หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: กระดุม 5 เม็ด ต้องไปให้สุด เพื่อยกคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย  (อ่าน 4 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 9 ส.ค. 19, 15:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

การอภิปรายของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ที่ผ่านมา หากมองในมุมกลาง ๆ ต้องยอมรับว่าเป็นการอภิปรายที่มองปัญหาเกษตรกรรมของไทยได้อย่างเป็นระบบ ลำดับไล่เรียงความสำคัญของปัญหา โดยมีการอุปมาอุปไมยถึงโมเดลกระดุม 5 เม็ด จนเกิดกระแสโด่งดัง สร้างดาวสภาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน และที่สำคัญทำให้เสียงของเกษตรกรเริ่มมีคนรับฟังมากยิ่งขึ้น

รายละเอียดโมเดลของกระดุม 5 เม็ด (แบบสรุป)

กระดุมเม็ดที่ 1 ปัญหาที่ดิน : 90% ของที่ดินถือครองโดยคนเพียง 10% ซึ่ง 75% เป็นคนไทยที่ไม่มีโฉนดเป็นของตนเอง และชาวนา 45% ยังต้องเช่าที่ดินอยู่ ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ระบบทุนนิยมได้

กระดุมเม็ดที่ 2 ปัญหาหนี้สิน : หากเกษตรกรอยู่ในวงจรหนี้สิน สิ่งแรกที่จะนึกถึงคือการรีบใช้หนี้ให้ได้ และทำให้ติดลูปปลูกพืชซ้ำ ๆ เดิม ๆ จนเป็นปัจจัยกดดันราคา

กระดุมเม็ดที่ 3 ต้นทุนสูง : เกษตรกรทำงานด้วยต้นทุนสูง แต่ได้ราคาต่ำ ทำให้ไม่สามารถเก็บออม และไม่มีเงินทุนเป็นของตัวเอง จึงไม่สามารถเข้าถึงการแปรรูปและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้

กระดุมเม็ดที่ 4 นวัตกรรม : การแปรรูปสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกัญชามีคุณค่ามากกว่ามูลค่า และห่วงว่าคนไทยต้องนำเข้ากัญชา และมีทุนใหญ่ผูกขาดผลประโยชน์ คำถามคือจะผลักดันกัญชาทางการแพทย์ให้เป็นเบอร์ 1 ของเอเชียได้อย่างไร?

กระดุมเม็ดที่ 5 การท่องเที่ยวเชิงเกษตร : หลายคนต้องการพัฒนาตัวเองจากผู้ผลิต เป็นผู้ให้บริการเกษตรเชิงท่องเที่ยว แต่ติดปัญหาที่กระดุมเม็ดที่ 1 เหมือนเดิม



แม้ว่าปัญหาทั้งหมดที่เรียบเรียงออกมาเป็นกระดุม 5 เม็ดให้เข้าใจได้ง่ายนี้ ก็ยังไม่ครอบคลุมถึงปัญหาโดยรวมของพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ ซึ่งมีอีกมากมายหลายปัญหาที่ต้องแก้ไข ซึ่งสังเกตได้ง่าย ๆ ว่ายังไม่พบเกษตรกรตัวจริงของประเทศ ที่ร่ำรวยได้เหมือนเกษตรกรแถบในประเทศ ญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา ฯลฯ เรียกว่าเกือบ ร้อยทั้งร้อย ผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรยังยากจนข้นแค้นและมีหนี้สินอยู่มาก....

แต่ก็ต้องขอบคุณท่าน ส.ส.พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ได้ทำให้รัฐบาลและประชาชนในสาขาอาชีพอื่น ๆ ได้รับรู้ถึงปัญหาหลัก ๆ เหล่านี้จากโมเดลกระดุม 5 เม็ด และอยากจะฝากเพิ่มเติมเข้าไปในเรื่องต่าง ๆ อีกเพื่อให้สื่อมวลชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้รับรู้ และเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรของเราให้สามารถดำรงชีพได้แบบลืมตาอ้าปากกันจริง ๆ ด้วยการช่วยกันกระตุ้นให้รัฐบาลแก้ไข หรือ กำหนดนโยบายดำเนินการ ช่วยเหลือเกษตรกรได้ตรงจุดดังนี้

1. การจัดสรรที่ดินทำกินของพี่น้องเกษตรกรและประชาชนผู้ยากไร้ ควรยกเลิกกฎระเบียบและข้อจำกัดที่มีเงื่อนไขไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตออกไป และควรยกเลิก ควบคุม ดูแล อย่าปล่อยให้นายทุนเช่า สัมปทาน อีกทั้งไปออกกฎหมายให้ถือครองที่ดินแบบพิเศษ ซึ่งรัฐได้ผลตอบแทนน้อยมาก

2. บริหารจัดการแหล่งน้ำ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้เข้าถึงที่ดินและแหล่งทำกินของประชาชนหรือเกษตรกร เพื่อแก้ปัญหา น้ำท่วม ภัยแล้ง ซ้ำซาก และอำนวยความสะดวกในการดำรงชีพและทำอาชีพเกษตรกรรม

3. เกษตรกรมีหนี้สิ้นล้นพ้นตัว เกินมูลค่าที่ดินและหลักทรัพย์ เกษตรกรอีกส่วนหนึ่งติดแบล็คลิสก์ จึงไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ในระบบ จึงขาดเงินทุนในการดำเนินงาน เรื่องนี้ต้องแก้ไขและช่วยเหลืออย่างจริงจัง

4. เกษตรกรส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงเงินที่รัฐจัดลงไปให้โดยผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น งบพัฒนาจังหวัดที่ผ่านหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พัฒนาชุมชน หรือแม้กระทั่งงบผ่านธนาคารออมสิน กรุงไทย ธกส. SME. เพราะติดที่ข้าราชการหรือผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น พนักงานรัฐหรือพนักงานธนาคาร ปัจจัยเหล่านี้นำพาพวกเขาเข้าสู่หนี้นอกระบบ

5. ต้องส่งเสริมเรื่อง “เกษตรอินทรีย์” “เกษตรปลอดสารพิษ” อย่างจริงจัง ด้วยการสร้างมาตรฐานที่น่าเชื่อถือและในเบื้องต้นเพื่อสร้างราคาที่แตกต่าง จนกว่าจะเริ่มกลับสู่จุดสมดุลและราคาไม่แพง ไม่ใช่มีการรับรองและได้ตราสัญลักษณ์จากภาครัฐแล้ว แต่กลับตรวจพบสารพิษตกค้างอยู่แถมได้ขายอยู่บนห้างชั้นนำของประเทศด้วย ซึ่งทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญควรกำหนดให้มีเพียงมาตรฐานเดียวเท่านั้นและสามารถนำไปใช้ได้ทั่วโลกให้เป็นสากล

6. เปิดโอกาสให้เกษตรกร ผลิตปัจจัยการผลิตและจัดจำหน่ายได้ด้วยตนเอง ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ จุลินทรีย์และสมุนไพรในการกำจัดโรคแมลง สารชีวภัณฑ์ต่าง ๆ โดยให้มีการประกวดแข่งกันผลิตให้ได้มาตรฐานที่ต้องการ โดยเริ่มคัดเลือกจาก 10,000 คนในปีแรก และคัดเลือกให้เหลือ 5,000 คนในปีถัดไป และคัดเลือก ไปเรื่อย ๆ จนได้เกษตรกรหรือปราชญ์ชาวบ้านหัวก้าวหน้าที่สามารถผลิตปัจจัยการผลิตเกษตรอินทรีย์ เพื่อทดแทนเงินตราที่รั่วไหลออกนอกประเทศจากการนำเข้าสารพิษวัตถุอันตรายปีละเกือบ 100,000 ล้านบาท และรวมถึงการดูแลรักษาพยาบาลโรคภัยไข้เจ็บจากสารพิษการเกษตร โดยรัฐต้องเสียเงินอีกมากมายมหาศาล

ทั้งหมดคือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในมุมของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ที่ต่อยอดมาจากโมเดลกระดุม 5 เม็ดของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้แต่หวังให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาทบทวนและนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกร ประชาชน และประเทศชาติของเราให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปครับ

สนับสนุนบทความโดยนายมนตรี บุญจรัส

กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยกรีน อะโกร จำกัด (ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ)

สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02 986 1680 – 2



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:  ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ แจ๊คหม่า ทิศทางเกษตรไทย ไทยกรีน อะโกร 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม