หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: เผยแพร่บทคัดย่อ  (อ่าน 829 ครั้ง)
Guest
นางณัฎฐ์วรรณ ศรีแก้ว
เรทกระทู้
« เมื่อ: 28 ก.ย. 14, 12:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
บทคัดย่อ


   การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา 1 รหัสวิชา ส 31101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 กฎหมายน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา 1 รหัสวิชา ส 31101 หน่วยการเรียนรู้ ที่ 2 กฎหมายน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา 1 รหัสวิชา ส31101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 กฎหมายน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนโรงเรียนนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 จำนวน 36 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม แบบการวิจัยที่ใช้ คือการวิจัยเชิงทดลองแบบ One group pretest - posttest design ระยะเวลาในการทดลอง จำนวน  17 ชั่วโมง  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา 1 รหัสวิชา ส31101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 กฎหมายน่ารู้ จำนวน 8 แผน เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา 1 รหัสวิชา ส 31101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 กฎหมายน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน      8 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจ           ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา 1 รหัสวิชา ส 31101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 กฎหมายน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 15 รายการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ("x"  ̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)  และการทดสอบค่าที (t-test แบบ Dependent)

   ผลการวิจัยพบว่า
   1.  เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา 1 รหัสวิชา ส 31101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 กฎหมายน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 80.80/82.01 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา 1 รหัสวิชา ส 31101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 กฎหมายน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3.  ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา 1 รหัสวิชา ส 31101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 กฎหมายน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Guest
นายวัชรินทร์ วันทา
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 19 ส.ค. 16, 13:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ชื่อเรื่อง        รายงานผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและ
               การดำเนินชีวิตในสังคม  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนสำหรับนักเรียน
               ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้รายงาน    นายวัชรินทร์   วันทา
               โรงเรียนนายางกลักพิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  30    
ปีที่รายงาน  2557


บทคัดย่อ

                เอกสารประกอบการเรียนเป็นสื่อ นวัตกรรมที่สามารถช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง
ได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรม  และนักเรียนเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็ก  มีการให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่ม  เพื่อให้ประสบผลสำเร็จร่วมกัน ผู้รายงานจึงสนใจที่จะพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระ
การเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การรายงานครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ที่มีต่อการเรียนรู้  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการรายงานเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2557  โรงเรียนนายางกลักพิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต 30 จังหวัดชัยภูมิ  จำนวน  33  คน  ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานประกอบด้วยเอกสารประกอบการเรียนจำนวน  10  เล่ม  แผนการจัดการเรียนรู้  จำนวน  10  แผน   รวม  20  ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  จำนวน 40  ข้อ ค่าความยากง่ายระหว่าง  0.28  ถึง  0.85  ที่มีค่าอำนาจจำแนก (B)  ระหว่าง  0.29  ถึง  0.88  ค่าความเชื่อมั่น( R )  ทั้งฉบับเท่ากับ  0.79  และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน  จำนวน  20  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบสมมติฐานt – test  (Dependent  Samples)  






ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
   1. เอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม    กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีประสิทธิภาพกระบวนการ  (E1)  เท่ากับ  90.44  และมีประสิทธิภาพหลังเรียน (E2)  เท่ากับ  85.97  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80
2. เอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม   กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.8875  ซึ่งหมายความว่านักเรียนมีความรู้หลังเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ  88.75
      3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  พบว่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
     4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้  โดยใช้เอกสารประกอบ
การเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  4.56  ซึ่งอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด
            โดยสรุป  ผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระ
การเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 สามารถช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนมีความก้าวหน้าและมีความสุขในการเรียน  ส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  ดังนั้น  ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม สามารถนำเอกสารประกอบการเรียนไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน  และควรมีการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ และระดับชั้นต่าง ๆ ต่อไปให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 19 ส.ค. 16, 13:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ชื่อเรื่อง        รายงานผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและ
               การดำเนินชีวิตในสังคม  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนสำหรับนักเรียน
               ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้รายงาน    นายวัชรินทร์   วันทา
               โรงเรียนนายางกลักพิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  30   
ปีที่รายงาน  2557


บทคัดย่อ

                เอกสารประกอบการเรียนเป็นสื่อ นวัตกรรมที่สามารถช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง
ได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรม  และนักเรียนเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็ก  มีการให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่ม  เพื่อให้ประสบผลสำเร็จร่วมกัน ผู้รายงานจึงสนใจที่จะพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระ
การเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การรายงานครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ที่มีต่อการเรียนรู้  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการรายงานเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2557  โรงเรียนนายางกลักพิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต 30 จังหวัดชัยภูมิ  จำนวน  33  คน  ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานประกอบด้วยเอกสารประกอบการเรียนจำนวน  10  เล่ม  แผนการจัดการเรียนรู้  จำนวน  10  แผน   รวม  20  ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  จำนวน 40  ข้อ ค่าความยากง่ายระหว่าง  0.28  ถึง  0.85  ที่มีค่าอำนาจจำแนก (B)  ระหว่าง  0.29  ถึง  0.88  ค่าความเชื่อมั่น( R )  ทั้งฉบับเท่ากับ  0.79  และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน  จำนวน  20  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบสมมติฐานt – test  (Dependent  Samples)   






ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
   1. เอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม    กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีประสิทธิภาพกระบวนการ  (E1)  เท่ากับ  90.44  และมีประสิทธิภาพหลังเรียน (E2)  เท่ากับ  85.97  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80
2. เอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม   กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.8875  ซึ่งหมายความว่านักเรียนมีความรู้หลังเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ  88.75
      3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  พบว่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
     4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้  โดยใช้เอกสารประกอบ
การเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  4.56  ซึ่งอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด
            โดยสรุป  ผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม  กลุ่มสาระ
การเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 สามารถช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนมีความก้าวหน้าและมีความสุขในการเรียน  ส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  ดังนั้น  ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา  และวัฒนธรรม สามารถนำเอกสารประกอบการเรียนไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน  และควรมีการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ และระดับชั้นต่าง ๆ ต่อไปให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 7 มี.ค. 17, 10:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ชื่อเรื่อง      รายงานผลการพัฒนาการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หิน และการเปลี่ยนแปลง
ของเปลือกโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 
ชื่อผู้ศึกษา   นางสุพรรษา  ดาแลหมัน  ตำแหน่ง ครู  วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
สถานศึกษา   โรงเรียนบ้านตำมะลังเหนือ ตำบลตำมะลัง อำเภอเมือง  จังหวัดสตูล
ปีการศึกษา   2559
...

บทคัดย่อ

รายงานผลการพัฒนาการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หิน และการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา ดังนี้
1.   เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หิน และการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2.   เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตำมะลังเหนือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หิน และการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6
3.   เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตำมะลังเหนือ ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หิน และการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาและวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตำมะลังเหนือ จำนวน 21 คน สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หิน และการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยหาค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดและการหาค่าร้อยละของจำนวนนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ผ่านการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนถูกต้องอย่างน้อยร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม และการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หิน และการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 6 โดยการหาค่าเฉลี่ยและหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาพบว่า
1.   ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หิน และการเปลี่ยน แปลงของเปลือกโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเฉลี่ย 82.52/85.71 ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2.   ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หิน และการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เมื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า การเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
3.   ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยรวม ( ) เท่ากับ 4.65 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.71 แสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง หิน และการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับที่ดีมาก
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 10 เม.ย. 17, 10:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ชื่อเรื่อง     รายงานการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
              กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านตาสุด
              อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ  โดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน
ผู้ศึกษา       นางจันทรรัตน์  ดีใจ
สังกัด         โรงเรียนบ้านตาสุด อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ 
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3
    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
ปีที่ศึกษา     พ.ศ. 2558

บทคัดย่อ

         รายงานการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต                  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านตาสุด อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ  โดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์              ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน  เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน  2. เพื่อศึกษา              ผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน  เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ด้านความรู้   ด้านทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์  3. เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องการดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75               4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม  การสอน เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 
    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านตาสุด อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3              ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 32 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษา คือ สาระที่ 1  สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษาในครั้งนี้  ประกอบด้วย 1. ชุดกิจกรรมการสอน เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต                กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวนทั้งหมด 7 ชุด  2. แผนการจัด            การเรียนรู้เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวนทั้งหมด 19  แผน 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4  ตัวเลือก จำนวน  40  ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.25 – 0.75 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.25 – 1.00  และ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  จำนวน 20  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้     t - test (paired Sample T- Test)  ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้
       1.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน เรื่อง                การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน            สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
      2.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน เรื่อง             การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  มีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ จากคะแนนการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับร้อยละ 77.81 คะแนนเฉลี่ยด้านทักษะกระบวนการจากคะแนน ผลการประเมินผลงานในชุดกิจกรรมการสอน เท่ากับร้อยละ 82.86 และคะแนนเฉลี่ย  ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จากคะแนนผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เท่ากับร้อยละ 89.74 ซึ่งค่าเฉลี่ยจากคะแนนผลการเรียนรู้ของนักเรียนในด้านความรู้มากกว่าร้อยละ 75  ด้านทักษะกระบวนการและด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์มากกว่าร้อยละ 80
    3. ชุดกิจกรรมการสอน  เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ  78.39/77.81  ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75 
       4.  ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อ
การจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการสอนเรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ พบว่า ระดับความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ “มากที่สุด” มีค่าความเชื่อมั่นแบบครอนบัช (Cronbach) โดยการคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) เท่ากับ 0.88

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
บงกช วิลาศรี
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 23 ธ.ค. 17, 11:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ชื่อเรื่อง            ผลของการสร้างและพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  ชุดวิถีไทบ้าน ตำนานเมืองบ้านไผ่      
                   สาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านลานวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๕
ปีที่วิจัย            ๒๕๕๙
บทคัดย่อ
   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์   ๑) เพื่อสร้างและพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชุด           วิถีไทบ้าน ตำนานเมืองบ้านไผ่  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐   ๒) เพื่อประเมินคุณภาพหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ชุดวิถีไทบ้าน ตำนานเมืองบ้านไผ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่พัฒนาขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด                  ๓)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชุด        วิถีไทบ้าน ตำนานเมืองบ้านไผ่  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑    ๔) เพื่อศึกษา                 ความพึงพอใจของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชุดวิถีไทบ้าน ตำนานเมืองบ้านไผ่  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านลานวิทยาคม ปีการศึกษา ๒๕๕๙  จำนวน ๒๖ คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) ใช้แบบแผน          การวิจัย  One Group Pretest – Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ได้แก่  ๑) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์      ชุดวิถีไทบ้าน ตำนานเมืองบ้านไผ่  ๒) แบบประเมินคุณภาพหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๙    ๓) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๙๑  ๔) แบบประเมินความพึงพอใจ  ที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๓   การเก็บข้อมูล ได้จากการหาประสิทธิภาพหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  ตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐ การหาคุณภาพหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศึกษาความพึงพอใจ  การวิเคราะห์ข้อมูล  โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) หาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความแตกต่าง t-test (Dependent Sample) โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป  วิเคราะห์ประเด็นเชิงเนื้อหา                    ในข้อค้นพบ พร้อมนำเสนอประกอบเป็นความเรียง
ผลการศึกษาพบว่า
   ๑. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์  ชุดวิถีไทบ้าน ตำนานเมืองบ้านไผ่  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย                  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่สร้างและพัฒนาขึ้น  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  ๘๓.๐๔/๘๒.๓๑  ซึ่งเป็นไป             ตามเกณฑ์  ๘๐/๘๐  ที่ตั้งไว้
   ๒. คุณภาพหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างและพัฒนาขึ้น ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นโดยรวม         อยู่ในระดับ เหมาะสมมากที่สุด (  = ๔.๗๔, S.D. = ๐.๓๒)
   ๓. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕  
   ๔. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  โดยรวมอยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ  มากที่สุด (  = ๔.๗๐, S.D. = ๐.๔๖)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 13 ม.ค. 18, 17:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ชื่อเรื่อง รายงานการวิจัยการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
ผู้วิจัย นางบงกช  วิลาศรี
ปีที่วิจัย ๒๕๕๘
บทคัดย่อ
   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑  ๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนตามรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กับรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ                                       ๓) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนตามรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กับรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ             
ขั้นตอนในการพัฒนา มี ๕ ขั้น ได้แก่ ๑) การศึกษารูปแบบการเรียนรู้ ๒) การออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ ๓) การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ ๔) การทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ ๕) การประเมินผลรูปแบบการเรียนรู้  กลุ่มตัวอย่าง มี ๒ กลุ่ม ได้แก่ ๑) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๑๒ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรูปแบบการเรียนรู้ จำนวน ๖คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน ๓ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและวิธีการ จำนวน ๓ คน  ๒) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านลานวิทยาคม จำนวน ๒ กลุ่ม กลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๒๗ คน และกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน ๒๗ คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ๑) ร่างรูปแบบการเรียนรู้  ๒) แบบสอบถามด้านความเหมาะสมของรูปแบบ               ที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๑ แบบสอบถามด้านเนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๓ และแบบสอบถามด้านเทคนิคและวิธีการที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๙๐ ๓) แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ  ๔) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๙๒ และ ๕) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ ที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๖  การเก็บรวบรวมข้อมูลได้จากการระดมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ การสอบถามความคิดเห็น การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การพรรณนาวิเคราะห์ และใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าความแตกต่าง t-test โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป วิเคราะห์ประเด็นเชิงเนื้อหาในข้อค้นพบ นำเสนอประกอบความเรียง
ผลการวิจัยพบว่า
   ๑. การออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้  ได้รูปแบบที่มีองค์ประกอบ ๔ องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบด้านทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดีย แนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์และทฤษฎีการคิดวิเคราะห์ องค์ประกอบด้านหลักการ ได้แก่ ด้านครูผู้สอน
ด้านผู้เรียน ด้านเครื่องมือและด้านการประเมินผล องค์ประกอบด้านกิจกรรมการเรียนรู้ มี ๖ ขั้นตอนได้แก่ ขั้นเตรียมความพร้อม ขั้นกระตุ้นความคิด ขั้นวางแผนการเรียนรู้ ขั้นเรียนรู้ผ่านสื่อ ขั้นสรุปความคิดและขั้นประเมินผลการเรียนรู้  องค์ประกอบด้านการประเมินผล ได้แก่ ประเมินผลการเรียนรู้ และประเมินพฤติกรรมของผู้เรียน  ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อรูปแบบการเรียนรู้
อยู่ในระดับมากที่สุด (  = ๔.๙๒, S.D. = ๐.๑๙)
   ๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดีย
สูงกว่าผู้เรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕
   ๓. ทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดีย
สูงกว่าผู้เรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 14 ก.พ. 18, 09:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
 บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง               รายงานการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วย
                        การปั้นนูนต่ำ สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษา                นางวิไล   กระจับเงิน
ชื่อหน่วยงาน         โรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี สังกัดเทศบาลเมือปทุมธานี
ปีที่ผลิต          ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา   2560
...
การพัฒนาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ด้วยการปั้นนูนต่ำ สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 1 มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาคือ (1) เพื่อเปรียบเทียบกล้ามเนื้อเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการปั้นนูนต่ำ สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการทดลองกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี สังกัดเทศบาลเมืองปทุมธานี  จำนวน 19  คน
   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ คู่มือแผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการปั้นนูนต่ำเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กจำนวน 50 แผน  คู่มือการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ด้วยการปั้นนูนต่ำเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กจำนวน 50 กิจกรรม แบบประเมินกล้ามเนื้อมัดเล็ก  4 ชุด ชุดละ   5  ข้อ รวมจำนวน 20 ข้อ 20 คะแนน และสถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ยร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
   ผลการพัฒนาพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ด้วยการปั้นนูนต่ำ  มีกล้ามเนื้อเนื้อมัดเล็กสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
นางสาวจุฬารัตน์ บาริศรี
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 15 ก.พ. 18, 14:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ชื่องานวิจัย   ผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง ภาษาอังกฤษน่ารู้
                     สำหรับนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนวันเกิดการอุดม  อำเภอเมือง 
                     จังหวัดปทุมธานี 
ผู้ศึกษาวิจัย   นางสาวจุฬารัตน์   บาริศรี 
ตำแหน่ง   ครู  วิทยฐานะ  ครูชำนาญการ 
      โรงเรียนวันเกิดการอุดม  อำเภอเมือง  จังหวัดปทุมธานี 
ปีที่วิจัย      2560

บทคัดย่อ

   การศึกษาผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง ภาษาอังกฤษน่ารู้ สำหรับนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนวันเกิดการอุดม  อำเภอเมือง  จังหวัดปทุมธานี  สรุปผลการศึกษาและวิจัยได้ดังนี้  การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) แบบฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ  เรื่อง  ภาษาอังกฤษน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนวันเกิดการอุดม  อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ กำหนดไว้คือ 75/75 (ชัยยงค์ พรหมวงค์ และคณะ 2520: 134-142)  2)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ  เรื่อง ภาษาอังกฤษน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนวันเกิดการอุดม  อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี  ก่อนและหลังการฝึกทักษะ  หลังจากได้รับการฝึกทักษะสูงกว่าก่อนได้รับการฝึกด้วยแบบฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ  เรื่อง  ภาษาอังกฤษน่ารู้  3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5  โรงเรียนวันเกิดการอุดม  อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี  ที่มีต่อกิจกรรมและแบบฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ  เรื่อง  ภาษาอังกฤษน่ารู้ อยู่ในระดับดี  ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย ประกอบด้วย  แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องภาษาอังกฤษน่ารู้  จำนวน 31 แผน แบบฝึกทักษะ  วิชาภาษาอังกฤษ  เรื่อง ภาษาอังกฤษน่ารู้   จำนวน 4 หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 31 แบบฝึก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ แบบปรนัย  จำนวน 30  ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ  จำนวน 16 ข้อ  แบบทดสอบย่อย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ค่าสถิติร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย  ( )  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าทดสอบค่าที (t-test)

สรุปผลการวิจัย

   จากการวิจัยครั้งนี้สามารถสรุปได้ดังนี้
   1.  ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  เรื่องภาษาอังกฤษน่ารู้  มีประสิทธิภาพโดยรวมคือ  76.85/76.56  สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  คือ  75/75  และในแต่ละชุดสูงกว่าเกณฑ์ทุกชุด
   2.  ผลการศึกษาทักษะกระบวนการระหว่างการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ ปรากฏว่า นักเรียนสามารถปฏิบัติงานได้โดยมีค่าเฉลี่ยเกินร้อยละ  75
   3.  ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เรื่องภาษาอังกฤษน่ารู้   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวันเกิดการอุดม  อำเภอเมือง  จังหวัดปทุมธานี  อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี  โดยใช้แบบฝึกทักษะ กำหนดเกณฑ์ผ่าน  75%  ผลสรุปว่า  ก่อนเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 18.91 ไม่ผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ  81.08 ซึ่งผลการเรียนอยู่ในระดับต่ำ        (  = 13.84, S.D. = 3.41) หลังเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ  100  ซึ่งผลการเรียนอยู่ในระดับสูง  (  = 23.11, S.D. = 4.09)
   4.  ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เรื่องภาษาอังกฤษน่ารู้  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวันเกิดการอุดม  อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี   โดยใช้แบบฝึกทักษะ  ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01
   5.  ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวันเกิดการอุดม  อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี   หลังใช้แบบฝึกทักษะ  เรื่องภาษาอังกฤษน่ารู้  พบว่า  นักเรียนมีความพึงพอใจโดยภาพรวมในระดับมาก  (  = 2.62  S.D. = 0.59)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้วพบว่า  นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทุกเรื่อง  เรื่องที่มีค่าเฉลี่ย  3  ลำดับแรกเรียงจากมากไปน้อย  คือ  นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ  เรื่องภาษาอังกฤษน่ารู้มากขึ้น  นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน  และนักเรียนมีทักษะกระบวนการทำงาน  (  = 2.77  2.74  และ 2.71  S.D. = 0.66  0.67  และ  0.69)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
นางนลินรัตน์ มีมาก
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 30 พ.ค. 18, 08:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ชื่อรายงาน  : รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนด้วยเพลงนิทาน  กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  ๑  โรงเรียนอนุบาลนครศรีธรรมราช “ ณ นครอุทิศ”  อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช  เขต  ๑
ชื่อผู้จัดทำ  :  นางนลินรัตน์  มีมาก
ปีการศึกษา  :  ๒๕๖๐

บทคัดย่อ
การศึกษาการใช้  แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนด้วยเพลงนิทาน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  ๑  โรงเรียนอนุบาลนครศรีธรรมราช “ณ นครอุทิศ”  อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช  เขต  ๑  มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนด้วยเพลงนิทาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านการเขียน ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนด้วยเพลงนิทาน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนด้วยเพลงนิทานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1 โรงเรียนอนุบาลนครศรีธรรมราช “ณ นครอุทิศ”   อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช  เขต  ๑  ภาคเรียนที่  ๒  ปีการศึกษา  ๒๕๖๐  จำนวน  ๕๐  คน  เครื่องมือที่ใช้  คือ  แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนด้วยเพลงนิทาน แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนด้วยเพลงนิทานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1  วิเคราะห์ข้อมูล  โดยหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะใช้  E1/E2   ทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ ใช้สถิติ  (t-test) แบบ dependent  แบบสอบถามความพึงพอใจ ใช้การหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( )     
ผลการศึกษาพบว่า  แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนด้วยเพลงนิทาน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  มีประสิทธิภาพ E1/E2   เท่ากับ  ๘๔.๘๘/๘๑.๖๗  นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนด้วยเพลงนิทาน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  .๐๑  และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนด้วยเพลงนิทานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1 อยู่ในระดับดีมาก
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
ศิริลักษณ์ เอิบอิ่มฤทธิ
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 25 มิ.ย. 18, 11:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ศิริลักษณ์  เอิบอิ่มฤทธิ์  (2559).  รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี. ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนดัดดรุณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6.

   การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี ตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบคะแนนการรู้จักและเข้าใจตนเองก่อนการทดลองและหลังการทดลองใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนดัดดรุณี กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2560 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย ชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี จำนวน 5 ชุด แบบสอบถาม
การรู้จักและเข้าใจตนเอง จำนวน 2 ชุด ชุดที่ 1 แบบสอบถามการรู้จักและเข้าใจตนเองแบบมาตรประมาณค่า จำนวน 50 ข้อ ชุดที่ 2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี แบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 5 ชุด ข้อ รวม 100 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี จำนวน 12 ข้อ แบบแผนที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบ One-Group Pretest-Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การหาค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมตามเกณฑ์ E1/E2 และ t-test  Dependent Group และการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง โดยการหาค่าเฉลี่ย
   ผลการศึกษา พบว่า
      1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.83/87.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
ที่กำหนด
      2. คะแนนการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี
หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01
      3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณีมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.52)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
ศิริลักษณ์ เอิบอิ่มฤทธิ
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 25 มิ.ย. 18, 11:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ศิริลักษณ์  เอิบอิ่มฤทธิ์  (2559).  รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี. ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนดัดดรุณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6.

   การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี ตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบคะแนนการรู้จักและเข้าใจตนเองก่อนการทดลองและหลังการทดลองใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนดัดดรุณี กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2560 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย ชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี จำนวน 5 ชุด แบบสอบถาม
การรู้จักและเข้าใจตนเอง จำนวน 2 ชุด ชุดที่ 1 แบบสอบถามการรู้จักและเข้าใจตนเองแบบมาตรประมาณค่า จำนวน 50 ข้อ ชุดที่ 2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี แบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 5 ชุด ข้อ รวม 100 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี จำนวน 12 ข้อ แบบแผนที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบ One-Group Pretest-Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การหาค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมตามเกณฑ์ E1/E2 และ t-test  Dependent Group และการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง โดยการหาค่าเฉลี่ย
   ผลการศึกษา พบว่า
      1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.83/87.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
ที่กำหนด
      2. คะแนนการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณี
หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01
      3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดัดดรุณีมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.52)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
ปริสา หนูอินทร์
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 2 ก.ค. 18, 02:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ชื่อเรื่อง      การพัฒนาบทเรียนออนไลน์รายวิชาการโปรแกรมและการประยุกต์
รหัสวิชา ง32202 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคมฯ
ผู้ศึกษา      ปริสา  หนูอินทร์
ปีการศึกษา   2559

บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์  รายวิชาการโปรแกรมและการประยุกต์ รหัสวิชา  ง32202 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคมฯ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน                  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคมฯ ที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ รายวิชาการโปรแกรมและการประยุกต์ รหัสวิชา  ง32202 โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคมฯ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคมฯ ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ รายวิชา        การโปรแกรมและการประยุกต์ รหัสวิชา ง32202 กลุ่มตัวอย่าง  คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคมฯ  อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต จำนวน 33 คนได้มาโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง(Purposive  sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนออนไลน์ในรายวิชาการโปรแกรมและการประยุกต์  รหัสวิชา ง32202 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคมฯ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อบทเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t–test (Dependent Samples)
   ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนออนไลน์ รายวิชาการโปรแกรมและการประยุกต์ รหัสวิชา         ง32202 โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคมฯ มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.67/80.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 32.09 คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 14.73 แสดงว่านักเรียนมีพัฒนาการการเรียนรู้สูงขึ้น ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังเรียนเท่ากับ 2.26 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนเรียน เท่ากับ 3.16 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังเรียนต่ำกว่าก่อนเรียน การกระจายของคะแนนมีค่าต่ำกว่า แสดงว่า การเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ รายวิชาการโปรแกรมและการประยุกต์ รหัสวิชา ง32202ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคมฯ มีประสิทธิภาพ 3) พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ รายวิชาการโปรแกรมและการประยุกต์ รหัสวิชา ง32202 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคมฯ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด  มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.61
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
นายรัชตะวงศ์ คนมั่น
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 1 ก.ย. 18, 23:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรื่อง  การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการปฏิบัติงานเกษตร 
       กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ผู้วิจัย    นายรัชตะวงศ์  คนมั่น
ตำแหน่ง   ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ
          อำเภอวารินชำราบ   จังหวัดอุบลราชธานี
ปีที่ศึกษา     2560             

บทคัดย่อ
    การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการปฏิบัติงานเกษตร  กลุ่มสาระ               การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมทักษะทางการเรียนรู้เกษตร  2)  เพื่อสร้างและหาคุณภาพรูปแบบการสอนรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมทักษะทางการเรียนรู้เกษตรที่มีประสิทธิภาพ 80/80  3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการสอนรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมทักษะทางการเรียนรู้เกษตร  4) เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการปฏิบัติงานเกษตร  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  โดยการเรียนรู้ตามรูปแบบ  LDAPSE  Model  ประกอบด้วย  6  ขั้นตอน คือ  การบรรยาย (Lecture) การสาธิต (Demonstration) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ (Activities Learning) การฝึกทักษะ (Practice) สรุป (Summary) การประเมินผล(Evaluation)  และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่าง  คือ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ จำนวน 30 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559  ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)  การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้โปรแกรมการคำนวณสำเร็จรูปและการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test dependent) และค่าประสิทธิภาพ
   ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
     1. ผลการทดสอบทักษะทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 185 คน พบว่า นักเรียนร้อยละ 54.59 มีทักษะในการเรียนรู้อยู่ในระดับต่ำ ปัญหาที่สำคัญที่ทำให้นักเรียนขาดความสามารถด้านทักษะการเรียนรู้นั้น  มาจากการจัดการเรียนการสอนของครูที่ไม่เอื้อต่อการฝึกคิด  ฝึกปฏิบัติ โดยสภาพปัจจุบันในการจัดการเรียนการสอนของครูนั้นไม่เอื้อต่อการส่งเสริมทักษะในการเรียนรู้ของนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และครูมีความต้องการในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะในการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด  ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทักษะการเรียนรู้ของนักเรียน คือ  การแก้ไขที่กระบวนการจัดการเรียนรู้ของครู
     2. ผลการสร้างและพัฒนาคุณภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตามรูปแบบ   LDAPSE  Model  ผลการสอบถามความเหมาะสมขององค์ประกอบของรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ  พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
( = 4.40, S.D. = 0.53) และรูปแบบการสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.62 /81.84
    3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้รูปแบบ  LDAPSE  Model  พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (  = 14.89) และหลังเรียน ( = 40.91) และนักเรียนมีทักษะในการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ( = 10.97) และหลังเรียน ( = 25. 28)
    4. การประเมินผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ   LDAPSE  Model  พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.93, S.D. = 0.64) และผลการประเมินและรับรองรูปแบบการสอนจากผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า รูปแบบการสอน โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (  = 4.47, S.D. = 0.21)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
นางอลิษา วันเลี้ยง
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 27 ก.พ. 21, 20:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
บทคัดย่อ

เรื่อง   การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การใช้เทคโนโลยีเบื้องต้น
   เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มสาระการเรียนรู้
        วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้วิจัย   อลิษา วันเลี้ยง
ระดับชั้น   ประถมศึกษาปีที่ 1
สถานศึกษา   โรงเรียนเทศบาลบ้านคูหาสวรรค์
ปีการศึกษา   2561

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การใช้เทคโนโลยีเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา    ปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การใช้เทคโนโลยีเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ เรื่อง การใช้เทคโนโลยีเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/7 โรงเรียนเทศบาลบ้านคูหาสวรรค์ ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองพัทลุง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง จำนวน 39 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (cluster ramdom sampling)เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) บทเรียนออนไลน์เรื่อง การใช้เทคโนโลยีเบื้องต้น จำนวน 5 หน่วย 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การใช้เทคโนโลยี เป็นข้อสอบปรนัย จำนวน 20 ข้อ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ   สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ E_1/E_2  ค่าเฉลี่ย ร้อยละ  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าทดสอบที (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า
   1. บทเรียนออนไลน์ เรื่อง การใช้เทคโนโลยีเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.10/86.92 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้และเป็นไปตามสมมติฐาน
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การใช้เทคโนโลยีเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของกลุ่มตัวอย่างแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน
   3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่อง    การใช้เทคโนโลยีเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด  (X ̅=4.60) ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน






noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม