หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: Galderma เผยประโยชน์ของการใช้ยาทาควบคู่ยากินในการรักษาโรคโรซาเซียขั้นรุนแรง  (อ่าน 4 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 5 มี.ค. 19, 09:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 


การทดลองทางคลินิกแบบสุ่มครั้งแรกเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการใช้ยาทา ivermectin 1% (IVM) ร่วมกับยากิน doxycycline ที่มีการควบคุมการปลดปล่อยตัวยา 40 มิลลิกรัม (DMR) เทียบกับการใช้ยาทา ivermectin 1% ควบคู่กับยาหลอก ในผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคโรซาเซียชนิดมีตุ่มหนองรุนแรง (severe papulopustular rosacea) พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่ "หาย" (รอยโรคหาย 100%) เมื่อเวลาผ่านไป 12 สัปดาห์ เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า

Galderma ได้แบ่งปันผลลัพธ์จากการศึกษา ANSWER ซึ่งตอกย้ำถึงประสิทธิภาพอันเหนือชั้นในการลดรอยอักเสบด้วยการใช้ยาทา IVM ควบคู่ยากิน DMR เทียบกับการใช้ยาทา IVM ควบคู่กับยาหลอก ในผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคโรซาเซียชนิดมีตุ่มหนองรุนแรง (IGA 4*) เมื่อเวลาผ่านไป 12 สัปดาห์

(โลโก้: http://mma.prnewswire.com/media/554005/Galderma_Logo.jpg )

แพทย์มักใช้ยาทาร่วมกับยากินในการรักษาโรคโรซาเซีย โดยมีผลการศึกษาที่ยืนยันว่าการรักษาแบบผสมผสานนี้มีประโยชน์มากกว่า [1] นอกจากนั้นยังมีผลการศึกษาที่บ่งชี้ว่า การใช้ยาทา IVM วันละครั้งมีประสิทธิภาพในการรักษามากกว่าการใช้ยา metronidazole 0.75% วันละสองครั้ง [2] ส่วนการศึกษา ANSWER เป็นการศึกษาแรกที่ประเมินการใช้ยาทา IVM ร่วมกับยากิน DMR ซึ่งเป็นยากินชนิดเดียวที่ได้รับการรับรองให้ใช้รักษารอยอักเสบที่เกิดจากโรคโรซาเซีย [3]

ผลการศึกษาเผยให้เห็นว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่ใช้ยาทา IVM ร่วมกับยากิน DMR ซึ่งมีรอยโรคหาย 100% เมื่อเวลาผ่านไป 12 สัปดาห์ มีจำนวนมากกว่ากลุ่มที่ใช้ยาทา IVM ร่วมกับยาหลอกถึง 2.5 เท่า (17.8% เทียบกับ 7.2%) นอกจากนี้ ยาทา IVM ควบคู่ยากิน DMR ยังออกฤทธิ์เร็วกว่ายาทา IVM ควบคู่ยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเห็นความแตกต่างชัดเจนตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 สำหรับในส่วนของความปลอดภัยนั้น ทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์จากการศึกษาครั้งนี้ได้รับการนำเสนอในรูปแบบโปสเตอร์ในการประชุม American Academy of Dermatology (AAD) ประจำปี 2562 ที่กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา [4]

ดร. James Del Rosso จาก JDR Dermatology Research/Thomas Dermatology ในลาสเวกัส รัฐเนวาดา ผู้นำเสนอข้อมูลในการประชุม AAD กล่าวว่า "การศึกษา ANSWER คือก้าวสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องทนทุกข์กับโรคโรซาเซียขั้นรุนแรง รวมถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการใช้ยาทา IVM ร่วมกับยากิน DMR มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และออกฤทธิ์เร็วกว่าการใช้ยาทา IVM เพียงอย่างเดียว"

"การที่รอยโรคหาย 100% ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังและมองเห็นได้ชัดเจนเช่นนี้ การรักษาโดยใช้ยาทา IVM ร่วมกับยากิน DMR จะช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนมากมีโอกาสหาย รวมถึงช่วยบรรเทาภาระทางกาย ทางอารมณ์ และทางใจด้วย"

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยที่ใช้ยาทา IVM ร่วมกับยากิน DMR และ "หาย" (IGA 0) นั่นคือรอยอักเสบและผื่นแดงหายไป 100% เมื่อเวลาผ่านไป 12 สัปดาห์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นสองเท่า (11.9% เทียบกับ 5.1%)

นอกจากนี้ ผู้ป่วยจำนวนสามในสี่ทั้งในกลุ่มที่ใช้ยาทา IVM ร่วมกับยากิน DMR และกลุ่มที่ใช้ยาทา IVM ร่วมกับยาหลอก มีความรู้สึกระคายเคืองและแสบร้อนลดลง ณ สัปดาห์ที่ 12 โดย 73.3% และ 75.4% ตามลำดับรายงานว่าอาการดังกล่าวหายไปหมด นอกจากนี้ ทั้งสองกลุ่มยังมีสัดส่วนผู้ป่วยที่หายจากอาการหน้าแดงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (-47.2% และ -41.9% ตามลำดับ) ทั้งยังมีดัชนี DLQI** (คุณภาพชีวิต) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Kamel Chaouche หัวหน้าฝ่าย Global Medical Affairs Rx SIG ของบริษัท Galderma ในเครือ Nestle Skin Health กล่าวว่า "ผลการศึกษา ANSWER แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีของการรักษาผู้ป่วยโรคโรซาเซียขั้นรุนแรงด้วยยาทาร่วมกับยากิน ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและความปลอดภัย ยาทา ivermectin ได้แสดงประสิทธิภาพอีกครั้ง และเมื่อใช้ร่วมกับยากิน doxycycline ที่มีการควบคุมการปลดปล่อยตัวยา ก็ยิ่งทำให้ผู้ป่วยที่รอยโรคหาย 100% มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยของการรักษา"

"Galderma ให้ความสำคัญกับสุขภาพผิวมาอย่างยาวนาน เราตระหนักดีว่าผลกระทบของอาการทางผิวหนังไม่ได้มีแค่ผิวเผิน ไม่ว่าอาการจะรุนแรงหรือไม่ก็ตาม การศึกษา ANSWER มอบหลักฐานใหม่ที่มีความสำคัญ ซึ่งสนับสนุนพันธกิจของเราในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคโรซาเซียให้หาย"

*ผลสำเร็จในการรักษาโรคโรซาเซียแบ่งเป็นระดับ 1 (เกือบหาย) หรือ 0 (หาย) ตามการประเมินความรุนแรง Investigator Global Assessment (IGA) ที่มีทั้งหมด 5 ระดับ การศึกษามากมายแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่ "หาย" (IGA 0) มีเวลานานขึ้นกว่าโรคจะกลับมากำเริบอีกครั้งและมีคุณภาพชีวิตดีกว่าเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ "เกือบหาย" (IGA 1)[5]


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม