หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ผลวิจัยคาดเทคโนโลยีลดช่องว่างทางการเงินเพื่อการค้า พร้อมขับเคลื่อน SME  (อ่าน 33 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 19 พ.ค. 18, 21:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

DMCC เผยผลการวิจัยใหม่ คาดเทคโนโลยีลบความเหลื่อมล้ำทางการเงินเพื่อการค้าได้ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของ SME ในอนาคต

รายงาน “The Future of Trade” จาก DMCC เขตปลอดภาษี (Free Zone) ชั้นนำระดับโลก และหน่วยงานผู้ดูแลการซื้อขายและกิจการสินค้าโภคภัณฑ์ในสังกัดรัฐบาลดูไบ พบว่า ในยุคที่แวดวงการค้าพร้อมเปิดรับการพัฒนาอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาจช่วยลบความเหลื่อมล้ำทางการเงินเพื่อการค้า (Trade Finance) ในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งยังอาจช่วยขับเคลื่อนการค้าให้เติบโตต่อไปอีกด้วย

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์แบบมัลติมีเดียได้ที่: http://www.multivu.com/players/uk/8330751-dmcc-research-bridge-trade-finance-gap/

ผลการวิจัยครั้งนี้ชูประเด็นเรื่องผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลที่มีต่อผู้ส่งออกและนำเข้า ตลอดจนศูนย์กลางด้านการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ระดับท็อป 10 ของโลก และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก

รายงานดังกล่าวระบุว่า คำร้องขอเงินทุนจากกลุ่ม SME ถึง 50% ถูกธนาคารปฏิเสธ ขณะที่เครื่องมือการเงินเพื่อการค้าทางเลือกซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีฟินเทคและบล็อกเชนนั้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยตลาดการเงินทางเลือกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ขยายตัวกว่าเท่าตัวระหว่างปี 2558 และ 2559 จนมีมูลค่ารวมที่ 2.452 แสนล้านดอลลาร์

ในรายงานยังระบุด้วยว่า บล็อกเชนจะเป็นตัวเปลี่ยนโฉมวงการการค้าในทศวรรษหน้า ซึ่งจะเข้ามายกระดับความรวดเร็ว ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ในการจัดการกระแสงานและเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามพรมแดน แต่ขณะนี้ยังคงมีงานช้างรออยู่เพื่อก่อให้เกิดความก้าวหน้าในสเกลใหญ่

ตัวเลขประมาณการบ่งชี้ว่า บล็อกเชนอาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกได้เกือบ 5% และปริมาณการค้าอีก 15%

Ahmed Bin Sulayem ประธานบริหารของ DMCC กล่าวว่า

“การค้าและการเงินเพื่อการค้าจะถูกปฏิรูปด้วยบล็อคเชนและเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และดูไบกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้วยการมองไปยังอนาคต เพื่อใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งสำคัญต่อการทำให้เรายังคงเป็นศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์อันดับ 1 ของโลก”

นอกเหนือจากผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ ๆ แล้ว รายงานฉบับนี้ยังระบุถึงปัจจัยทางภูมิศาสตร์การเมือง เช่น การทำงานของรัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบัน และการที่สหราชอาณาจักรโหวตถอนตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) ซึ่งสร้างความท้าทายให้แก่กระแสการค้าดั้งเดิม

ในมุมมองภาพรวม 10 ปี รายงานระบุว่า จุดศูนย์ถ่วงทางเศรษฐกิจของโลกกำลังเคลื่อนย้ายไปยังภูมิภาคเอเชีย และในขณะเดียวกันโครงการ Belt and Road ของจีนก็กำลังรวบรวมพลังผลักดัน นอกจากนี้ การที่จีนหันไปพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศกันมากขึ้น และให้ความสำคัญกับภาคการผลิตด้วยเทคโนโลยี ยังจะส่งผลให้มีการโยกย้ายแรงงานกว่า 100 ล้านตำแหน่งไปยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศอย่างเวียดนาม เมียนมา และอินโดนีเซีย

“การทำธุรกรรมทางการค้าและการเงินเพื่อการค้า กำลังจะเข้าสู่ยุคการปฏิวัติระบบดิจิทัล” Gautam Sashittal ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DMCC กล่าว “ในทำนองเดียวกันกับการที่ตู้คอนเทนเนอร์ได้เข้ามาปฏิวัติแวดวงการค้าเมื่อช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีจะทำให้รูปแบบการค้าและวิธีการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามพรมแดนนั้นเปลี่ยนแปลงไป และรายงานฉบับนี้ก็ช่วยให้เราทั้งหมดเข้าใจว่า การค้าทั่วโลกจะมีวิวัฒนาการอย่างไรต่อไป ตลอดจนวิธีเตรียมการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษถัดไปจากนี้”

ดัชนี Commodity Trade Index (CTI) ที่จัดทำแยกอิสระได้เปิดตัวพร้อมกับรายงานฉบับนี้ ดัชนีดังกล่าวทำหน้าที่ตรวจวัดและประเมินบทบาทของศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ 10 แห่ง เปรียบเทียบกับเกณฑ์ชี้วัด 10 ประการ ได้แก่ที่สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สวิสเซอร์แลนด์ ฮ่องกง จีน แอฟริกาใต้ และไนจีเรีย ซึ่งพบว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกจัดเป็นอันดับหนึ่งของดัชนี CTI จากศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มากมาย ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

รายงาน 'Future of Trade' ประจำปี 2561 มี 4 บท ได้แก่:

- The Changing Nature of Global Trade
- The Impact on Digitalisation
- Bridging the gap in Trade Finance
- Shaping the Future of Sustainability in Trade

ทั้งนี้ รายงาน 'The Future of Trade' รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้นำอุตสาหกรรม นักวิชาการ และบรรดาผู้เชี่ยวชาญรวมกัน 250 ราย ตามศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ชั้นนำ 6 แห่ง ได้แก่ที่ลอนดอน ซูริค ดูไบ สิงคโปร์ โจฮันเนสเบิร์ก และฮ่องกง ด้วยความร่วมมือกับ Asia House และจากการวิจัยเชิงปริมาณทั่วโลกโดยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ (Cebr) และบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการชั้นนำระดับโลกอย่าง Sutherland Global Services

ดาวน์โหลดรายงานได้ที่ http://www.futureoftrade.com
ติดตามเราทางทวิตเตอร์: @DMCCAuthority #futureoftrade.

(โลโก้: https://mma.prnewswire.com/media/692459/DMCC_Logo.jpg )

(รูปภาพ: https://mma.prnewswire.com/media/692303/DMCC.jpg )

ที่มา: DMCC

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม