หน้า: 1 2 3 4 5 6 7

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: อึ้ง! หญิงอินโดฯคลอดลูกเป็นตุ๊กแก  (อ่าน 12783 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #90 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 09:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ทุกอย่างเป็นการจิตภาพขึ้นมาให้เหมือนจริงมากที่สุดทั้งหมด 4008 คน ต้องช่วยกันจิตภาพขึ้นมาเช่นกัน และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคมไทยให้มีแบบอย่างความคิดที่สร้างสรรค์ ก้าวหน้าและเป็นแบบอย่างที่ดีสืบไปครับ...หนูๆน้องๆทุกคนต้องช่วยกัน หากมีใครจะเสนอแนะอะไรก็เข้ามาคุยกันได้หรือจะแนะนำตัวให้เพื่อนๆได้รู้จักเด็กเก่งเด็กอัจฉริยะที่มีอยู่ในนี้ 40 กว่าคนครับเชิญแนะนำตัวได้เลยครับแต่ถ้าไม่พร้อมก็ไม่เป็นไรครับอาจกำลังตื่นเต้นกันอยู จริงไหมจ๊ะหนูๆ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #91 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 09:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เช้านี้มีหนูสมัครเข้ามาดูประมาณ 500 คนแล้วเดี๋ยวสายๆหน่อยก็จะขึ้นเ 1000 คนจ้าไม่นึกว่าจะเข้ามากันมากมายและเดี๋ยวเรามาดูกันกับภาพน่ารักๆแปลกกันครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #92 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 10:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นี่คือยานอวกาศที่นาซ่าส่งไปลงที่ดาวอังคาร นักเรียน 4138 คน เตรียมรับความรู้กับอาจารย์ร่วมกันครับ..



สำรวจดาวอังคาร โดย ศ. ดร.สุทัศน์ ยกส้าน

สำรวจดาวอังคาร

ดาวอังคาร คือดาวเคราะห์ดวงที่ ๔ ของสุริยจักรวาล ซึ่งอยู่ถัดจากโลกออกมาจากดวงอาทิตย์ โคจรอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดประมาณ ๒๐๗ ล้านกิโลเมตร และไกลสุดประมาณ ๒๔๙ ล้านกิโลเมตร การอยู่ใกล้และไกลที่แตกต่างกันเช่นนี้ ทำให้ดาวอังคารได้รับแสงอาทิตย์ในปริมาณที่แตกต่างกันมาก

และปัจจุบันนี้เองที่มีอิทธิพลต่อสภาพดินฟ้าอากาศบนดาวอังคาร ขณะที่ดาวอยู่ใกล้โลกที่สุดประมาณ ๕๖ ล้านกิโลเมตร ดาวจะมีสีสุกใสที่สุด ณ ตำแหน่งนี้ กล้องโทรทรรศน์บนโลกสามารถเห็นวัตถุบนดาวอังคารที่มีขนาดตั้งแต่ ๑๐๐ กิโลเมตรขึ้นไปได้

แต่ถึงแม้ดาวอังคารจะสุกใสเช่นไร มันก็ยังสว่างน้อยกว่าดาวศุกร์ ด้วยเหตุผล ๓ ประการคือ

ดาวอังคารอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์เป็น ๒ เท่าของระยะทางที่ดาวศุกร์อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ ดังนั้น ผิวดาวอังคารจึงมีความเข้มน้อยกว่าผิวดาวศุกร์ประมาณร้อยละ ๗๕

เหตุผลข้อที่ ๒ คือ ดาวศุกร์มีขนาดใหญ่กว่าดาวอังคาร ดังนั้น มันจึงมีพื้นที่รับแสงอาทิตย์มากกว่า

และประการสุดท้ายคือ ผิวดาวอังคารสะท้อนแสงได้ประมาณร้อยละ ๑๕ ของดาวศุกร์เท่านั้นเอง เหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้ดาวอังคารสุกใสน้อยกว่าดาวศุกร์

รัศมีดาวอังคารมีความยาว ๓,๓๙๗ กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ ๕๓ ของรัศมีโลก ดาวอังคารมีดวงจันทร์เป็นบริวาร ๒ ดวง ชื่อ Phobos กับ Deimos ซึ่งเป็นชื่อของม้าลากรถศึกของ Mars เทพเจ้าแห่งสงครามประจำดาวอังคาร ดวงจันทร์ Phobos นั้นโคจรใกล้ดาวอังคารมาก คือห่างเพียง ๙,๓๘๐ กิโลเมตร เท่านั้นเอง การสำรวจที่ได้กระทำมาในระยะเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าดาวอังคารมีความหนาแน่นสูงกว่าดวงจันทร์ของเราเล็กน้อย คือ ๓,๙๐๐ กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร การหมุนรอบตัวเองทุก ๒๔.๘ ชั่วโมง ทำให้วันหนึ่งๆ บนดาวอังคารนานพอๆ กับวันหนึ่งบนโลกเรา เพราะแกนหมุนของมันเอียงทำมุม ๒๔.๐ องศา กับแนวดิ่ง (ในขณะที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม ๒๓.๕



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #93 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 10:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงเกาะติดสถานการณ์นี้ต่อไป โดย NASA ได้ส่งยาน Mars Polar Lander และ Mars Climate Arbiter ไปสำรวจดาวอังคาร เมื่อ ๕ ปีก่อนนี้ แต่ยานทั้งสองประสบอุบัติเหตุตกจากวงโคจร และขณะนี้ NASA กำลังมียาน Mars Odyssey โคจรอยู่เหนือดาวอังคาร เพื่อถ่ายภาพผิวดาว ยาน Odyssey ที่หนักครึ่งตัน มูลค่า ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ได้ทะยานจากโลก เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๓ การเดินทางที่นาน ๖ เดือน และไกล ๔๖๐ ล้านกิโลเมตร ได้นำยานถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ NASA ได้กำหนดให้ยานวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีและธรณีวิทยาของหินและดินบนดาว ภายในเวลา ๒.๕ ปี โดยให้ยานโคจรเหนือดาวอังคารที่ระดับสูง ๔๐๐ กิโลเมตร

ยานมีอุปกรณ์ gamma-ray spectrophotometer (GRS) ที่สามารถรับรังสีแกมมาจากหินบนดาวได้ ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจะทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ปริมาณและชนิดของธาตุที่แผ่รังสีแกมมา

นอกจากนี้ ยานยังมีอุปกรณ์ neutron spectrophotometer เพื่อตรวจหาไฮโดรเจนบนดาวอังคารด้วย และ NASA ก็คาดหวังว่า ถ้าอุปกรณ์นี้ตรวจพบว่าดินบนดาวอังคารมีไฮโดรเจนมากผิดปรกติ นั่นก็หมายความว่า ลึกลงไปใต้ดินอาจมีน้ำก็ได้ เพราะไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบหนึ่งของน้ำ

ส่วนอุปกรณ์ Thermal Emission Imaging -System นั้นเป็นกล้องถ่ายภาพที่มีประสิทธิภาพในการรับแสงอินฟราเรด เพราะ NASA คิดว่า ถ้าน้ำพุใต้ดาวมีจริง น้ำพุร้อนจะแผ่รังสีอินฟราเรดมาก และถ้าน้ำพุร้อนมีจริงจุลินทรีย์ก็สามารถอาศัยอยู่ได้ และอุปกรณ์สำคัญชิ้นสุดท้ายที่ยานมีคือ Martian Radiation Environment Experiment ที่ทำหน้าที่วัดความเข้มของรังสีชนิดต่างๆ เพื่อเลือกหาสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในการส่งมนุษย์อวกาศไปลงสำรวจดาวดวงนี้ในอนาคต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #94 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 10:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

และขณะนี้ยาน Mars Odyssey ก็กำลังเริ่มรับข้อมูลจากดาวอังคารแล้ว ส่วนโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับดาวอังคารก็มีดังต่อไปนี้ ในปี ๒๕๔๖ NASA มีกำหนดจะส่งยานอวกาศอีก ๒ ลำไปสำรวจดาวอังคาร และอีก ๒ ปีต่อมา ยาน Mars Reconnaissance Orbiter ที่มีกล้องถ่ายภาพประสิทธิภาพสูงมาก คือสามารถบันทึกภาพของวัตถุที่มีขนาดเล็กเท่าลูกฟุตบอลได้ ก็จะถูกส่งไปโคจรรอบดาวอังคาร และใน พ.ศ. ๒๕๕๐ NASA จะส่งหุ่นยนต์ไปลงบนดาวอังคาร เพื่อวัดและสำรวจสภาพอากาศ รวมทั้งความชื้นใน พ.ศ. ๒๕๕๘ NASA ได้กำหนดจะส่งยานไปขุดดินบนดาวอังคารเพื่อนำกลับมาวิเคราะห์บนโลกในอีก ๒ ปีต่อมา

ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ในทศวรรษหน้านี้การสำรวจดาวอังคารจะตอบคำถามที่ว่า ดาวอังคารมีสิ่งมีชีวิตหรือไม่ แต่ในการที่จะตอบคำถามนี้ได้โดยปราศจากข้อกังขาใดๆ นักวิทยาศาสตร์ทุกคนต้องมั่นใจ ๑๐๐% เต็มว่า ยานและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เหล่านั้น มิได้นำจุลินทรีย์ใดๆ จากโลกไปปลดปล่อยบนดาวอังคาร และนั่นก็หมายความว่า ยานต้องผ่านการฆ่าเชื้ออย่างดี แต่การอบแห้งที่อุณหภูมิ ๑๐๐ องศาเซลเซียส นาน ๓๐ ชั่วโมง จะทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนยาน ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องออกแบบกระบวนการทำความสะอาดยานอวกาศให้บริสุทธิ์หมดจดจริงๆ เพราะเทคนิคการทำความสะอาดนี้เป็นความลับที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ จึงไม่ได้รับการเปิดเผยหมด ข้อมูลเท่าที่ปรากฏคือ ใช้ hydrogen peroxide ทำความสะอาดเช่นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ทำความสะอาดเครื่องมือ โดยให้ H2O2 ชำระล้างทุกชิ้นส่วนในสุญญากาศ

และเมื่อไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ระเหย เขาก็จะผ่านกระแสไฟฟ้าแรงสูงเข้าไป ทำให้โมเลกุลแตกตัวเป็นพลาสมา (plasma) ซึ่งจะพุ่งเข้าทำลายอินทรีย์โมเลกุลทุกตัวที่อาจหลงเหลืออยู่บนผิวของยานอวกาศ โดยจะไม่ทำลายชิ้นส่วนของยานอวกาศแต่อย่างใด

นอกจากวิธีดังกล่าวนี้แล้ว NASA ยังทดลองใช้เทคนิคอื่นๆ อีก เพื่อให้มั่นใจ ๑๐๐% ว่า เวลายานอวกาศรายงานการพบจุลินทรีย์บนดาวอังคาร มันคงไม่ใช่จุลินทรีย์ที่เคยอยู่แถวรัฐ Florida ของสหรัฐอเมริกา.



ผู้เขียน : ศ. ดร.สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีสมาชิก ประเภทวิทยาศาสตร์กายภาพ สาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิทยาศาสตร์


ต้องขอขอบคุณอาจารย์ศ.ดร.สุทัศน์ มาในโอกาสอันดีนี้ครับที่มาให้ความรู้แก่น้องๆทั้งหมด 4160 คนครับได้รับความรู้ร่วมกันทั้งหมดครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #95 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 10:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตอนนี้จะเสนอวิชาดาราศาสตร์แก่น้องๆหนูๆที่น่ารักทุกคนเรียบร้อยแล้วครับ

เดี๋ยวต่อไปเราจะเสนอวิชาอะไรดีมีใครสนใจวิชาใดยกมือขึ้นครับเดี๋ยวคุณครูจะจัดให้จ้ามีหนูคนนึงยกมือแต่ไกลบอกจะดูภาพแปลกๆเดี๋ยวจะจัดให้เลยนะมาไปดูกันเลยทั้ง 4260 คนแล้วจ้า...






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 มิ.ย. 14, 10:33 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #96 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 10:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปลา 2 หัวดูก่อนว่าใช่รึไม่น้องๆหนูๆดูกันให้ดีครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #97 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 10:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รู้สึกจะเป็นปลาฉลามมี 2 หัว น้องๆหนูๆเป็นคนส่งเข้ามาร่วมกันครับ น่ารักจริงๆตอนนี้คนเข้ามาดู 700 กว่าคนแล้ว ยอดขึ้นมาที่ 4368 คนแล้วครับ นี่แค่เสนอปลา 2 หัวนะจ๊ะหนูๆ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #98 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 11:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรามาดูวิชาดาราศาสตร์ ตอนที่ 2

องค์การนาซาส่งยานอวกาศมาเวน (Maven) ไปดาวอังคาร


19 พฤศจิกายน 2556

องค์การนาซาได้ส่งยานอวกาศ มาเวน (Maven : The Mars Atmosphere and Volatile EvolutioN) เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2556 เวลา 13:28 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ แหลมคานาเวอรอล ฐานทัพอากาศสหรัฐอเมริกา รัฐฟลอริดา เพื่อไปโคจรรอบดาวอังคาร ยานอวกาศมาเวนได้มุ่งหน้าสู่ดาวอังคารซึ่งห่างจากโลกประมาณ 22,526 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 10 เดือน และจะเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารในเดือนกันยายน 2557

ยานอวกาศมาเวน (Maven) มีกำหนดการที่จะเดินทางไปถึงดาวอังคารในวันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2557 เพื่อทำการศึกษาบรรยากาศและการวิวัฒนาการจากการระเหยของบรรยากาศของดาวอังคารในอดีต เนื่องจากผลของการที่ดาวอังคารไม่มีสนามแม่เหล็กป้องกันตัวดาวเคราะห์จากรังสีคอสมิกและลมสุริยะ ยานอวกาศมาเวนจะโคจรรอบดาวอังคารเป็นวงรีที่ระยะทางไกลสุด 6,220 กิโลเมตร และผ่านจุดที่ใกล้ตัวดาวอังคารที่ระยะทาง 150 กิโลเมตร เพื่อที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลในเชิงลึกของบรรยากาศ ภารกิจนี้ใช้เวลา 1 ปีของโลก (ครึ่งปีของดาวอังคาร)

ยานอวกาศมาเวนถูกส่งไปดาวอังคารโดยตรงซึ่งจะทำให้ใช้เวลาในการเดินทางน้อยกว่า ยานอวกาศ มังคละยาน (Mangalyann) ขององค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (ISRO) ที่ได้ทำการปล่อยยานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา คาดการว่ายานจะเข้าสู่วงโคจรก่อนยานอวกาศ มังคละยาน เพียงไม่กี่วัน



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 มิ.ย. 14, 11:32 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #99 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 11:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โอ้โฮคนเข้ามาดูกัน 4724 คนแล้ว มีผู้สนใจที่จะเรียนวิชาต่างจึงเข้ามากันมาก นี่ก็เสนอวิชาดาราศาสตร์ไปตอนที่ 2 แล้ว เอาให้จุใจกันไปเลยกับคนที่ชอบวิชานี้ครับ...ตอนนี้พักอีก15 นาทีเดี๋ยวมาคุยกันใหม่นะหนูๆทุกคนครับ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 มิ.ย. 14, 12:09 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #100 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อไปเราจะมาศึกษาวิชาพุทธศาสตร์ เพื่อกล่อมเกลาจิตใจของน้องๆทุกๆคน พอศึกษาวิชานี้แล้วจะนำรูปแปลกๆมาให้ดูอีกนะจ๊ะหนูๆทุกคน ตอนนี้มีผู้สมัครเข้ามา 1200 คนแล้วครับรวดเร็วจังเลยครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #101 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 




วิธีแก้ปัญหาตามแนวพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาเน้นการแก้ปัญหาด้วยการกระทำของมนุษย์ตามหลักของเหตุผล ไม่หวังการอ้อนวอนจากปัจจัยภายนอก เช่น เทพเจ้า รุกขเทวดา ภูตผีปีศาจ เป็นต้น จะเห็นได้จากตัวอย่างคำสอนในคาถาธรรมบท แปลความว่า มนุษย์ทั้งหลายถูกภัยคุกคามแล้ว พากันถึงเจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าภูผา ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พึ่งแต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สรณะอันเกษม
เมื่อยึดเอาสิ่งเหล่านั้นเป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ย่อมไม่สามารถหลุดพันจากความทุกข์ทั้งปวง…แต่ชนเหล่าใดมาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ รู้เข้าใจอริยสัจ 4 เห็นปัญหา เหตุเกิดของปัญหา ภาวะไร้ปัญหา และวิธีปฏิบัติให้ถึงความสิ้นปัญหาจึงจะสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้" ดังนั้นมนุษย์ต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีการของมนุษย์ที่เพียรทำการด้วยปัญญาที่รู้เหตุปัจจัย หลักการแก้ปัญหาด้วยปัญญาของมนุษย์คือ

1. ทุกข์ คือ การเกิดปัญหา หรือรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น หรือรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร
2. สมุทัย คือ การสืบหาสาเหตุของปัญหา
3. นิโรธ คือ กำหนดแนวทางหรือวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เหล่านั้น
4. มรรค คือ ปฏิบัติตามวิธีการให้ถึงการแก้ไขปัญหา หรือวิธีการดับปัญหาได้

หลักการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 นี้ มีคุณค่าเด่นที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #102 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

1. เป็นวิธีการแห่งปัญญา ซึ่งดำเนินการแก้ไขปัญหาตามระบบแห่งเหตุผล เป็นระบบวิธีแบบอย่าง ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาใด ๆ ก็ตาม ที่จะมีคุณค่าและสมเหตุผล จะต้องดำเนินไปในแนวเดียวกันเช่นนี้
2. เป็นการแก้ปัญหาและจัดการกับชีวิตของตน ด้วยปัญญาของมนุษย์เอง โดยนำเอาหลักความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ ไม่ต้องอ้างอำนาจดลบันดาลของตัวการพิเศษเหนือธรรมชาติ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ
3. เป็นความจริงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทุกคน ไม่ว่ามนุษย์จะเตลิดออกไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ห่างไกลตัวกว้างขวางมากมายเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าเขายังจะต้องมีชีวิตของตนเองที่มีคุณค่าและสัมพันธ์กับสิ่งภายนอกเหล่านั้นอย่างมีผลดีแล้ว เขาจะต้อง
เกี่ยวข้องและใช้ประโยชน์จากหลักความจริงนี้ตลอดไป
4. เป็นหลักความจริงกลาง ๆ ที่ติดเนื่องอยู่กับชีวิต หรือเป็นเรื่องของชีวิตเองแท้ ๆ ไม่ว่ามนุษย์จะสร้างสรรค์ศิลปวิทยาการ หรือดำเนินกิจการใด ๆ ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของตน และไม่ว่าศิลป-วิทยาการ หรือกิจการต่าง ๆ นั้น จะเจริญขึ้น
เสื่อมลง สูญสลายไป หรือเกิดมีใหม่มาแทนอย่างไรก็ตาม หลักความจริงนี้ก็จะคงยืนยงใหม่ และใช้เป็นประโยชน์ได้ตลอดทุกเวลา




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #103 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 




พุทธประวัติ

การบริหารและการธำรงรักษา
พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า



พระพุทธเจ้าในฐานะเป็นมนุษย์
์ผู้ฝึกตนได้อย่างสูงสุด



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #104 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธประวัติ วิชาพระพุทธศาสนา



ความสำคัญของพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน สถาบันหลักที่สำคัญของสังคมไทยมี 3 สถาบัน ได้แก่ สถาบันชาติ สถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ เราถือว่าสถาบันชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ส่วนสถาบันศาสนาซึ่งหมายถึง พระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชน พุทธศาสนิกชน หมายถึง ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนามีความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บางทีเราเรียกว่าพุทธศาสนิกชนว่า ชาวพุทธ ก็ได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งประเทศประมาณ 65 ล้านคน มีผู้นับถือพระพุทธศาสนาประมาณ 62 ล้านคน มีประชากรเพียงประมาณ 3 ล้านคนเท่านั้นที่นับถือศาสนาอื่น ดังนั้น เราจึงกล่าวได้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนหรือชาวพุทธ


1. ข้อใดไม่ใช่ส่วนประกอบของพระรัตนตรัย
ก. พระพุทธ
ข. พระธรรม
ค. พระศาสนา
ง. พระสงฆ์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #105 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธประวัติ หมายถึง ประวัติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ศากยวงศ์ ผู้ปกครองเมืองกบิลพัสดุ์ และพระนางสิริมหามายาเจ้าหญิงจากโกลิยวงศ์ แห่งเมืองเทวทหะ ประสูติในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ณ สวนลุมพินีวัน อยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ ปัจจุบันอยู่ที่ตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล เมื่อพระกุมารประสูติได้ 3 วัน อสิตดาบส ได้ขอเข้าเฝ้าชมพระบารมี ครั้งเห็นพระกุมาร จึงทำนายว่า พระกุมารนี้ถ้าอยู่ครองราชสมบัติจะได้เป็นพระจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ถ้าเสด็จออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลกเมื่อพระกุมารประสูติได้ 5 วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้มีพิธีขนาน พระนามและทำนายลักษณะของพระกุมาร พระกุมารได้พระนามว่า สิทธัตถะ แปลว่า ผู้มีความสำเร็จสมปรารถนา จากนั้นพราหมณ์ได้ทำนายพระลักษณะของพระกุมาร พราหมณ์ส่วนใหญ่ทำนายเหมือนที่อสิตดาบสได้ทำนายไว้ มีเพียงพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งชื่อ โกณฑัญญะ ทำนายว่า พระกุมารจะเสด็จออกบวช และได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน 2. ใครเป็นคนทำนายว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะเสด็จออกบวชและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ก. พราหมณ์
ข. พระอัสสชิ
ค.โกณฑัญญะ
ง. พระเจ้าสุทโธทนะ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #106 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธประวัติ 2

เมื่อพระกุมารประสูติได้ 7 วัน พระมารดาก็สวรรคต พระเจ้าสุทโธทนะจึงโปรดให้ พระนางปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระขนิษฐา (น้องสาว) ของพระนางสิริมหามายาทรงเลี้ยงดูพระกุมารพระเจ้าสุทโธทนะต้องการให้พระราชโอรสครองราชสมบัติต่อจากพระองค์ ไม่ต้องการให้เสด็จออกบวช ครั้งเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญวัยอันสมควรที่จะได้รับการศึกษาเล่าเรียน พระองค์จึงทรงให้เข้าศึกษาวิชาความรู้ในสำนักครูวิศวามิตร เจ้าชายสิทธัตถะทรงขยันหมั่นเพียร มีสติปัญญา เฉลียวฉลาด สามารถศึกษาวิชาความรู้ต่าง ๆ จนจบในเวลาอันรวดเร็ว ครั้งเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ 16 พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะทรงโปรดให้สร้างปราสาท 3 หลัง ให้เป็นที่ประทับอย่างสุขสบายทั้ง 3 ฤดู และทรงขอเจ้าหญิงยโสธราหรือพิมพามาอภิเษกเป็นพระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะด้วยมีพระประสงค์จะโน้มน้าวใจให้เจ้าชายสิทธัตถะอยู่ครองราชสมบัติ


3. พระเจ้าสุทโธทนะใช้วิธีใดในการโน้มน้าวไม่ให้เจ้าชายสิทธัตถะออกบวช
ก. ให้ไปอยู่หัวเมือง
ข. ให้อภิเษกกับเจ้าหญิงยโสธรา
ค. ให้ไปศึกษาหาความรู้ตามที่ชอบ
ง. กักขังให้อยู่แต่ปราสาท ไม่ให้ออกไปไหน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #107 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธประวัติ 3

เจ้าชายสิทธัตถะทรงประทับอยู่ในปราสาททั้ง 3 หลังอย่างสุขสบาย วันหนึ่งได้เสด็จประพาสพระนคร ทรงพบเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตายและนักบวช ทั้ง 4 นี้ รวมเรียกว่า เทวทูต เจ้าชายสิทธัตถะทรงสลดพระทัยที่ทรงเห็นคนแก่ คนเจ็บ และคนตาย ทรงพอพระทัยที่เห็นนักบวช พระองค์ทรงนำสิ่งที่พบเห็นมาพิจารณาไตร่ตรอง ทรงพบว่า ชีวิตนี้มีแต่ความทุกข์ ทำอย่างไรจึง จะพ้นทุกข์ ทรงคิดว่าชีวิตการครองเรือนของพระองค์แม้จะเป็นกษัตริย์ที่มีความสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง แต่ก็ยังคับแคบจำกัด ไม่มีทางแก้ไขให้ตนเองและผู้อื่นได้พ้นจากความทุกข์ได้ มีทางเดียวเท่านั้นที่จะคิดค้นหาทางพ้นทุกข์ได้ คือ การออกบวชเจ้าชายสิทธัตถะทรงครุ่นคิดเรื่องการเสด็จออกบวชอยู่ตลอดเวลา จนกระทั้งพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางยโสธราประสูติพระโอรสพระนามว่า ราหุล แม้ว่าจะทรงห่วงใยพระโอรส แต่ด้วยมีพระประสงค์ที่จะหาทางช่วยเหลือชาวโลกให้พ้นทุกข์ หากอยู่อย่างนี้ต่อไปคงไม่มีทางพ้นทุกข์ได้ ดังนั้นในกลางดึกคืนนั้นพระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกบวช โดยทรงม้าพระที่นั่งชื่อ กัณฐกะ และมีนายฉันนะ มหาดเล็กคนสนิทตามเสด็จ


4. ม้าพระที่นั่งที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงม้าออกผนวชมีชื่อว่าอะไร
ก. ฉันนะ
ข. กัณฐกะ
ค. ราหุล
ง. เทวฑูต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #108 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธประวัติ 4

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จถึงริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ซึ่งเป็นแม่น้ำแบ่งเขตแดนระหว่างแคว้นสักกะ แคว้นโกศล และแคว้นวัชชี ทรงปลงผม โกนหนวดทิ้ง ทรงครองเพศเป็นนักบวช แล้วส่งนายฉันนะและม้ากัณฐกะกลับกรุงกบิลพัสดุ์ จากนั้นพระองค์เสด็จไปยังแคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้ครองเมืองราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ ทราบข่าวการเสด็จมาของเจ้าชายสิทธัตถะ จึงเสด็จออกไปต้อนรับและทรงเชิญให้ครองเมืองด้วยกัน แต่พระสิทธัตถะทรงปฏิเสธ จากนั้นได้เสด็จไปยังสำนักอาฬารดาบส และสำนักอุททกดาบส ทรงศึกษาและค้นคว้าอยู่ที่สำนักทั้ง 2 นี้ จนได้สำเร็จฌานสูง แต่ทรงเห็นว่ายังไม่ใช่หนทางที่จะพ้นทุกข์ เพราะทรงรู้ว่าจิตใจของพระองค์ยังมีรัก โลภ โกรธ หลง จึงอำลาอาจารย์ทั้งสองไปบำเพ็ญเพียรด้วยตนเอง โดยเสด็จมุ่งหน้าสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในตำบลพุทธคยา ประเทศอินเดีย

5. เจ้าชายสิทธัตถะทรงปลงครองเพศเป็นนักบวช ณ ที่ใด
ก. แคว้นมคธ
ข. ใต้ต้นไทร
ค. แคว้นโกศล
ง. ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #109 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตรัสรู้ 1

เมื่อเสด็จถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม พระสิทธัตถะได้ทรงบำเพ็ญ ทุกรกิริยา คือ การทรมานกายให้ลำบากด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น กัดฟัน กลั้นลมหายใจ อดอาหาร เป็นต้น ทรงทรมานพระวรกายจนร่างกายผ่ายผอม โดยมีปัญจวัคคีย์ ซึ่งประกอบด้วยพราหมณ์ 5 คน ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ คอยปรนนิบัติดูแลอย่างใกล้ชิด ต่อมาพระสิทธัตถะทรงเห็นว่า การทรมานกายให้ลำบากด้วยวิธีเหล่านี้ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงเลิก หันไปบำรุงพระวรกายให้มีกำลัง ฝ่ายปัญจวัคคีย์เห็นพระสิทธัตถะเลิกทรมานพระวรกาย ก็คิดว่าพระองค์คงไม่สามารถตรัสรู้ได้จึงแยกไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี

พระสิทธัตถะทรงเริ่มบำเพ็ญเพียรทางจิตตามหลักการของฌานหรือสมาธิที่ทรงเคยปฏิบัติมาก่อนจากสำนักของอาฬารดาบสและอุททกดาบส โดยทรงยึดทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา

6. ทำไมปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 จึงเดินทางกลับป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
ก. เพราะเบื่อการเป็นพราหมณ์แล้ว
ข. เพราะไม่อยากเป็นพระอรหันต์แล้ว
ค. เพราะคิดว่าพระสิทธัตถะคงไม่สามารถตรัสรู้ได้
ง. เพราะที่นั้นเงียบสงบเหมาะกับการบำเพ็ญทุกรกิริยา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #110 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตรัสรู้ 2

ครั้งถึงเช้าของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ขณะที่พระสิทธัตถะประทับอยู่ที่ใต้ต้นไทรหรือ ต้นนิโครธ ริมแม่น้ำเนรัญชรา นางสุชาดาลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้านในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม นำข้าวมธุปายาสมาถวาย ด้วยเข้าใจว่าเป็นเทวดา เมื่อฉันข้าวมธุปายาสแล้ว ทรงนำถาดไปลอยที่แม่น้ำแล้วทรงพักผ่อนที่ดงไม้สาละ ตอนเย็นเสด็จไปยังต้นมหาโพธิ์ ทรงรับหญ้าคา 8 กำ จากโสตถิยพราหมณ์นำมาปูลาดเป็นอาสนะ ณ ใต้ต้นมหาโพธิ์ ประทับนั่งหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก แล้วทรงตั้งพระทัยว่า ถ้าไม่ตรัสรู้ทาง พ้นทุกข์จะไม่ลุกไปไหน พระสิทธัตถะทรงบำเพ็ญเพียรทางจิตทำให้จิตเป็นสมาธิ ในที่สุดเมื่อใกล้รุ่งของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยทรงรู้แจ้งธรรม 4 ประการ เรียกว่า อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธและมรรค รวมเวลาตั้งแต่เสด็จออกบวชจนถึงตรัสรู้ เป็นเวลา

6 ปี ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ 35 พรรษา

7. พระสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยทรงรู้เห็นธรรมใด
ก. อริยสัจ 4
ข. การดับทุกข์
ค. ทางสายกลาง
ง. พรหมวิหาร 4



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #111 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การประกาศพระธรรม 1

เมื่อตรัสรู้แล้วพระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พระธรรมที่ทรงตรัสรู้ พระองค์ทรงระลึกถึง อาฬารดาบสและอุททกดาบส ทรงทราบว่าสิ้นชีวิตแล้ว จึงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ก็ทรงทราบว่า ขณะนี้อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จึงได้เสด็จไปแสดงธรรมชื่อ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 การแสดงธรรมครั้งนี้เรียกว่า ปฐมเทศนา โกณฑัญญะเกิดดวงตาเห็นธรรมขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา ส่วนวัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ได้ฟังธรรมแล้วก็เลื่อมใสจึงขอบวช จากนั้น ได้แสดงธรรมแก่พระภิกษุทั้ง 5 จนได้สำเร็จพระอรหันต์ทั้งหมด ขณะนั้นจึงมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก 6 องค์ รวมทั้งพระพุทธเจ้า และเกิดพระรัตนตรัยทั้ง 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์


8. ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ คือธรรมในข้อใด
ก. อริยสัจ 4
ข. พรหมวิหาร 4
ค. หนทางสู่การดับทุกข์
ง. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #112 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การประกาศพระธรรม 2

พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันพร้อมกับปัญจวัคคีย์ในระหว่างพรรษา มีชาวเมืองพาราณสีได้ฟังธรรมจนสำเร็จอรหันต์ และได้ขอบวชเป็นพระสงฆ์สาวกอีก 55 องค์ จึงมีพระอรหันต์ทั้งหมดรวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วย 61 องค์ ในจำนวนพระอรหันต์ 55 องค์หลังนี้ มีหัวหน้าชื่อ พระยสะ กุลบุตร ต่อมาบิดามารดาและอดีตภรรยาของพระยสะ กุลบุตร ได้มาฟังธรรมและเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกและอุบาสิกา จึงนับเป็นอุบาสกและอุบาสิกาคนแรกของพระพุทธศาสนา 9. อุบาสกและอุบาสิกาคนแรกของพระพุทธศาสนาคือใคร
ก. ภรรยาของโกณฑัญญะ
ข. บิดามารดาของโกณฑัญญะ
ค. น้องของพระยสะ กุลบุตร
ง. บิดามารดาของพระยสะ กุลบุตร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #113 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การประกาศพระธรรม 3

พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่ามีสาวกจำนวนมากพอที่จะส่งไปเผยแผ่พระศาสนาได้แล้ว จึงทรงมอบหลักการในการไปประกาศเผยแผ่พระศาสนาแก่พระสาวกทั้งหมดว่า ขอให้แยกย้ายกันไปประกาศพระศาสนาเพื่อยังประโยชน์และความสุขแก่ชาวโลก เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลชาวโลก โดยแยกย้ายกันไปแห่งละ 1 องค์ อย่ารวมกันไป ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จะไปยังอุรุเวลาเสนานิคม จากนั้นสาวกทุกองค์ต่างแยกย้ายกันไปประกาศพระศาสนาตามเมืองและแคว้นต่าง ๆ ส่วนพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ระหว่างทางได้พบชายหนุ่ม 30 คน เรียกว่า กลุ่มภัททวัคคีย์ ทรงแสดงธรรมให้ฟัง ทั้งหมดได้สำเร็จพระอรหันต์กราบทูลขอบวชเป็นพระภิกษุ 10. พระพุทธเจ้าทรงเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ใด
ก. แคว้นวัชชี
ข. เมืองไพศาลี
ค. แคว้นพาราณสี
ง. ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #114 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โปรดชฎิล

ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา มีสำนักของชฎิล 3 พี่น้อง ซึ่งเป็นนักบวชที่บูชาไฟ พี่ชายใหญ่ชื่อ อุรุเวลกัสสปะ คนกลางชื่อ นทีกัสสปะ และคนน้องชื่อ คยากัสสปะ มีบริวารทั้งสิ้น 1,000 คน เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ก็ได้เสด็จไปยังสำนักของชฎิล 3 พี่น้อง ด้วยทรงเห็นว่าชฎิล 3 พี่น้องเป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าพิมพิสารและชาวเมืองราชคฤห์ ถ้าทำให้ชฎิลนับถือคำสั่งสอนของพระองค์ได้ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแคว้นมคธจะง่ายขึ้น พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในสำนักชฎิล 3 พี่น้องเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ได้ทรงแสดงธรรมแก่ชฎิล 3 พี่น้องและบริวาร จนทั้งหมดได้หันมานับถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และกราบทูลขอบวชเป็นพระสาวก พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมอบรมจนทั้งหมดได้สำเร็จพระอรหันต์ 11. พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ใครที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา
ก. ชฎิล 3 พี่น้อง
ข. พระเจ้าพิมพิสาร
ค. พราหมณ์ 3 พี่น้อง
ง. ชาวเมืองราชคฤห์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #115 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โปรดพระเจ้าพิมพิสาร

พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยชฎิล 3 พี่น้อง เสด็จเข้าเมืองราชคฤห์ ทรงพักอยู่ที่ลัฏฐิวันหรือ สวนตาลหนุ่ม พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าว จึงได้พาข้าราชบริพารไปเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ฟัง พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยข้าราชบริพาร และประชาชนที่เข้าเฝ้าเกิดความเลื่อมใสศรัทธาประกาศตนขอนับถือพระพุทธศาสนา พระเจ้าพิมพิสารได้สำเร็จมรรคผลเป็นโสดาบัน พระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปฉันอาหารในพระราชนิเวศน์ ในวันรุ่งขึ้นพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก หลังจากถวายอาหารเสร็จแล้วพระเจ้าพิมพิสารทรงหลั่งน้ำใส่พระหัตถ์พระพุทธเจ้า ยกอุทยานสวนป่าไผ่ที่เรียกว่า พระเวฬุวัน ถวายเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก พระเวฬุวันจึงเป็นวัดพระพุทธศาสนาแห่งแรกของโลก


12. วัดพระพุทธศาสนาแห่งแรกของโลก คือวัดใด
ก. วัดพระแก้ว
ข. วัดพระเวฬุวัน
ค. วัดมงคลบพิตร
ง. วัดอรุณราชวรมหาวิหาร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #116 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระอัครสาวก

ในเมืองราชคฤห์มีชายหนุ่ม 2 คน เป็นเพื่อนรักกันชื่อ อุปติสสะ และ โกลิตะ ได้พาพรรคพวกบริวาร 250 คน ไปบวชอยู่ในสำนักสญชัยปริพาชกเพื่อแสวงหาทางตรัสรู้ แต่เรียนจบความรู้ของสญชัยปริพาชกแล้ว ก็ยังไม่พบทางตรัสรู้ จึงลาออกจากสำนักสญชัยปริพาชก แยกย้ายกันไปแสวงหาหนทางตรัสรู้ด้วยตนเอง แต่ก็สัญญากันว่า ถ้าใครพบทางตรัสรู้ก่อนก็ให้มาบอกด้วย อุปติสสะได้พบพระอัสสชิ หนึ่งในปัญจวัคคีย์ เกิดความเลื่อมใสในอิริยาบถได้เข้าไปขอให้แสดงธรรมให้ฟัง อุปติสสะเกิดความเข้าใจในธรรมบรรลุมรรคผลเป็นโสดาบัน จากนั้นได้ลาพระอัสสชิและกลับไปบอกโกลิตะ โกลิตะได้ฟังธรรมที่อุปติสสะนำมาบอกก็ได้บรรลุมรรคผลเป็นโสดาบันเช่นกัน จึงได้พาพรรคพวกบริวารไปเข้าเฝ้าขอบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน อุปติสสะเมื่อบวชแล้วได้ชื่อใหม่ว่าสารีบุตร ท่านบวชได้ 15 วัน จึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ ต่อมาได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ให้เป็น อัครสาวกฝ่ายขวา ผู้มีความเป็นเลิศด้านปัญญา ส่วนโกลิตะได้ชื่อใหม่ว่า โมคคัลลานะ บวชได้ 7 วัน ก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และได้รับการยกย่องให้เป็น อัครสาวกฝ่ายซ้าย ผู้มีความเป็นเลิศด้านมีฤทธิ์ คือมีความสามารถพิเศษที่ได้จากการทำสมาธิ เช่น เหาะเหินเดินอากาศได้ เป็นต้น


13. ใครได้รับการยกย่องให้เป็นอัครสาวกฝ่ายขวา
ก. โกลิตะ
ข. พระอัสสชิ
ค. พระสารีบุตร
ง. พระโมคคัลลานะ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #117 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แสดงโอวาทปาฏิโมกข์

ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ในปีถัดมา หลังจากตรัสรู้ ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ พระเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ที่ออกไปเผยแผ่พระธรรมยังที่ต่าง ๆ ได้กลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย จำนวน 1,250 รูป พระพุทธเจ้าทรงเห็นเป็นโอกาสเหมาะ จึงทรงให้จัดประชุมพระสาวกขึ้นในวันนั้น และทรงแสดงธรรมที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นพระธรรมที่ถือว่าเป็นหลักการของพระพุทธศาสนา คือ สอนให้ ละเว้นการทำความชั่ว ให้กระทำแต่ความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส


14. พระธรรมที่ถือว่าเป็นหลักการของพระพุทธศาสนา คือข้อใด ก. อริยสัจ 4
ข. อิทธิบาท 4
ค. พรหมวิหาร 4
ง. โอวาทปาฏิโมกข์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #118 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จาตุรงคสันนิบาต

การประชุมพระสาวกครั้งนี้มีลักษณะเด่นเป็นพิเศษ 4 ประการ คือ 1. เป็นวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง เดือน 3 2. พระสงฆ์ที่มาประชุมมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย 3. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ 4. พระสงฆ์ทั้งหมดพระพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้ ด้วยเหตุนี้การประชุมครั้งนี้จึงเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต 15. ข้อใดไม่ใช่ ลักษณะของ จาตุรงคสันนิบาต
ก. วันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง
ข. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์
ค. พระสงฆ์นัดหมายกันมาประชุมพร้อมกัน
ง. พระสงฆ์ทั้งหมดพระพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #119 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 12:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วันนี้หนูๆทุกคนได้เรียนวิชาพุทศาสนาไปอีกวิชานึงเป็นวิชาที่สองแล้ว วันนี้ทุกคนได้รับความรู้อย่างเต็มที่ และขณะนี้มีลูกศิษย์เข้ามาเรียนรู้จากคุณครูใหญ่แล้ว 5000 คนเรียบร้อยรวบเร็วมากเลยหลายชั่วโมงที่ผ่านมามีผู้เข้ามาใหม่อีก 1200 คนเลยทีเดียวท่านคงไม่เหงาอีกต่อไปแล้วมีครูใหญ่ให้ความรู้ท่านอยู่ในเว็บสนุก เปิด"โรงเรียนของหนู"ขึ้นมาเพื่อให้ความรู้แก่ท่านโดยเฉพาะครับตอนนี้ให้พักเที่ยงสัก 30 นาทีเดี๋ยวเข้ามาคุยใหม่ครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #120 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 14:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีนักเรียนทุกคนจ้า

ตอนนี้มีลูกศิษย์ทั้งหมดรวม 5300 คนแล้ว วันนี้ได้รับความรู้กันเพียบตั้งใจเรียนรู้นะหนูๆทุกคน คุณครูจะนำวิชาการมาเสนอให้หนูๆทุกคนให้มีความรู้กว้างไกลให้หมดทุกคนเลยครับ...เดี๋ยวจะไปดูของแปลกกันน้องคงตั้งตารอคอยตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วใช่ไหมจ๊ะ เล่นนั่งรอคุณครูมาคุยกันเลยนะ ไม่ยอมพักผ่อนกันมาไม่เป็นไรเรามาต่อกันเลยนะ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #121 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 14:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรามาดูคุณพ่อสอนให้ลูกปราบจระเข้หรือไกรทองจิ๋วนั่นเองครับน้องๆไม่ต้องตกใจกลัวจนตาค้างนะจ๊ะ เห็นมีหลายคนกลัวตุ๊กแกกลัวจิ้งจกกันหลายคนตกใจกันหมดเลย...มีใครอยู่ข้างๆก็กอดเลยหากเป็นคุณพ่อก็ไม่ว่ากันนะจ๊ะ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #122 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 14:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรามาดูคุณพ่อสอนให้ลูกปราบจระเข้หรือไกรทองจิ๋วนั่นเองครับน้องๆไม่ต้องตกใจกลัวจนตาค้างนะจ๊ะ เห็นมีหลายคนกลัวตุ๊กแกกลัวจิ้งจกกันหลายคนตกใจกันหมดเลย...มีใครอยู่ข้างๆก็กอดเลยหากเป็นคุณพ่อก็ไม่ว่ากันนะจ๊ะ...




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #123 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 14:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สอนวิชาปราบจระเข้เก่งจริงๆ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #124 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 14:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มาดูท่าที่ 2 กัน ห้ามคิดลึกนะให้คิดบวกเพียงอย่างเดียว หากใครดื้อจะจับมาตีก้นสัก 2 ที คุณครูพูดเล่น คุณครูใจดีจ๊ะจะทำลูกศิษย์ได้ลงคอหรือน่ารักอาโนเนะกันทุกคนเลย..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #125 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 14:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตอนนี้ลูกศิษย์มีถึง 5400 คนแล้วเร็วจังเลย เด๋ยวเรามาดูเด็กไม่น่ารักชอบแอบดูของผู้ใหญ่และไม่ควรเรียนแบบนะหนูๆทุกๆคนมาดูกันนะแค่เป็นตัวอย่างเท่านั้นนะ ลูกศิษย์ครูคงจะเป็นคนนิสัยดีกันทุกๆคนจ้า...

(แบบนี้ไม่ดีไปแอบดูของคนอื่น..)




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #126 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 14:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วันนี้ได้สอนไป 3 วิชาแล้วรวมทั้งภาพน่ารักๆมาให้หนูดูกันเป็นพิเศษ"โรงเรียนของหนู"ได้เกิดขึ้นมาตามคำเรียกร้องของน้องๆทุกคนครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #127 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 14:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีว่าลูกศิษย์ครูเป็นเด็กอนุบาลยังเป็นเด็กอยู่ ยังไม่น่าเกลียด หากโตเป็นผู้ใหญ่มาแอบดูแบบนี้ก็น่าเกลียดและสัญญาว่าเมื่อเข้ามาโรงเรียนของหนูแล้วจะเป็นเด็กดีกันทุกๆคนจ้า...ตอนนี้ 5470 คนแล้ว วันนี้เข้ามาเป็นลูกศิษย์เพิ่มมาอีก 1500 คน เยอะจัง ห้องละ 50 คน เป็น 110 ห้องเรียนเลยทีเดียว หนูภูมิใจไหมจ๊ะที่มีเพื่อนมาร่วมตั้ง 5500 คนแล้วจ้า....ดีใจกับทุกคนที่สมัครเข้ามาเป็นลูกศิษย์จ้า...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #128 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 15:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ช่วงนี้ให้ทุกคน 5650 คนพักบ่ายหาขนมนมเนยไอสครีมเย็นๆมาทานกันก่อนแล้วนอนพักบ่ายสัก 30 นาทีเดี๋ยวกลับเข้ามาคุยกันใหม่จ้า....



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #129 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 15:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

น้องหนูน่ารักมามะขอจูบหน้อยจ้าภาพน่ารักๆมาอีกแล้วจ้า...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #130 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 15:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ยังมีดวงดาวที่น่าศึกษาอีกมากมายครับน้องๆต้องค่อยๆศึกษานะกว่าจะเก่งวันนี้ได้ศึกษาถึงการเดินทางไปดาวอังคารคงได้รับความรู้กันไม่มาก็น้อยครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #131 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 15:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สายใยรักผูกพันกันครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #132 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 15:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จะขึ้น 5800 คนแล้วครับที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ครับ..




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #133 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 16:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มาดูปลาการตูนกันก่อนดูปลาสวยงามกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #134 เมื่อ: 20 มิ.ย. 14, 16:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มาดูปลาการตูนกันก่อนดูปลาสวยงามกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม