หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ศูนย์ไซเบอร์กองทัพ พร้อมปฏิบัติภารกิจรับมือการโจมตีระบบไซเบอร์  (อ่าน 49 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 25 ก.ย. 15, 17:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

จากสถานการณ์ไซเบอร์ของประเทศไทยในวันนี้ ที่ถูกจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่ถูกโจมตีผ่านระบบไซเบอร์เป็นอันดับที่ 33 จาก 250 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะสถานการณ์การถูกโจมตีเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั้น บรรดาหน้าเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ อาทิ เว็บไซต์ของจังหวัดลำพูน และเว็บไซต์ของฝ่ายอำนวยการ 1 บก.อก. กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ถูกเจาะระบบเปลี่ยนหน้าโฮมเพจเป็นข้อความเรียกร้องสันติภาพชาวมุสลิม พร้อมระบุว่าเป็นฝีมือของแฮกเกอร์แอลจีเรีย

ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นมาในขณะที่ประเทศไทย ยังไม่มีมาตรการดูแลเรื่องความมั่นคงและปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ที่ชัดเจน และรัดกุม หากปล่อยไว้โดยไม่เร่งดำเนินการจัดการจากภัยคุกคามจากโลกไซเบอร์ บรรดาแฮกเกอร์ในที่ต่างๆ ทั่วโลก สามารถใช้จุดอ่อนหรือช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย เข้ามาทำลายหรือรบกวนขัดขวางการทำงานโดยโจมตีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชาติได้ ทั้งนี้เพราะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของภาครัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม ตลอดจนภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการคุกคามในระดับบุคคลและองค์กรซึ่งมีผล กระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ เศรษฐกิจ และสังคม

ศูนย์ไซเบอร์กองทัพ พร้อมปฏิบัติภารกิจทั้งเชิงรับ และเชิงรุก
อย่างไรก็ดีกองทัพมีการเตรียมความพร้อมที่จะปฎิบัติภารกิจดังกล่าว ทั้งในเรื่องการพัฒนาบุคลากรทางการทหารให้มีความเชี่ยวชาญการปฏิบัติการด้าน ไซเบอร์เชิงรับ และการปฏิบัติการด้านไซเบอร์เชิงรุก โดยหลายปีที่ผ่านมา มีการนำร่องการอบรมเพิ่มทักษะให้กับกำลังพลของกองทัพ โดยศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร กองบัญชาการกองทัพบก ดำเนินการในเรื่องอัตรากำลัง และงบประมาณที่จะฝึกฝนความรู้ทางด้านไซเบอร์ ให้บุคลากรนายทหารระดับสูงจนถึงระดับกลาง ตลอดจนการสรรหาคนเก่งปรับจากชั้นประทวนเป็นชั้นสัญญาบัตรและจะสนับสนุนให้เป็นนักรบไซเบอร์หรือทหารรบไซเบอร์ และในปีที่ผ่านมา ยังมีการเปิดรับสมัครคนนอกที่เก่งด้านไซเบอร์เข้ามาติดยศเป็นนายทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย

ปัจจุบันมีการพัฒนาบุคลากรของกองทัพในรูปแบบการแข่งขันระบบงานจำลองการฝึกด้านไซเบอร์ (Cyber Range) ที่จัดขึ้นภายใต้งาน “อาร์มี ไซเบอร์คอนเทสต์ 2015” (Army Cyber Contest 2015) เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่กองบัญชาการกองทัพบก ซึ่งทั้งหมดเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะขยายศูนย์เทคโนโลยีทางทหารสู่ “ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบก” ให้เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ภายใต้กรอบการปฎิบัติงานทั้ง “Scope” และ “Scale” ออกเป็น 4 ด้าน คือ 1.ภัยคุกคามที่ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ 2.ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จสต.) 3.ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อสถาบัน 4.ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพ

ด้าน พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร กล่าวว่า ถือว่าปีนี้เป็นครั้งแรกที่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพอากาศ กองทัพเรือ ศูนย์สงครามไซเบอร์ และสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฝึกทักษะเพื่อรองรับการปฏิบัติงานความมั่งคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของชาติ (National Cyber Security) และการเตรียมพร้อมด้านบุคลากรซึ่งเป็นนักรบไซเบอร์ในการปฏิบัติการทางทหาร ถือว่ามีความจำเป็นสำหรับยุคนี้ เพราะไซเบอร์สเปซเป็น “โดเมนที่ 5” ซึ่งนอกเหนือจากการฝึกทักษะทั้งทางพื้นดิน ผืนฟ้า อากาศ และอวกาศแล้ว การปฏิบัติการในไซเบอร์โดเมนจะเข้าไปเกี่ยวพันกับการปฏิบัติการในทุกมิติ สำหรับระบบงานจำลองการฝึกด้านไซเบอร์ (Cyber Range) ถือเป็นระบบงานที่หลายหน่วยงานของกองทัพให้ความสนใจและในอนาคตอาจจะถูกบรรจุไว้ใน ระบบของศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพอีกด้วย

ในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของประเทศชาติ (National Cyber security) เป็นเรื่องที่จะต้องมีความยั่งยืนตลอดไป จึงเป็นบทบาทของกระทรวงกลาโหม เพราะหากให้ฝั่งการเมืองคุมเบ็ดเสร็จ ทุกอย่างในความปลอดภัยที่เป็นส่วนตัว Security Privacy อยู่ภายใต้รัฐมนตรีทั้งหมด และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลนั้นจะมีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้นการที่ให้กระทรวงกลาโหมเข้ามามีส่วนในการดูแลนั้นมีข้อดีคือ สามารถขับเคลื่อนได้ง่าย มีความปลอดภัยมั่นคงและยั่งยืน เพราะเป็นสถาบันที่อยู่กับประเทศชาติตลอดไป

ทั้งนี้เพราะความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ ไม่ได้มีเฉพาะมิติด้านบุคลากรเท่านั้น ยังมีมิติอื่นๆ อีก เช่นมิติด้านเศรษฐกิจ มิติด้านความมั่นคง หรือความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัวของคน อาจารย์ปริญญา ยังยกตัวอย่างให้เห็น เช่น ข้อมูลบุคคลโดนคนขายประกันโทร.มา ไม่ใช่เรื่องความมั่นคงแต่เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลเจอในสิ่งที่ไม่ต้องการ เพราะในมุมมองนี้คือ ต้องได้รับการยอมรับก่อนที่จะนำข้อมูลของเราไปให้คนอื่น เรื่องนี้ยังไม่มีกฎหมายปกป้องสิทธิ อย่างมากทำได้เพียงบ่นต่อว่าร้องเรียนเท่านั้น ซึ่งตัวอย่างการคุ้มครองด้านไซเบอร์ส่วนบุคคล ในอนาคตอาจจะขึ้นตรงกับกระทรวงพาณิชย์ ที่จะมีบทบาทดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยของ “คน” ซึ่งครอบคลุมถึงการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำคัญที่สุด คือ การออกแบบกฎหมายคุมเข้มเรื่องนี้ ต้องไม่มองความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ (Cyber Securrity) ด้านเดียวเท่านั้น เพราะความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์เป็นเรื่องหลัก ส่วนเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของ “คน” เป็นเรื่องรองลงมาเข้าทำนองที่ว่า “เรื่องชาติเป็นเรื่องหลัก แต่ถ้าคนรั่วชาติก็รั่ว จึงต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน

อย่างไรก็ดีการดำเนินการเรื่องนี้ ยังเป็นเพียงการนำร่องที่พลเอกประยุทธ์ฝากเป็นการบ้านให้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลดำเนินการ ซึ่งการจะสามารถบูรณาการทั้ง “เศรษฐกิจดิจิตอล” และ “ความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์”ทั้ง 2 ด้าน ให้ดำเนินการควบคู่กันไปได้ จนสามารถปฏิบัติการในเชิงรับและรุกสงครามไซเบอร์ระดับโลกที่ขยับเข้าใกล้ประเทศไทยมากขึ้นทุกขณะได้เพียงไร คงต้องติดตามกันต่อไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม