลงช่างกินใจเหลือเกินครับ..ตอนนี้ได้แต่ปล่อยวางนั่งสมาธิและทำจิตให้สงบอยู่ครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #235 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 12:46 น »
 

คุณจูกัสไม่ทราบว่าอายุเท่าไหร่ครับถึง 60 ปีหรือยังครับ คำพูดและเนื้อบทความที่ลงนั้นเป็นผู้มีเหตุผลและสามารถนำไปปฎิบัติได้เลยครับเป็นกุนซือหรือที่ปรึกษาทางด้านการพัฒนาประเทศในทุกด้านได้เลยครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #236 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 13:17 น »
 

ทำงานวิชากา่รสอนหนังสือรึไม่เพราะมีข้อมูลมากมายเหลือเกิน และเป็นประโยชน์มากครับ หากใครขึ้นมาได้นำปัญหาต่างๆที่เราคุยกันนำไปพัฒนาประเทศได้เลยครับ แต่จะมีใครสนใจที่เราพูดกันครับ เราเป็นเพียงจุดเล็กๆ 2 จุดเพียงเท่านั้นครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #237 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 13:19 น »
 

คนมาดูเพียง 8 พันครั้งยังน้อยนิดหากเข้ามาอ่านสั 60 ล้านครั้งก็ถือว่าสำคัญคุณกับผมคุยกันมีคนเข้ามาอ่านมากมายครับ...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เงอะ ๆ
เรทกระทู้
« ตอบ #238 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 14:44 น »
 

q*061 ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดที่กำลังต่อตีกันนี้ ให้ไปถามประชาชนทั้งสองฝ่ายก็จะตอบตรงกันที่อยากจะได้ความสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย ความสุขคืออะไรก็คงจะรู้คือเงินตราที่จะนำมาซึ่งความสุขนั้นไซร้ ความเสมอภาคกันนั้นก็คือให้มีความสุขอย่างเท่าเทียมกันต่างหากในประเทศไทย แล้วถามว่าเงินตรานั้นน่ะที่ได้มาหากมาเฉลี่ยเป็นความสุขให้ทั่วถึงกันกับประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยนั้นก็คงเป็นความสุขอย่างหฤหันต์ไม่ใช่สุขแต่คนเดียวเท่านั้นแล้วมาย้อนถามว่า ร้อนกันบ้างไหมประชาชนคนไทย แล้วถามว่าใครล่ะทำให้คนไทยร้อนลุ่มกลุ้มใจอยู่ทุกวันนี้กันได้

ร้อนอันใดก็ไม่เท่ากับร้อนอยู่ภายในจิตใจของคนที่คิดร้ายต่อชาติและประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่ได้สร้างเวรกรรมกับคนไทยและประเทศไทยผู้นั้นก็จะค้นหาความสุขอันแท้จริงไม่ ขนาดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็หาได้นำพาความสุขมาให้กับประชาชนคนไทย แล้วตายไปคิดหรือว่าประชาชนคนใดเขาจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ในโลกแห่งวิญญาณนั้น คงไม่มีวันเป็นไปได้ จะมีใครเขากราบไหว้ไหมที่เขาจะสร้างเป็นอนุสาวรีย์แล้วพอถึงครบปีที่ทำความดีมีใครเขาจะคิดถึงไหม ไม่คิดถึงข้อนี้บ้างหรือที่จะมีแต่ความคิดร้ายฝังอยู่ภายในจิตใจ คงยังไม่ถึงเวลาที่จะพบพาบรรลุซึ่งจุดสุดยอดแห่งปัญญาคงจมปรักอยู่กับตัณหาอย่างชนิดที่หาทางออกคงไม่ได้

สำหรับผู้มีปัญญาเขาแสวงหาทางออกไว้หมดทุกทิศทุกทางแล้วแต่ยังแน่แน่วที่จะให้ประชาชนได้รับบทเรียนโดยไม่ต้องไปอ่านแต่อย่างใด ให้ประสบกับความจริงรับรู้ได้จริงและเป็นสิ่งที่พิสูจน์ทราบได้ และก็คงยังไม่ถึงจุดสุดยอดแห่ง ซ.ต.พ. มั๊งไทยจึงยังหาความสงบยังมิได้ q*027q*027

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ต้องช่วยกัน!
เรทกระทู้
« ตอบ #239 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 15:01 น »
 

q*061คุณ destinygoal สังเกตไหมว่าการตายหมู่ในอาเซียนนี่จะมุ่งชี้ไปที่เด็กนักเรียนเสียส่วนใหญ่นับตั้งแต่เด็กนักเรียนไทยไปสู่เด็กนักเรียนเกาหลีใต้ ซึ่งมันผิดสังเกตอย่างมากมาย และเด็กเหล่านี้จะพัฒนาขึ้นเป็นผู้ใหญ่ซึ่งในจำนวนนั้นอาจจะมีเด็กที่เก่งและเป็นบุคลากรที่ดีของประเทศนั้น ๆ ได้ แต่ก็ขาดโอกาสชนิดที่ผู้นำชาติเกาหลีใต้จะต้องตระหนักอย่างมากมายเพราะว่าสมองและสติปัญญาของคนเกาหลีใต้ไม่ธรรมดาสามารถเปลี่ยนใบหน้าจากที่ไม่ดีให้กลับดูสวยงามขึ้นมาได้ และมีการค้นคว้าหาวิธีการสร้างเสริมความงามเก่งในทุก ๆ ด้านที่น่ากลัวสำหรับชาติตะวันตกก็อาจจะเป็นได้ สำหรับประเทศไทยจากการที่มอมเมาเด็กไทยด้วยเทคโนโลยีที่บดขยี้สมองของเด็กไทยไปอย่างเรียบร้อยแล้วก็อาจจะเป็นได้ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังคิดหาวิธีการต่าง ๆ นานาโดยอาศัยเทคโนโยบดขยี้ชาติมหาอำนาจให้มันสยบอย่างราบคาบนั้นไปได้ด้วยมันสมองของคนไทยที่เก่งกาจสามารถเอาชนะชาติมหาอำนาจด้วยปัญญาที่จะใช้แก้ตัณหาอันยั่งยืนของชาติมหาอำนาจให้พินาศลงไปได้ และขอให้เด็กไทยที่ดีได้ช่วยกันใช้ปัญญาที่เก่งกาจนี้บดขยี้พวกชาติบ้าตัณหาให้มันหมดสิ้นซึ่งปัญญาที่จะคิดแก้ปัญหาในชาติของพวกมันนั้นได้ และนี่แหละคือชัยชนะอันแท้จริงโดยไม่ได้ใช้อาวุธอันใดมาห้ำหั่นพวกมัน เพียงใช้สมองของคนไทยเท่านั้นก็อาจจะลดความกระสันต์ของพวกมันหมดไปได้ที่ประเทศไทย q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ซอมบี้ไทย!
เรทกระทู้
« ตอบ #240 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 15:14 น »
 

q*061สำหรับประเทศไทยบุคลากรที่จะต้องถนอมรักษาก็คือพวกแพทย์พยาบาลทั้งหลายที่ได้สร้างคุณูปการประโยชน์มหาศาลที่จะมอบให้แก่ชาติและประชาชนชาวไทย เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะต้องได้รับการคุ้มครองรักษาเพราะว่าจะต้องเอาไว้รักษาสุขภาพร่างกายของคนไทยและในอนาคตข้างหน้าจะเป็นคนที่อยู่แนวหน้าในการแสวงหาเรียกศักดิ์ศรีของประเทศไทยให้กลับคืนมาได้ และเป็นการสนองตอบซึ่งความดีแห่งวงการแพทย์ไทยที่ทุ่มเทให้กับประเทศและประชาชนคนไทยที่จะดำรงความดีรักษาทั้งชาติและร่างกายของคนไทยนี้ให้อยู่เป็นรักษาบ้านเมืองของเราต่อไปได้ อย่าให้ชนชาติใดมาทำร้ายแพทย์และพยาบาลของคนไทยเฉกเช่นนักเรียนแห่งอาเซียนนี้ไปได้

ดูมันโหดร้ายและน่ากลัวน๊ะสำหรับการต่อสู้กับตัณหาพวกทุนสามาลย์นี้ในไทย เพราะความชั่วของพวกมันอยู่ครบ 360 องศานั้นในไทย มีเกิดขึ้นได้ทุกที่ชนิดที่ต้องมีระบบป้องกันภัยเอาไว้

สถานที่ที่น่ากวดขันก็คือสนามบินทุกแห่งและชายแดนไทยทุกด้านต้องประสานจับมือกันไว้สำหรับประชาชนคนไทยที่จะเฝ้าดูแลประเทศของเราให้รอดปลอดภัย เพราะทั้งไส้ศึกและคนนอกไส้มันก็มุ่งหวังที่จะทำร้ายประเทศของพวกมันด้วยความแค้นที่ฝังแน่นอยู่ในใจ อะไรไม่ว่าพวกขี้ข้านี่สิมันน่าคิดน๊ะจะจัดการกันอย่างไรที่จะให้พวกนี้มันไม่ปฏิบัติการที่จะตอบสนองความชั่วของผู้ที่บงการของพวกนี้นั้นได้ พวกนี้สมองและสติปัญญามีเงินตราเป็นตัวหล่อเลี้ยงเอาไว้ ใช้ความดีคุณธรรมจริยธรรมเข้าไปชี้นำก็คงมืดบอดหามีประโยชน์อันใดไม่ หากเคยดูหนังก็คงเป็นพวก ซอมบี้ ทั้งนั้นที่จะคิดสรรค์ได้ q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิดดูน๊ะ!
เรทกระทู้
« ตอบ #241 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 15:33 น »
 

q*061 คุณdestinygoal ประเทศไทยในเวลานี้ก็คงจะเหมือนบทเพลงบทนี้ที่จะให้สำนึกกันให้จงได้

มัสยาหลงเหยื่อ

เนื้อเพลง : มัสยาหลงเหยื่อ

ศิลปิน : บุษยา รังสี

..ดนตรี..
แสนสงสารหมู่มัสยา
ที่พากันหลงเหยื่อ
ถูกพรานเบ็ดเบื่อ
อ่อยเหยื่อหย่อนทิ้งลงมา
เพียงพรานต้องการ
นงคราญหมู่มัสยา
หย่อนเบ็ดเหยื่อเงินตรา
ล่อหลงพากันหลงลืมตน.
แสนสงสารสุดทางจะหนุน
ดรุณที่ยังอ่อน
ถูกพรานเกี่ยวหย่อน
จากคอนไปแล้วเสียคน
ปลากินเหยื่อดี
จึงมีพรานทุกแห่งหน
หย่อนเบ็ดลงสายชล
ตกเสียจนปลาหมดลำคลอง.
หมู่มัสยานารีนี้เอย
เปรียบเปรยเหมือนปลา
เป็นเหยื่อกามาต้องพาหม่นหมอง
หลงเหยื่อเงินตราน้ำตาตกนอง
มักครองอกตรม ระทมใจเจือ
เพราะเหยื่อของพราน.
แสนสงสารแต่ยังไม่สาย
จะกลายเป็นปลาปล่อย
เก็บใจหนักหน่อย
อย่าปล่อยใจหลงซมซาน
จงมองให้ดีใครมีเหลี่ยมมาอ่อนหวาน
ก็จงดูนานนาน
ถ้าแม้พรานจงหักเบ็ดพลัน.
ดนตรี....
หมู่มัสยานารีนี้เอย
เปรียบเปรยเหมือนปลา
เป็นเหยื่อกามาต้องพาหม่นหมอง
หลงเหยื่อเงินตราน้ำตาตกนอง
มักครองอกตรม ระทมใจเจือ
เพราะเหยื่อของพราน.
แสนสงสารแต่ยังไม่สาย
จะกลายเป็นปลาปล่อย
เก็บใจหนักหน่อย
อย่าปล่อยใจหลงซมซาน
จงมองให้ดีใครมีเหลี่ยมมาอ่อนหวาน
ก็จงดูนานนาน
ถ้าแม้พรานจงหักเบ็ดพลัน.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิดมากไปไหม?
เรทกระทู้
« ตอบ #242 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 15:41 น »
 

q*061คุณdestinygoalเคยคิดถึงพวกภรรยานักการทูตที่มาอยู่ในประเทศไทยบ้างไหมว่าพวกเธอเหล่านี้คือพวกที่สร้างปัญหาให้กับประเทศไทยกันบ้างได้ไหม พวกหลังบ้านมักจะชอบสร้างปัญหาเชื่อมโยงกันไปมาทำให้บ้านเมืองเราเดือดร้อนกันนั้นได้ เริ่มต้นจากการที่มีการการนำสินค้าของภรรยาทูตนี่แหละนำมาขายย่อมมีการแข่งขันแล้วก็คิดแล้วกันว่ามันจะต่อยอดไปในเรื่องอันใด มันจะยอมซึ่งกันและกันหรือไม่ และก็คงเป็นที่มาของทุนสามาลย์หรือไม่น๊ะคิดให้จงได้ q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
กรรมต่อเนื่อง!
เรทกระทู้
« ตอบ #243 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 15:51 น »
 

q*061 แล้วก็ยังมีวงการซื้อขายรถยนต์เต๊นส์รถยนต์ต่าง ๆ การซื้อขายธนบัตร การซื้อขายหุ้น การซื้อขายน้ำมัน ซึ่งในวงการในการซื้อขายทุกอย่างในประเทศไทยมักมีปัญหาและก็มีคนทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบเข้าไปมีอิทธิพลในทุกแห่ง สรุป ไม่ว่าที่ไหนมีการซื้อขายที่นั่นมักจะมีปัญหา
หากมีการลดตัณหาของคนเหล่านี้ให้เกิดปัญญาคิดกันให้จงได้ พ่อหลวงท่านเคยตรัสเรื่องต้นทุน กำไร ซึ่งหากมีการค้ากำไรกันชนิดที่เอาเปรียบประชาชนคนไทยมากเกินไป ปัญหาที่สะสมกันมาเป็นเวลานานก็มีวันระเบิดขึ้นมาในเวลานี้กันได้ ด้วยการตั้งราคาเหนือกว่าราคาต้นทุนที่ผลิตชนิดที่ไม่คิดสงสารประชาชนคนไทยที่เป็นผู้บริโภคนั้นได้

พวกพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ขาดคุณธรรม จริยธรรม และไม่เห็นความสำคัญของถิ่นที่อยู่อาศัยและไม่คิดที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันที่จะคิดสรรค์ให้อยู่ร่วมกันไปได้ และหากมันคิดกำไรอย่างมากมายผลร้ายที่เป็นกรรมก็คือสินค้าของพวกนั้นก็ขายไม่ได้เพราะตั้งราคาไว้สูงเกินจริงและเป็นสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยสำหรับพ่อค้าแม่ค้าหน้าเลือดพวกนี้กันนั้นได้ แล้วเราจะจัดการกับพวกพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้กันอย่างไร ที่จะให้ค้าขายต่อไปไหมหรือจะต้องแก้ปัญหาด้วยการตรวจตรากันเสียบ้างก็จะดีกับพวกที่ตั้งราคาขายที่ผิดธรรมชาติก็คิดกำไรตามอำเภอใจของเขาเหล่านั้นได้ และเมื่อขาดซึ่งคุณธรรมผลร้ายก็ตามมานั้นก็คือโจรขโมยมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัวนั้นได้

เขาเหล่านี้ไม่คิดหรอกว่าการสร้างปัญหาด้วยการกำหนดราคาให้เหนือกว่าต้นทุนการผลิตนี้ไซร้จะกลายเป็นการสร้่างตัณหาก่อให้เกิดโจรผู้ร้ายขึ้นมาอย่างมากมายเพราะมุ่งหวังอยากจะได้สินค้าเหล่านั้นโดยที่ไม่ต้องเสียเงินทองนั้นไปซื้อหามาแต่อย่างใด q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ลองคิดน๊ะ
เรทกระทู้
« ตอบ #244 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 16:02 น »
 

q*061 คุณ destinygoal เมื่อสมัยก่อนพระมหากษัตริย์ไทยจะมอบทรัพย์สินเป็นที่ดินให้กับพวกขุนนางทั้งหลายให้ครอบครองกันนั้นได้ มาในปัจจุบันทรัพย์สินต่าง ๆ นั้นก็ควรจะมาหารเฉลี่ยให้เกิดความเท่าเทียมกันให้กับประชาชนคนไทยนั้นให้อยู่กันอย่างมีความสุขกันนั้นได้ แล้วคิดดูสิว่ามีบรรดานักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากมายก่ายกองนั้นได้ แล้วเงินที่นักลงทุนเหล่านั้นนำมาเป็นภาษีนั้นมันหายไปไหน เหตุใดไม่มาเฉลี่ยให้กับประชาชนได้รับอานิสงค์เหล่านั้นกันได้

ประเทศไทยของเราก็เล็กเท่าขนาดประเทศมอรอคโคนั้นอีกได้ ประชาชนของเขาก็มีความสุขไม่ต้องมาทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่อย่างใด ยังมีเงินให้ประชาชนใช้อีกน๊ะชนิดที่ว่าไม่ต้องทำงานก็ยังมีเงินใช้จ่ายอีกได้

แล้วคนไทยในประเทศไทยล่ะจะมีโอกาสเป็นเยี่ยงนั้นได้ไหม ถามหน่อยว่าเงินทองที่นำนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทยเงินทองเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหนมีทางที่จะให้ประชาชนได้กินใช้อย่างเท่าเทียมกันไหม q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
โธ่! คนไทย
เรทกระทู้
« ตอบ #245 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 16:05 น »
 

q*061ก็คิดดูแล้วกันประชาชนควรจะเรียกร้องเงินตรามากกว่าเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ประชาชนกลับไม่คิดถึงตัวเองที่ควรจะได้รับกลับไปเรียกร้องอะไรกับประชาธิปไตยซึ่งไม่ได้มีประโยชน์กับตนเองเลยจริงไหม q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #246 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 16:35 น »
 

โอบาม่า ควง อาเบะ ลิ้มรสซูชิอร่อยที่สุดในโลก กระชับสัมพันธ์ญี่ปุ่น
บารัค โอบาม่า เยือน ญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ กระชับความสัมพันธ์ด้วยการลิ้มรสซูชิอร่อยที่สุดในโลก ของร้านจิโร่ โอโนะ


10258086_10151992845537115_2691767790161648544_n

วันนี้(24 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานภารกิจการเยือนประเทศแถบเอเซียของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเยือนประเทศญี่ปุ่นและได้เข้าพบนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ซึ่งภารกิจที่เรียกได้ว่าเป็นสีสันของการเยือนในครั้งนี้

นอกจากการกระชับความสัมพันธ์แล้ว นายบารัค โอบาม่า ยังได้ไปเยือนร้านซูชิของนายจิโร โอโนะ วัย88 ปี ร้านซูชิขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินโตเกียว ซึ่งร้านดังกล่าวเป็นร้านขนาดเล็กเพียง 24 ที่นั่ง แต่คุณภาพและได้รับการยกย่องว่าเป็นซูชิรสเลิศที่สุดในโลก ซึ่งใครจะไปทานที่ร้านนี้ต้องจองคิวล่วงหน้าหลายเดือนและไม่มีสิทธิ์เลือกเมนูรับประทานเอง เพราะทางพ่อครัวจะเป็นคนจัดเสิร์ฟซูชิที่ดีที่สุดให้ทานเองตามลำดับ รวมถึงนายบารัค โอบาม่าและนายอาเบะด้วย

jiro

ทั้งนี้ร้านของนายจิโร่ เป็นซูชิระดับตำนานถึงขนาดกับมีนักถ่ายทำสารคดีมาถ่ายร้านของเขาแล้วผลิตเป็นหนังที่โด่งดังในชื่อเรื่อง “Jiro Dreams of Sushi” โดยราคาเริ่มต้นต่อหัวที่ 30,000 เยน หรือประมาณ 11,900 บาท รวมไปถึงยังได้รับรางวัลด้านอาหารระดับโลกมาแล้วหลายรางวัลด้วย

MThai News

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
กายุ่นวุ่นวายโลก
เรทกระทู้
« ตอบ #247 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 16:45 น »
 

q*073 มันก็อวยซึ่งกันและกันอวยกันเข้าไปพวกสมองใสแต่ไม่สิ้นไร้ซึ่งตัณหา มองตาก็รู้ซึ้งถึงก้นบึ้งหัวใจ อยากจะพึ่งพาซึ่งกันและกันไปแก่งแย่งดินแดนกับจีนโดยอาศัยอเมริกานั้นได้ เปรียบเสมือนนางคริสตี้ยกกำลังสองทำนองทำให้เห็นแล้วที่ในไทย ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้นพวก กายุ่น มากกว่า กาขาว กายุ่นวุ่นวายทั้งโลกใบนี้เห็นจะได้ q*073

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
5555
เรทกระทู้
« ตอบ #248 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 16:48 น »
 

cocoหากญี่ปุ่นเขาเรียกร้องให้สหรัฐฯเอาดินแดนของเขาคืนมา

แล้วประเทศไทยล่ะขอคืนดินแดนที่สูญเสียไปจากสหรัฐฯ ล่ะจะทำให้ได้ไหม

คิดร่างแถลงการณ์เอาไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดปัญหาสงครามโลกครั้งที่ ๓ ให้จงได้ นั่นคือเรียกร้องให้ชาติยุโรปคืนดินแดนที่สูญเสียของไทยไปไม่ว่าจะเป็นชาติใด ๆ ให้เรียกร้องกลับคืนมาให้มาอยู่ในการครอบครองของประเทศไทยในอนาคตข้างหน้าจะกระทำให้ไทยได้ไหมหากสหรัฐฯ ทำให้ได้จะยอมสยบอย่างราบคาบให้ก้มลงกราบก็ยังได้ coco

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิด สิ คิด
เรทกระทู้
« ตอบ #249 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 16:56 น »
 

q*061 คุณ destinygoal ลองคิดดูน๊ะอ้ายพวกประเทศที่เป็นเกาะ ๆ นี่มักจะสร้างปัญหาให้กับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเกาะอังกฤษ เกาะญี่ปุ่น เกาะสิงคโปร์ และอีกมากมายที่มาติดต่อซื้อขายกับประเทศไทยมักจะสร้างปัญหาตามมานั้นได้ ก็ลองคิดดูน๊ะพวกเกาะเหล่านี้น่ะมันเป็นความจริงบ้างไหม เพราะไม่ต้องการเป็นเกาะไงอยากจะขึ้นฝั่งและประเทศไทยนั้นก็เป็นสถานที่ชี้นำให้ขึ้นฝั่งนั้นได้ แล้วหากประเทศไทยเป็นเมืองปิดนี่มันจะไปยุ่งวุ่นวายที่ประเทศไหนก็ให้ไปดูแผนที่โลกสิจะทำอย่างไรกับประเทศไทยดีที่จะรอดพ้นจากพวกเกาะเหล่านี้กันนั้นได้ q*061

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #250 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 17:03 น »
 

ถ้าเราบริหารแบบประเทศมอรอคโค ก็ดีซิครับ ประชาชนได้รับเงินจัดสรรค์จากรัฐบาลอย่างเท่าเทียมกัน บริหารให้สิ่งที่มีอยู่นั้นให้กลับสู่สังคมอย่างเป็นธรรม ประชาชนก็จะไม่ลำบากถึงขนาดฆ่าตัวตายกันทุกวันครับ แต่ผลประโยชน์ที่ว่าไปตกอยู่กับคนกลุ่มหนึ่งเรียกรวยกระจุกแต่จนกระจายครับทา่น...


(เด็กคนนี้เป็นเด็กอัจฉริยะ อายุ14 สร้างปฏิกรณ์นิวส์เครียร์ได้ ของงเราก็มีแต่ไม่มีการส่งเสริม)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #251 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 17:05 น »
 

โทนี่ สตาร์ค ต้องกราบ อัจฉริยะวัย 13 สร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์




คนที่สร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ด้วยตัวคนเดียวในโลกนี้ไม่ได้มีแต่ โทนี่ สตาร์ค แต่ เจมี่ เอ็ดเวิร์ด เด็กชายวัย 13 ปี ที่อายุอ่อนกว่า โทนี่ สตาร์คเป็นสิบๆ ปี (และมีตัวตนจริงๆ ) จากโรงเรียนมัธยมแลงคาเชียร์ อังกฤษ เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในโลกคนล่าสุดที่สามารถสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้สำเร็จ

จากการทดลองในห้องแลบของโรงเรียน โดยได้รับการอนุญาตและเงินทุนจากอาจารย์ใหญ่ของเขา เจมี่ได้โชว์ศักยภาพของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ด้วยการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ต่อหน้าสักขีพยาน

หนุ่มน้อยเจมี่ สนใจเรื่องรังสีเคมีและศึกษาเองมาหลายปี เขาลงทุนใช้เงินที่ได้รับมาตอนคริสต์มาสซื้อ Geiger-Muller Counter (เครื่องมือสำหรับวัดรังสี) ก่อนที่จะคิดการใหญ่เกินวัยด้วยการสร้างเตาปฏิกรณ์นิเคลียร์ฟิวชั่น ที่ได้แรงบันดาลใจจากการอ่านเรื่องของ เทย์เลอร์ วิลสัน นักเรียนสหรัฐฯ วัย 14 ปี บุคคลอายุน้อยที่สุดในโลกขณะนั้นที่สามารถสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กได้ในเนวาดา เมื่อปี 2551 เขาเลยอยากจะทำได้บ้าง ก่อนจะขอความช่วยเหลือไปยังห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์และหน่วยงานในมหาวิทยาลัย แต่โดนเมิน เจมี่ไม่ง้อเลยขออาจารย์ใหญ่ จิม ฮอริแกน ใช้ห้องแลบของโรงเรียน ก่อนจะได้รับคำอนุญาตพร้อมทั้งมอบทุนสมทบแก่การทดลองของเจมี่จำนวน 3,000 ปอนด์






ส่วนอนาคตเจมี่ไม่ได้บอกว่าอยากจะสร้างชุดเกราะไอรอนแมน หรือเตาปฏิกรณ์อาร์ค แต่อยากจะเป็นวิศวกรนิวเคลียร์ เชียร์เต็มที่เลยคุณน้อง




Text : พลสัน นกน่วม

http://www.247freemag.com/news/อัจฉริยะวัย-13-สร้างเครื่/


เครดิต โพสจัง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #252 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 17:17 น »
 

หลังจากชมเมืองเฟซเสร็จ เราได้ขึ้นรถไฟตรงมายังเมืองคาซาบลังกา เมืองที่ใหญ่ที่สุดของโมร็อกโค ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง (ตารางรถไฟและราคาดูได้ที่เวบไซต์การรถไฟ www.oncf.ma ) รถไฟมาลงที่สถานี คาซา โวยาจเจอร์ ซึ่งห่างจากใจกลางเมืองมาเล็กน้อย นั่งรถแท็กซี่เข้าไปย่านใจกลางเมืองประมาณ 10 ดีรัม ในภาพคือเมืองคาซาบลังกา บริเวณใกล้กับจตุรัสสหประชาชาติ

After Fez, we went to Casablanca, the largest city in Morocco,by train. It took 4.30 hours to reach there. The train station for long distance destination is Casa Voyageurs. It is a bit far from the city center. The taxi costs around 10 Dirham. In the picture of Casablanca at Place Nations Unies.


พูดถึงประวัติศาสตร์เมืองคาซาบลังกา เมืองนี้มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยคาร์เทจ เมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว ชื่อว่าเมืองอันฟา ต่อมาในสมัยที่ชาวอาหรับเข้ามาในโมร็อกโค เมืองอันฟาก็กลายเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรเบอร์เกาตาของชาวเบอร์เบอร์ ก่อนที่จะตกภายใต้การปกครองของโมร็อกโคในสมัยราชวงศ์อัลโมฮัด หลังจากนั้น ชาวโปรตุเกสก็ได้ยึดและทำลายเมืองนี้สองครั้งในปี 1468 และปี 1515 จากนั้นอีกหกสิบปี ก็ได้สร้างเมืองใหม่ชื่อว่า "คาซา บรังกา"เป็นภาษาโปรตุเกสแปลว่าบ้านสีขาว โปรตุเกสยึดครองเมืองนี้กว่าสองร้อยปีจนกระทั่งถูกทำลายโดยแผ่นดินไหวเมื่อปี 1755 หลังจากนั้นก็กลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของโมร็อกโคอีกครั้งและตั้งชื่ออาหรับว่า "ดาร์ เอล ไบดา" หลังจากนั้นช่วงปลายคริสศตวรรษที่ 18 ชาวสเปนได้รับอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานที่เมืองนี้ก็ได้กลับไปใช้ชื่อ "คาซา บลังกา" ที่แปลว่าบ้านสีขาว ด้วยความที่เป็นเมืองท่าของชาวยุโรปทำให้เมืองนี้เจริญอย่างมากจากการค้าขาย ผู้คนเริ่มอพยพเข้ามามากขึ้น และกลายเป็นจุดศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโมร็อกโคไปในที่สุด ภาพนี้เป็นภาพของบ้านสีขาวในย่านเมืองเก่า (เมดินา)

The history of Casablanca began as a Carthaginian trading town, around 2000 years ago. It called Anfa. From the time of Arabs arrived in Morocco, Anfa prospered as the capital of the Berber Kingdom of Berghouta. Portuguese occupied Anfa and destroy it twice in 168 and 1515. Sixty year later, they built the new town called "Casa BrancaW, which means white house. They occupied until the earthquake of 1755. The city returned to Morocco with its Arab name "Dar el Beida". At the end of the 18th century, Spanish was authorized to settle here and made this town as a trading port and rebatized its old name as "Casablanca". People come here to settle, and the city is properious and became the economic center of Morocco. This picture is white houses of the Medina

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สะใจ!
เรทกระทู้
« ตอบ #253 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 17:29 น »
 

q*064 อเมริกากับญี่ปุ่น เขาคงไปเลี้ยงฉลองชัยชนะที่สามารถปั่นหัวคนไทยให้ต่อตีกันได้อย่างชนิดที่ว่าสองชาตินี้น่ะไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรกันสักเท่าไหร่ น่าหัวเราะเยาะพวกงั่งในฝั่งไทยที่ตกเป็นเหยื่อของชาติมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายที่กระทำย่ำยีไทย ด้วยการไปฉลองกันที่ญี่ปุ่นและอีกคนก็ล่องหนไปอลาสก้า 55555555555

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #254 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 17:33 น »
 

ประเทศโมรอคโค การปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมีนายกฯและครม.บริหารประเทศ โดยสร้างบ้านให้แก่ประชาชนปีละ 150000 หลังแก่ประชาชนไปจนถึงปี 2558

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #255 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 17:37 น »
 

พอคุณพูดมาผมเลยหาข้อมูลมาลงเลย น่าสนใจนะครับ บริหารหาเงินให้ประชาชนใช้ ไม่ลำบาก สร้างบ้านให้ 150000 หลัง(ไม่รู้ว่าฟรีรึเปล่าครับ)


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #256 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 17:39 น »
 

ประเทศโมร๊อคโค
สรุปข้อมูล ประเทศโมร๊อคโค โดย BkkFly.com




ข้อมูลทั่วไป กรุงราบาต

ชื่อทางการ
ราชอาณาจักรโมร็อกโก (Kingdom of Morocco)

เมืองหลวง
กรุงราบาต

ที่ตั้งและอาณาเขต
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา
ทิศเหนือ ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทิศตะวันตก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก
ทิศใต้ ติดมอริเตเนีย
ทิศตะวันออก ติดแอลจีเรีย

อากาศ
ภาคเหนือ บริเวณที่ติดกับทะเล อากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน
ภาคเหนือส่วนที่ต่ำลงมา ภาคกลางและภาคตะวันตก อากาศอบอุ่น
บริเวณลึกเข้าในแผ่นดิน อากาศร้อนและแห้งแล้ง

ประชากร
27.77 ล้านคน

ศาสนา
ร้อยละ 99 นับถือศาสนาอิสลาม ที่เหลือนับถือคริสต์นิกายคาทอลิค ศาสนายิว

ภาษา
อารบิกเป็นภาษาราชการ ภาษาต่างประเทศที่ใช้กันทั่วไป คือ ฝรั่งเศส

สกุลเงิน
ดีร์ฮาม (Dirham)
1 ดีร์ฮาม ประมาณ 4 บาท (2543)
1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 10 ดีร์ฮาม (2543)

การปกครอง
ประชาธิปไตยโดยม ีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เวลา
ช้ากว่าประเทศไทย 7 ชั่วโมง
วันและเวลาการทำงาน วันจันทร์ - ศุกร์ 08.30 - 12.00 น. และ 14.30 - 18.30 น.
ในช่วงเทศกาลถือศีลอดจะเลิกงานในช่วงบ่าย (ประมาณ 15.00 น.) แ ละไม่หยุดพักกลางวัน

การเดินทางเข้าโมร็อกโก
บุคคลสัญชาติไทยที่จะเดินทางเข้าโมร็อกโก ต้องได้รับการตรวจลงตราจากสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโก

ข้อพึงระวัง
ควรแต่งกายให้เรียบร้อยและมิดชิด
อัตราการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มีสูง
ไม่ควรเดินทางไปบริเวณใกล้พรมแดนแอลจีเรีย (Algeria) และซาฮาราตะวันตก (Western Sahara)
มีบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติด
ไม่ควรถ่ายรูปก่อนได้รับอนุญาต โดยเฉพาะการถ่ายรูปบุคคล

****************************************************


ข้อมูลทั่วป กรุงมอริเตเนีย

ชื่อทางการ
สาธารณรัฐอิสลามมอริเตเนีย (Islamic Republic of Mauritania)

เมืองหลวง
กรุงนูแอกซอต (Nouakchott) ซึ่งเป็นเมืองท่าด้วย

เมืองสำคัญ
เมือง Nouadhibou หรือ Port-Eticnne

ภูมิอากาศ
อากาศแบบเขตร้อน โดยทั่วไปอากาศแห้งแล้ง ในเขตใกล้ชายฝั่งพอมีฝนตกบ้างในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน

ศาสนา
อิสลาม

ภาษา
อารบิกเป็นภาษาราชการ ภาษาต่างประเทศที่ใช้กันทั่วไป คือฝรั่งเศส

สกุลเงิน
อูกียา (Ouguiya)
1 บาท ประมาณ 4.95 อูกียา (2541)
1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 203.07 อูกียา (2541)

วันและเวลา
วันอาทิตย์ - พุธ 09.00 - 15.00 น.
การทำงาน พฤหัสบดี 09.00 - 13.00 น.
ในช่วงเทศกาลถือศีลอดจะเลิกงานในช่วงบ่าย (ประมาณ 15.00 น.) และไม่หยุดพักกลางวัน
การเดินทางเข้ามอริเตเนีย ต้องได้รับการตรวจลงตราจากสถานเอกอัครราชทูตมอริเตเนียก่อน

ข้อพึงระวัง
การแต่งกาย ควรแต่งกายให้เรียบร้อยและมิดชิด
ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไประหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม เนื่องจากพายุทรายและอากาศร้อนมาก
ควรหลีกเลี่ยงการเดินตามชายหาดคนเดียว
ไม่ควรเดินทางไปยังบริเวณซาฮาราตะวันตก (Western Sahara)
มอริเตเนียมีบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก อินเตอร์เนต

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #257 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 17:42 น »
 

ราชอาณาจักรโมร็อกโก

Kingdom of Morocco



ข้อมูลทั่วไป





ภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดทะเล

เมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศใต้ติดสาธารณรัฐอิสลามมอริเตเนีย และทิศตะวันออกติดสาธารณรัฐแอลจีเรีย ลักษณะประเทศมีความหลากหลาย เป็นที่ตั้งของเทือกเขาที่สูงเป็นอันดับสองของแอฟริกา คือเทือกเขาแอตลาส และมีพื้นที่ครอบคลุมทะเลทรายซาฮาราบางส่วนด้วย ภูมิอากาศบริเวณชายฝั่งทะเลมีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน แต่ทางตอนในของประเทศมีอากาศแห้งแล้งแบบทะเลทราย

ประชากร 32.3 ล้านคน (ปี 2555) โดยเป็นชาวอาหรับ-เบอร์เบอร์ ร้อยละ

99 และอื่นๆ ร้อยละ 1

การเมืองการปกครอง ประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และนายกรัฐมนตรี

เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ได้แก่

สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 (Mohammed VI) (เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2552) นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ได้แก่ นาย อับเดลลิลลาห์ เบนคิราน (Abdelilah Benkirane) (ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554)

ภาษา ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ ภาษาท้องถิ่นของชาวเบอร์เบอร์

(Berber) และภาษาฝรั่งเศสมีการใช้อย่างกว้างขวาง

ศาสนา อิสลามนิกายสุหนี่ ร้อยละ 98.7 คริสต์ ร้อยละ 1.1 ยูดาห์ ร้อยละ 0.2

ข้อมูลการค้าการลงทุน



โมร็อกโกมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณ 96.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2555) รายได้ประชาชาติต่อหัวประมาณ 5,230 ดอลลาร์สหรัฐ และมีการขยายตัวทางธุรกิจประมาณร้อยละ 2.7 ซึ่งอุตสาหกรรมที่สำคัญของโมร็อกโกได้แก่ การเกษตร การประมง (โดยได้มีการลงนามความตกลงความเป็นหุ้นส่วนด้านการทำประมงกับสหภาพยุโรป) และการทำเหมือง (ฟอสเฟต) และการท่องเที่ยว (ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก)



ผลิตภัณฑ์ส่งออกที่สำคัญของโมร็อกโก ได้แก่ ฟอสเฟต และผลิตภัณฑ์จากฟอสเฟต เสื้อผ้าสำเร็จรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (สายเคเบิ้ล สายไฟต่างๆ) น้ำมันปิโตรเลียม และปลากระป๋อง เป็นต้น ในขณะที่ผลิตภัณฑ์นำเข้าที่สำคัญได้แก่ น้ำมันดิบ ข้าวสาลี พลาสติก และชิ้นส่วนพลาสติก รถยนต์ และผลิตภัณฑ์เคมี เป็นต้น คู่ค้าที่สำคัญได้แก่ ฝรั่งเศส สเปน สหรัฐฯ จีน และซาอุดิอารเบีย เป็นต้น ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป โมร็อกโกพยายามที่จะเพิ่มความสัมพันธ์กับประเทศในตะวันออกกลาง และแอฟริกาให้มากขึ้น เพื่อขยายความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับประเทศเหล่านั้น



โมร็อกโกมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับ คู่ค้าที่สำคัญของโมร็อกโกได้แก่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป นอกจากนี้ โมร็อกโกมีการลงนามเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกาและตุรกี
มี Association Accord กับ สหภาพยุโรป และได้รับสถานภาพพิเศษ (Advance Status) กับสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2552 นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 สหภาพยุโรปได้ให้ความเห็นชอบกับความตกลง FTA เกษตรฯ ระหว่างสหภาพยุโรปกับโมร็อกโก โดยยุโรปเป็นทั้งตลาดส่งออกและตลาดแรงงานที่สำคัญ (มีชาวโมร็อกโกทำงานในกลุ่มประเทศยุโรป โดยเฉพาะสเปนและฝรั่งเศส มากกว่า 2.5 ล้านคน โดยรายได้จากแรงงานกลุ่มนี้ คิดเป็นประมาณร้อยละ 9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ)



นโยบายหลักในด้านเศรษฐกิจปัจจุบัน คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ Emergence II

ซึ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน มุ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและลดอัตราการว่างงานของคนภายในประเทศเป็นหลัก ประกอบด้วยนโยบายสำคัญ ดังต่อไปนี้

การสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 150,000 หน่วยต่อปี จนถึงปี 2558
การเสริมสร้างศักยภาพของภาคเกษตรและประมง
การเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาพลังงานทดแทนจากพลังงานไฮโดรคาร์บอน
ปริมาณการค้าระหว่างประเทศไทยกับโมร็อกโกยังมีมูลค่าไม่มากนัก แต่มีศักยภาพที่จะพัฒนา

ได้อีกมาก โดยในปี 2555 ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน คิดเป็นมูลค่ารวม 228.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 152.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 76.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 76.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากโมร็อกโกที่สำคัญ ได้แก่ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช สัตว์น้ำสดและแช่แข็ง เสื้อผ้าสำเร็จรูป อุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า แร่/โลหะ และพืช/ผลิตภัณฑ์จากพืช

สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังโมร็อกโกที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน โทรทัศน์และชิ้นส่วนตู้เย็น/แช่แข็ง เครื่องปรับอากาศ เม็ดพลาสติก ด้าย/เส้นใยประดิษฐ์ และอาหารทะเลกระป๋อง

นอกจากนี้ ภาคเอกชนของไทยและโมร็อกโก ได้ลงนามความตกลงจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-

โมร็อกโก เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551 โดยมีนายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นประธานฝ่ายไทยและนายยูแนส ลารากี (Youns Laraqui) กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำเมืองคาซาบลังกาเป็นประธานฝ่ายโมร็อกโก

ขอขอบคุณ ข้อมูลอินเตอร์เนต

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
55555
เรทกระทู้
« ตอบ #258 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 18:28 น »
 

q*064 ดูก่อนท่าน destinygoal ประชากรในประเทศมอรอคโคมีแค่ 22.77 ล้านคนที่คุณว่า แต่ทว่าประเทศไทย 60 กว่าล้านคนเห็นจะได้ หากจะทำเป็นโมเดลเยี่ยงมอรอคโคนั่นก็หมายความว่าจะต้องไล่ประชาชนคนต่างด้าวต่างถิ่นให้ยกโขยงกลับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองไปเช่น ญี่ปุ่น อเมริกาและอีกหลายชาติภาษาที่มาอยู่แล้วไม่อยู่อย่างทำให้ประเทศไทยเป็นสุขนั้นได้ ก็ต้องอเปหิพวกนี้ให้กลับถิ่นฐานเดิมนั้นเพื่อประเทศไทยนั้นจะทำความศิวิไรซ์ให้แก่คนไทยที่เป็นสายเลือดอันแท้จริงนั้นได้

และเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่บานปลายนั้นไหมหากว่าเราจะคิดทำอย่างนั้นได้ พวกนี้ไม่มีทางออกไปหรอกหนาเพราะว่าประเทศไทยคือสมรภูมิที่อยากจะได้อย่างยั่งยืนชนิดที่จะไล่ออกไปก็คงไม่ได้ แล้วคิดสิว่าจะเป็นไปได้ไสาหร่าย่างที่เราคิดฝัน แต่หากว่าจะกระทำนั้นจะเป็นเยี่ยงใดเพราะเป็นสิทธิ์ของประเทศไทยอีกใช่ไหมที่จะกระทำเพราะเอกราชนั้นไม่ขึ้นกับประเทศใด ๆ ก็ย่อมคิดจะกระทำได้เพราะที่นี่คือผืนแผ่นดินที่คนไทยได้ต่อสู้และบรรพบุรุษก็ทำให้รับรู้และประกาศก้องโลกทั่วหล้าว่าข้าคือไทย แล้วเหตุไฉนเราจะกระทำนั้นไม่ได้ จริงไหม? 55555555 q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #259 เมื่อ: 24 เม.ย. 14, 19:36 น »
 

แปลกใจว่าคุณไปหาประเทศโมร็อคโคมาได้ไงนี่ ยังนี้ต้องเคยไปท่องเที่ยวหรือเคยศึกษาถึงประเทศนี้ว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร การปกครองก็คล้ายกันด้วยและกำลังออกกฏโหมายรัฐธรรมนูญก็ไม่ไม่ทราบว่าเขาเสนอเข้าสภาและออกมารึยัง และคุณรู้ได้อย่างไรว่าเงินที่เข้ามาเขานำมาช่วยประชาชนเขาทุกคนให้มีรายได้ร่วมกันครับคุณจู ผมแปลกใจมากเลยครับหรือคุณเคยอยู่กระทรวงการต่างประเทศหรือเคยเป็น...ครับ...ความรอบรู้เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำมาพัฒนาประเทศ...



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 เม.ย. 14, 22:07 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #260 เมื่อ: 25 เม.ย. 14, 07:26 น »
 

ท่านบนในรูปคือท่านสุนทรภู่ กวีเอกในสมัยรัตนโกสินทร์ไทย ภาพนี้คงเป็นตัวจริงของท่านครับท่านจู ท่านคงจะใส่ชุดนี้เข้าเฝ้าครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #261 เมื่อ: 25 เม.ย. 14, 07:31 น »
 

ที่ท่านเคยพักอาศัยอยู่บรเิเวณวัดสุทัศน์ กทม.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #262 เมื่อ: 25 เม.ย. 14, 07:32 น »
 
แต่งเรื่องพระอภัยมณี และได้สร้างอนุสาวนรีย์ ที่จ.ระยอง


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #263 เมื่อ: 25 เม.ย. 14, 07:36 น »
 

26 มิถุนายน วันสุนทรภู่

สุนทรภู่
สุนทรภู่

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก pantip.com โพสต์โดย คุณนายรถซุง

ถ้าเอ่ยชื่อ "สุนทรภู่" เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักกวีชาวไทยที่มีชื่อเสียงก้องโลก โดยเฉพาะกลอนนิทานเรื่อง "พระอภัยมณี" จนได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านงานวรรณกรรม หรือ "มหากวีแห่งรัตนโกสินทร์" หรือ "เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย" และคงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า "วันที่ 26 มิถุนายน" ของทุกปีคือ "วันสุนทรภู่" ซึ่งมักจะมีการจัดนิทรรศการ ประกวดแต่งคำกลอน เพื่อแสดงถึงการรำลึกถึง เพราะฉะนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงไม่พลาด ขอพาไปเปิดประวัติ "วันสุนทรภู่" ให้มากขึ้นค่ะ...

ชีวประวัติ "สุนทรภู่"

สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลา 2 โมงเช้า หรือตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 เวลา 8.00 น. นั่นเอง ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชื่อพ่อพลับ ส่วนมารดาเป็นชาวเมืองฉะเชิงเทรา ชื่อแม่ช้อย สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง เชื่อว่าหลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน บิดาออกไปบวชอยู่ที่วัดป่ากร่ำ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้น สุนทรภู่จึงได้อยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งสุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีกสองคน ชื่อฉิมและนิ่ม อีกด้วย

"สุนทรภู่" ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลังและที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ในกรมพระคลังสวน แต่ไม่ชอบทำงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน ซึ่งสามารถแต่งได้ดีตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม เพราะตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักแต่งกลอนยิ่งกว่างานอื่น ครั้งรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้ เมื่ออายุราว 20 ปี

ต่อมาสุนทรภู่ลอบรักกับนางข้าหลวงในวังหลังคนหนึ่ง ชื่อแม่จัน ซึ่งเป็นบุตรหลานผู้มีตระกูล จึงถูกกรมพระราชวังหลังกริ้วจนถึงให้โบยและจำคุกคนทั้งสอง แต่เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. 2349 จึงมีการอภัยโทษแก่ผู้ถูกลงโทษทั้งหมดถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากสุนทรภู่ออกจากคุก เขากับแม่จันก็เดินทางไปหาบิดาที่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อ "พ่อพัด" ได้อยู่ในความอุปการะของเจ้าครอกทองอยู่ ส่วนสุนทรภู่กับแม่จันก็มีเรื่องระหองระแหงกันเสมอ จนภายหลังก็เลิกรากันไป

หลังจากนั้น สุนทรภู่ ก็เดินทางเข้าพระราชวังหลัง และมีโอกาสได้ติดตามพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ในฐานะมหาดเล็ก ตามเสด็จไปในงานพิธีมาฆบูชา ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2350 และเขาก็ได้แต่ง "นิราศพระบาท" พรรณนาเหตุการณ์ในการเดินทางคราวนี้ด้วย และหลังจาก "นิราศพระบาท" ก็ไม่ปรากฏผลงานใด ๆ ของสุนทรภู่อีกเลย

จนกระทั่งเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2359 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนแต่งตั้งให้เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ใกล้ชิด เนื่องจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงแต่งกลอนบทละครในเรื่อง "รามเกียรติ์" ติดขัดไม่มีผู้ใดต่อกลอนได้ต้องพระราชหฤทัย จึงโปรดให้สุนทรภู่ทดลองแต่ง ปรากฏว่าแต่งได้ดีเป็นที่พอพระทัย จึงทรงพระกรุณาฯ เลื่อนให้เป็น "ขุนสุนทรโวหาร"

ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุราอาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไม่นานก็พ้นโทษ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงติดขัดบทพระราชนิพนธ์เรื่อง "สังข์ทอง" ไม่มีใครแต่งได้ต้องพระทัย ทรงให้สุนทรภู่ทดลองแต่งก็เป็นที่พอพระราชหฤทัยภายหลังพ้นโทษ สุนทรภู่ได้เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 และ เชื่อกันว่าสุนทรภู่แต่งเรื่อง "สวัสดิรักษา" ในระหว่างเวลานี้ ซึ่งในระหว่างรับราชการอยู่นี้ สุนทรภู่แต่งงานใหม่กับแม่นิ่ม มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ชื่อ "พ่อตาบ"

"สุนทรภู่" รับราชการอยู่เพียง 8 ปี เมื่อถึงปี พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต หลังจากนั้นสุนทรภู่ก็ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) อยู่เป็นเวลา 18 ปี ระหว่างนั้นได้ย้ายไปอยู่วัดต่าง ๆ หลายแห่ง ได้แก่ วัดเลียบ, วัดแจ้ง, วัดโพธิ์, วัดมหาธาตุ และวัดเทพธิดาราม ซึ่งผลจากการที่ภิกษุภู่เดินทางธุดงค์ไปที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ปรากฏผลงานเป็นนิราศเรื่องต่าง ๆ มากมาย งานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ภิกษุภู่แต่งไว้ก่อนลาสิกขา คือ รำพันพิลาป โดยแต่งขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม พ.ศ. 2385 ทั้งนี้ ระหว่างที่ออกเดินทางธุดงค์ ภิกษุภู่ได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณจนพระองค์ประชวรสิ้นพระชมน์ สุนทรภู่จึงลาสิกขา รวมอายุพรรษาที่บวชได้ประมาณ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้งหนึ่ง แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษา ก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้าน้อย หรือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้รับอุปการะจากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #264 เมื่อ: 25 เม.ย. 14, 07:37 น »
 

ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้า กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวังในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรมใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 70 ปี ในเขตพระราชวังเดิม ใกล้หอนั่งของพระยามนเทียรบาล (บัว) ที่เรียกชื่อกันว่า "ห้องสุนทรภู่"

สำหรับทายาทของสุนทรภู่นั้น เชื่อกันว่าสุนทรภู่มีบุตรชาย 3 คน คือ"พ่อพัด" เกิดจากภรรยาคนแรกคือแม่จัน "พ่อตาบ" เกิดจากภรรยาคนที่สองคือแม่นิ่ม และ "พ่อนิล" เกิดจากภรรยาที่ชื่อแม่ม่วง นอกจากนี้ ปรากฏชื่อบุตรบุญธรรมอีกสองคน ชื่อ "พ่อกลั่น" และ "พ่อชุบ" อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น และตระกูลของสุนทรภู่ได้ใช้นามสกุลต่อมาว่า "ภู่เรือหงส์"

ผลงานของสุนทรภู่

หนังสือบทกลอนของสุนทรภู่มีอยู่มาก เท่าที่ปรากฏเรื่องที่ยังมีฉบับอยู่ในปัจจุบันนี้คือ…

ประเภทนิราศ

- นิราศเมืองแกลง (พ.ศ. 2349) แต่งเมื่อหลังพ้นโทษจากคุก และเดินทางไปหาพ่อที่เมืองแกลง

- นิราศพระบาท (พ.ศ. 2350) แต่งหลังจากกลับจากเมืองแกลง และต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีในวันมาฆบูชา

- นิราศภูเขาทอง (ประมาณ พ.ศ. 2371) แต่งโดยสมมุติว่า เณรหนูพัด เป็นผู้แต่งไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดอยุธยา

- นิราศสุพรรณ (ประมาณ พ.ศ. 2374) แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผลงานเรื่องเดียวของสุนทรภู่ที่แต่งเป็นโคลง

- นิราศวัดเจ้าฟ้า (ประมาณ พ.ศ. 2375) แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะตามลายแทงที่วัดเจ้าฟ้าอากาศ (ไม่ปรากฏว่าที่จริงคือวัดใด) ที่จังหวัดอยุธยา

- นิราศอิเหนา (ไม่ปรากฏ, คาดว่าเป็นสมัยรัชกาลที่ 3) แต่งเป็นเนื้อเรื่องอิเหนารำพันถึงนางบุษบา

- รำพันพิลาป (พ.ศ. 2385) แต่งเมื่อครั้งจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม แล้วเกิดฝันร้ายว่าชะตาขาด จึงบันทึกความฝันพร้อมรำพันความอาภัพของตัวไว้เป็น "รำพันพิลาป" จากนั้นจึงลาสิกขา

- นิราศพระประธม (พ.ศ. 2385) เชื่อว่าแต่งเมื่อหลังจากลาสิกขาและเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปนมัสการพระประธมเจดีย์ (หรือพระปฐมเจดีย์) ที่เมืองนครชัยศรี

- นิราศเมืองเพชร (พ.ศ. 2388) แต่งเมื่อเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าไปธุระราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง นิราศเรื่องนี้มีฉบับค้นพบเนื้อหาเพิ่มเติมซึ่ง อ.ล้อม เพ็งแก้ว เชื่อว่า บรรพบุรุษฝ่ายมารดาของสุนทรภู่เป็นชาวเมืองเพชร

ประเภทนิทาน

เรื่องโคบุตร, เรื่องพระอภัยมณี, เรื่องพระไชยสุริยา, เรื่องลักษณวงศ์, เรื่องสิงหไกรภพ


พระอภัยมณี
พระอภัยมณี

สุดสาคร
สุดสาคร

ประเภทสุภาษิต

- สวัสดิรักษา คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 2 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้าอาภรณ์

- สุภาษิตสอนหญิง เป็นหนึ่งในผลงานซึ่งยังเป็นที่เคลือบแคลงว่า สุนทรภู่เป็นผู้ประพันธ์จริงหรือไม่

- เพลงยาวถวายโอวาท คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว

ประเภทบทละคร

- เรื่องอภัยณุรา ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อถวายพระองค์เจ้าดวงประภา พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประเภทบทเสภา

- เรื่องขุนช้างขุนแผน (ตอนกำเนิดพลายงาม)

- เรื่องพระราชพงศาวดาร

ประเภทบทเห่กล่อม

แต่งขึ้นสำหรับใช้ขับกล่อมหม่อมเจ้าในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เท่าที่พบมี 4 เรื่องคือ เห่จับระบำ, เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องโคบุตร เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องกากี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #265 เมื่อ: 25 เม.ย. 14, 07:38 น »
 

ตัวอย่างวรรคทองที่มีชื่อเสียงของสุนทรภู่

ด้วยความที่สุนทรภู่เป็นศิลปินเอกที่มีผลงานทางวรรณกรรม วรรณคดีมากมาย ทำให้ผลงานหลาย ๆ เรื่องของ สุนทรภู่ ถูกนำไปเป็นบทเรียนให้เด็กไทยได้ศึกษา จึงทำให้มีหลาย ๆ บทประพันธ์ที่คุ้นหู หรือ "วรรคทอง" ยกตัวอย่างเช่น

บางตอนจาก นิราศภูเขาทอง

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย

ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ
สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ



ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา


บางตอนจาก นิราศอิเหนา

จะหักอื่นขืนหักก็จักได้
หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก
สารพัดตัดขาดประหลาดนัก
แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ

บางตอนจาก พระอภัยมณี

บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหง่งวังเวงแว่ว
สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา
เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา
ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต

แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์
มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

(พระฤาษีสอนสุดสาคร)




แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ
ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

(พระฤาษีสอนสุดสาคร)



อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ
ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน
แค่องค์พระปฏิมายังราคิน
คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา



เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก
แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน
ครั้นรักจางห่างเหินไปเนิ่นนาน
แต่น้ำตาลว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล



ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร
ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้เกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร
ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา

แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ
พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา
เชยผกาโกสุมประทุมทอง

แม้เป็นถ้ำอำไพใคร่เป็นหงส์
จะร่อนลงสิงสู่เป็นคู่สอง
ขอติดตามทรามสงวนนวลละออง
เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป

(ตอน พระอภัยมณีเกี้ยวนางละเวง ได้ถูกนำไปดัดแปลงเล็กน้อยกลายเป็นเพลง "คำมั่นสัญญา")

บางตอนจาก เพลงยาวถวายโอวาท

อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ
ประเสริฐสุดซ่อนใส่เสียในฝัก
สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก
จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย



อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย
เจ็บจนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ


บางตอนจาก สุภาษิตสอนหญิง

มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง
อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน



จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น
อย่าตะคั้นตะคอกให้เคืองหู
ไม่ควรพูดอื้ออึ้งขึ้นคุณกู
คนจะหลู่ล่วงลามไม่ขามใจ



เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก
จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา
จะพูดจาพิเคราะห์ให้เหมาะความ



รู้วิชาก็ให้รู้เป็นครูเขา
จึงจะเบาแรงตนช่วยขนขวาย
มีข้าไทใช้สอย ค่อยสบาย
ตัวเป็นนายโง่เง่าบ่าวไม่เกรง



บางตอนจาก ขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม

แม่รักลูก ลูกก็รู้ อยู่ว่ารัก
ใครอื่นสัก หมื่นแสน ไม่แม้นเหมือน
จะกินนอนวอนว่า เมตตาเตือน
จะจากเรือน ร้างแม่ ก็แต่กาย



ลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศ
เจ้าจงอตส่าห์ทำสม่ำเสมียน

(ขุนแผนสอนพลายงาม)

บางตอนจาก นิราศภูเขาทอง

ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ

บางตอนจาก นิราศพระบาท

เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้น
เพราะดั้นด้นอยากลิ้มชิมรสหวาน
ครั้นได้รสสดสาวจากจาวตาล
ย่อมซาบซ่านหวานซึ้งตรึงถึงทรวง

ไหนจะยอมให้เจ้าหล่นลงเจ็บอก
เพราะอยากวกขึ้นลิ้นชิมของหวง
อันรสตาลหวานละม้ายคล้ายพุ่มพวง
พี่เจ็บทรวงช้ำอกเหมือนตกตาล...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #266 เมื่อ: 25 เม.ย. 14, 07:39 น »
 

ที่มาของวันสุนทรภู่

องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่ส่งเสริมและเผยแพร่ผลงาน ด้านวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกต่าง ๆ ทั่วโลก ด้วยการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ 100 ปีขึ้นไป ประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานของผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลกให้ปรากฏแก่มวลสมาชิกทั่วโลก และเพื่อเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองร่วมกับประเทศที่มีผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ

ในการนี้ รัฐบาลไทยโดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้สืบค้นบรรพบุรุษไทยผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม เพื่อให้ยูเนสโกประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติและได้ประกาศยกย่อง "สุนทรภู่" ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก โดยในวาระครบรอบ 200 ปีเกิด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2529 ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชีวิตและงานของสุนทรภู่ ให้แพร่หลายในหมู่เยาวชนและประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทางรัฐบาลจึงได้กำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปีเป็น "วันสุนทรภู่" ซึ่งนับแต่นั้น เมื่อถึงวันสุนทรภู่ จะมีการจัดงานรำลึกถึงสุนทรภู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ที่พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่ "วัดเทพธิดาราม" และ ที่จังหวัดระยอง และมีการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติคุณและส่งเสริมศิลปะการประพันธ์บทกวีจากองค์กรต่าง ๆ โดยทั่วไป

ทั้งนี้ ผลงานของสุนทรภู่ยังเป็นที่นิยมในสังคมไทยอย่างต่อเนื่องตลอดมาไม่ขาดสาย และมีการนำไปดัดแปลงเป็นสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ เพลง รวมถึงละคร มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ไว้ที่ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดาของสุนทรภู่ และเป็นกำเนิดผลงานนิราศเรื่องแรกของท่านคือ นิราศเมืองแกลง

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ ในวันสุนทรภู่

1. มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติชีวิตและผลงาน
2. มีการแสดงผลงานประเภทนิทานฯ ของสุนทรภู่
3. มีการประกวด แข่งขัน ประชันสักวา ตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติชีวิต และผลงานของสุนทรภู่


เครดิต กระปุกดอทคอม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #267 เมื่อ: 25 เม.ย. 14, 07:42 น »
 

ก็มาเล่าสู่กันฟังว่าเป็นอย่างไร..ในสมัยนั้น...ท่านอยู่มาหลายรัชกาลครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #268 เมื่อ: 25 เม.ย. 14, 07:46 น »
 

ประวัติสุนทรภู่

วัยเด็ก (พ.ศ.๒๓๒๙ - ๒๓๔๙) แรกเกิด - อายุ ๒๐ ปี

พระสุนทรโวหาร (ภู่) มีนามเดิมว่า ภู่ เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย เกิดในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร ์ เมื่อวันจันทร์ เดือนแปด ขึ้นหนึ่งค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาสองโมงเช้า ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙ ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง คลองบางกอกน้อย
สุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าจากกัน ฝ่ายบิดากลับไปบวชที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ส่วนมารดา คงเป็นนางนมพระธิดา ในกรมพระราชวังหลัง (กล่าวกันว่าพระองค์เจ้าจงกล หรือเจ้าครอกทองอยู่) ได้แต่งงานมีสามีใหม่ และมีบุตรกับสามีใหม่ ๒ คน เป็นหญิง ชื่อฉิมและนิ่ม ตัวสุนทรภู่เองได้ถวายตัว เป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่ยังเด็ก

สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุ่นหนุ่ม เกิดรักใคร่ชอบพอ กับนางข้าหลวง ในวังหลัง ชื่อแม่จัน ครั้นความทราบถึง กรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็กริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และจันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน

เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา เพราะเป็นประเพณีแต่โบราณ ที่จะมีการ ปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่ พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ ชั้นสูงเมื่อเสด็จสวรรคต หรือทิวงคตแล้ว แม้จะพ้นโทษ สุนทรภู่และจันก็ยังมิอาจสมหวังในรัก สุนทรภู่ถูกใช้ไปชลบุรี ดังความตอนหนึ่งในนิราศเมืองแกลงว่า

"จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา"

แต่เจ้านายท่านใดใช้ไป และไปธุระเรื่องใดไม่ปรากฎ อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เดินทางเลยไปถึงบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยอง เพื่อไปพบบิดาที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต กว่าจะกลับมากรุงเทพฯ ก็ล่วงถึงเดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๓๔๙


วัยฉกรรจ์ (พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙) อายุ ๒๑ - ๓๐ ปี

หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภู่ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสองค์เล็ก ของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ในช่วงนี้ สุนทรภู่ก็สมหวังในรัก ได้แม่จันเป็นภรรยา

สุนทรภู่คงเป็นคนเจ้าชู้ แต่งงานได้ไม่นาน ก็เกิดระหองระแหงกับแม่จัน ยังไม่ทันคืนดี สุนทรภู่ก็ต้อง ตามเสด็จพระองค์เจ้า ปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในวันมาฆบูชา สุนทรภู่ได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้น คือ นิราศพระบาท สุนทรภู่ตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ปี พ.ศ.๒๓๕๐

สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คน ชื่อหนูพัด แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไป พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอก ทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดไว้ ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อย

ประวัติชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงปี พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙ ก่อนเข้ารับราชการ ไม่ชัดแจ้ง แต่เชื่อว่าท่าน หนีความเศร้าออกไป เพชรบุรี ทำไร่ทำนาอยู่กับหม่อมบุญนาคในพระราชวังหลัง ดังความตอนหนึ่งในนิราศ เมืองเพชร ที่ท่านย้อนรำลึกความหลัง สมัยหนุ่ม ว่า

"ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุญนาค เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย
มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล มาทำไร่ทำนา ท่านการุญ"



รับราชการครั้งที่ ๑ (พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๖๗) อายุ ๓๐ - ๓๘ ปี

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็นอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของ พระองค์ ได้กวดขันการฝึกหัดวิธีรำจนได้ที่ เป็นแบบอย่างของละครรำมาตราบทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละคร ขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง มีเรื่องอิเหนาและเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น

มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะเนื่องมาจากเรื่องละครนี้เอง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีทอดบัตรสนเท่ห์ เพราะจากกรณี บัตรสนเท่ห์นั้น คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกประหารชีวิตถึง ๑๐ คน แม้แต่ นายแหโขลน คนซื้อกระดาษดินสอ ก็ยังถูกประหารชีวิต ด้วย มีหรือสุนทรภู่จะรอดชีวิตมาได้ นอกจากนี้ สุนทรภู่เป็นแต่เพียงไพร่ มีชีวิตอยู่นอกวังหลวง ช่วงอายุก่อนหน้านี้ก็วนเวียน และเวียนใจอยู่กับเรื่องความรัก ที่ไหนจะมี เวลามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง

(กรณีวิเคราะห์นี้ มิได้รับรองโดยนักประวัติศาสตร์ เป็นความเห็นของคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ เขียนไว้ในหนังสือ "เที่ยวไปกับสุนทรภู่" ซึ่งเห็นว่ามูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้า รับราชการ น่าจะมาจากเรื่องละครมากกว่าเรื่องอื่น ซึ่งข้าพเจ้า พิเคราะห์ดูก็เห็นน่าจะจริง ผิดถูกเช่นไรโปรดใช้วิจารณญาณ)

อีกคราวหนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกสิบขุนสิบรถ ทรงพระราชนิพนธ์บทชมรถทศกัณฐ์ว่า

"๏ รถที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขี่ขับเข้าดงแดน พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ"

ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับที่รถใหญ่โตปานนั้นก็นึกไม่ออก
จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่แต่งต่อว่า


"นทีตีฟองนองระลอก กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือน คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา"


กลอนบทนี้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก นับแต่นั้นก็นับสุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วย
อีกคนหนึ่ง ทรงตั้งเป็นที่ขุนสุนทรโวหาร พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนที่ท่าช้าง และให้มีตำแหน่งเฝ้าฯ เป็นนิจ
แม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดฯ ให้สุนทรภู่ลงเรือพระที่นั่งไปด้วย เป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #269 เมื่อ: 25 เม.ย. 14, 07:47 น »
 

ออกบวช (พ.ศ.๒๓๖๗ - ๒๓๘๕) อายุ ๓๘ - ๕๖ ปี

วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจากแผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิต ได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษา ในราชสำนักก็หมดวาสนาไปด้วย

"ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มา จนตลอดรัชกาลที่ ๒ ... "

จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย ประกอบกับ ความอาลัยเสียใจหนักหนาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ จึงลาออกจากราชการ และตั้งใจบวชเพื่อสนอง พระมหากรุณาธิคุณ สุนทรภู่ได้เผยความในใจนี้ ในตอนหนึ่ง ของนิราศภูเขาทอง ว่า

"จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"

เมื่อบวชแล้ว ท่านได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เล่ากันว่า ท่านได้เดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ หลายแห่ง เช่นเมืองพิษณุโลก เมืองประจวบคีรีขันธ์ จนถึงเมืองถลางหรือภูเก็ต และเชื่อกันว่า ท่านคงจะเขียนนิราศเมืองต่างๆ นี้ไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่ ยังค้นหาต้นฉบับไม่พบ

ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้ง เมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงแก่อุตสาหะ ไปค้นหา ทำให้เกิด นิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณ ปี พ.ศ.๒๓๘๓ สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านอยู่ที่นี่ได้ ๓ พรรษา คืนหนึ่งเกิดฝันร้าย ว่าชะตาขาด จะถึงแก่ชีวิต จึงได้แต่งเรื่องรำพันพิลาป ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราว ในชีวิตของท่านอีก เป็นอันมาก จากนั้นจึงลาสิกขาบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เพื่อเตรียมตัวจะตาย



รับราชการครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๘๕ - ๒๓๙๘) อายุ ๕๖ - ๖๙ ปี

เมื่อสึกออกมา สุนทรภู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรง พระยศเป็นสมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โปรดอุปถัมภ์ให้สุนทรภู่ ไปอยู่พระราชวังเดิมด้วย ต่อมา กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตา อุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัย ในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้ สุนทรภู่ยังแต่งเรื่อง สิงหไตรภพถวายกรมหมื่น อัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง

แม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ ขณะที่ท่านมีอายุ ได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 เม.ย. 14, 08:33 น โดย Depp08 » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 17

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม