หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: 96 ต่อ 51 คะแนน ในการเลือก ปธ.วุฒิสภา สะท้อนอะไรถึงอนาคตการเมืองไทย?  (อ่าน 81 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 14 พ.ค. 14, 09:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

จากผลคะแนนเลือกประธานวุฒิสภา วันที่ 9 พ.ค. 2557 ในการประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา พิจารณาญัตติเรื่องขอเสนอญัตติให้ที่ประชุมวุฒิสภาดำเนินการเลือกประธานวุฒิสภา เลือกรองประธานวุฒิสภาคนที่สองและตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อสรรหาสมาชิกวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา

ปรากฎว่านายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้ 96 คะแนน พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ได้ 51 คะแนน งดออกเสียง 1 คะแนน [1]

แน่นอนว่าการเลือกประธานวุฒิสภาที่เกิดขึ้นนั้น เป็นไปโดยความชอบด้วยกฎหมาย ในการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา เพื่อให้กระบวนการต่างๆ ของวุฒิสภาดำเนินไปได้ แต่มีหลายข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ผลตัวเลขที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างบ้างที่เกิดขึ้นกับสภาสูงหรือวุฒิสภาของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อสังเกตแรก ในโครงสร้างพื้นฐานของระบบวุฒิสภาไทยในปัจจุบันนั้น ได้แบ่งแยกที่มา เพื่อมาทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง ที่มาจากจังหวัดละหนึ่งคน รวมทั้งหมด 77 จังหวัด ก็มี 77 คน และอีกส่วนหนึ่ง ทั้ง 73 คน มาส่วนสรรหาแต่งตั้ง ผ่านองค์กรอิสระ 7 องค์กร หรือที่เราเรียกว่า “7 อรหันต์” [2] ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 รวมทั้งหมด 150 คน ที่ทำหน้าที่ในสภาสูง

ข้อสังเกตที่สอง ต่อเนื่องจากข้อสังเกตแรกว่าตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 นั้น กระบวนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาสรรหาที่มาจาก 7 องค์กร คือ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย และตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดมอบหมาย องค์กรเหล่านี้ล้วนเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ซึ่งข้อขัดแย้งกันเองคือ เหล่าตัวแทนทั้ง 7 องค์กรเหล่านี้ก็มาจากการคัดเลือกจากวุฒิสภาเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นความลักลั่นเป็นวัฏจักรของอำนาจระหว่างองค์กรอิสระและวุฒิสภาในปัจจุบัน

ข้อสังเกตที่สาม ด้านอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภานั้น ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฏหมายก่อนขึ้นทูลเกล้า ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร ให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญต่างๆ ของบ้านเมือง พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่ง ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง [3] จะพบว่าไม่ได้น้อยไปกว่าอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฏร(ส.ส.) เลย

ผลคะแนน 96 ต่อ 51 สะท้อนอะไร ?

แน่นอนว่าหากดูฐานที่มาของแคนดิเดตระหว่าง นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย และ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ นั้น มาจากสองสายที่ตรงข้ามกัน แม้จะมาจากการสรรหาเหมือนๆ กัน โดยนายสุรชัย นั้น มาจากสายกลุ่ม 40 สว.สรรหา ที่ต่อต้านคัดค้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์และเป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุนม็อบ กปปส. ส่วน พล.ต.อ.จงรัก นั้น มาจากสายสาขาอาชีพ ที่หลายฝ่ายมองว่าอยู่ฝ่ายรัฐบาล ผลตัวเลขที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าในสภาสูง หรือวุฒิสภาของไทยในปัจจุบันนั้น ใครควบคุมอยู่ นั้นก็คือ กลุ่ม สว.สรรหา ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การปราศรัยที่เวที กปปส.ของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา กล่าวถึง กรณีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา บวกกับกลุ่ม ส.ว.เลือกตั้งบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มในภาคใต้ที่เป็นฐานเสียของพรรคประชาธิปัตย์ ก็สามารถล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์และระบอบทักษิณได้ ตั้งแต่นาทีที่ 12:48 ถึงนาทีที่ 17:09[4]

ภาพความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากลุ่ม ส.ว.สรรหา มีส่วนอยู่ไม่น้อย ที่ทำให้ความขัดแย้งบานปลายมากขึ้น แต่มีน้อยคนที่จะเข้าใจในส่วนนี้ เพราะมีความซับซ้อนอยู่มากตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่หากจะสรุปให้ง่ายเลย คือ การควบคุมวุฒิสภา ของ ส.ว.สรรหา บวกกับกลุ่ม ส.ว.เลือกตั้ง บางกลุ่มที่ต่อต้านระบอบทักษิณ สามารถล้มรัฐบาลได้หลายครั้งในอดีต ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย รวมถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ด้วย เหล่านี้ล้วนถูกกระบวนการขององค์กรอิสระที่เลือกมาทำหน้าที่โดยวุฒิสภาเล่นงานทั้งนั้น

ในอนาคตการเมืองไทยในปัจจุบัน ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพยายามมองหากระบวนการที่ให้ได้มาซึ่งนายกคนกลาง หนึ่งในนั้นก็คือกระบวนการวุฒิสภา ที่จะเป็นทางออกให้กับกลุ่มตนกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง แม้จะถูกต่อต้านจากฝ่ายที่ให้การสนับสนุนรัฐบาล ภายหลังกระบวนการรัฐประหารโดยองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญผ่านไปเป็นที่เรียบร้อย แม้จะยังไม่สามารถเอาคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ออกได้หมด

ความเพ้อฝันของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยังไม่หมดเพียงแค่ประท้วงไปวันๆ แต่ยังพยายามมองไปถึงการให้กระบวนการของสภาสูง หรือวุฒิสภานั้นเป็นของเสนอขึ้นทูลเกล้าเสนอนายกมาตรา 7 โดยการมีประธานวุฒิสภาและเสียงว่าครึ่งที่มาจากการสรรหาเป็นฝ่ายตน แม้จะถูกทักท้วงจากนักวิชาการ นักกฎหมาย หรือแม้กระทั่งกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลที่มองว่า การเสนอนายกคนกลางนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งในหลักกฏหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา ที่ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวว่างดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา คงมีแต่เรื่องเดียวเท่านั้นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่จะทำให้ความเพ้อฝันของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลประสบความสำเร็จ คือ การกลับมาทำรัฐประหารของ กองทัพไทย แล้วเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ว่าไม่ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง แต่ให้มาจากการสรรหาเหมือนสมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่ม

http://www.ispacethailand.com/political/3212.html

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 14 พ.ค. 14, 09:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมเห็นด้วยกับท่านเรดจากกระทู้ข้างล่าง ที่ให้ทำประชามติไปเลยดีกว่าว่าประชาชนยอมรับให้มีนายกมาตรา 7 ไหม ยอมรับก็จะได้เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปให้ดีขึ้น แต่ถ้าไม่ยอมรับก็เข้าสู่การเลือกตั้งและอยู่ในวังวนเดิมๆต่อไป ยังไงเรื่องการทำประชามติก็ฝากให้ชาวเสื้อแดงไปช่วยกดดันแกนนำแดงและพรรคเพื่อไทยด้วยละ เพราะพวกนี้ไม่รับฟังความเห็นจากฝ่ายตรงข้ามอยู่แล้ว ถ้าได้ผลการทำประชามติแล้วจะได้เลิกถกเถียงกันไป

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 พ.ค. 14, 10:03 น โดย kasa2009 » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม