หน้า : 1  พิมพ์หน้านี้ - เผยแพร่ผลงานวิชาการ

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => ห้องความรู้ => ข้อความที่เริ่มโดย: poo_tanchanok ที่ 29 ต.ค. 21, 12:56 น

เผยแพร่ผลงานวิชาการ


กระทู้: เผยแพร่ผลงานวิชาการ
เริ่มกระทู้โดย: poo_tanchanok ที่ 29 ต.ค. 21, 12:56 น
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง      การพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบ story telling ที่ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณ                เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 
ชื่อผู้ศึกษา   ธัญชนก   เดชพันธ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลวัดนิโครธาราม
สังกัดกองการศึกษา  เทศบาลเมืองพัทลุง  ตำบลคูหาสวรรค์  อำเภอเมืองพัทลุง  จังหวัดพัทลุง
ปีที่ศึกษา   2562

   การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อออกแบบและพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบ story telling ที่ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณ เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียน          ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2. เพื่อศึกษาการคิดวิจารณญาณของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้แบบ story telling ที่ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณเรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา  3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้แบบ story telling ที่ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณ เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้แบบ story telling ที่ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณ เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอนได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การสังเคราะห์ข้อมูลผลการเรียนเพื่อกำหนดสื่อการสอน จากศึกษาค้นคว้า ตำรา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบและการหาประสิทธิภาพชุดการเรียนรู้แบบ story telling จากการประเมินความเหมาะสมด้วยแบบประเมินมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับจากผู้เชี่ยวชาญ และหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ขั้นตอนที่ 3 การใช้และการหาประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้แบบ story telling จากการทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนเทศบาลวัดนิโครธาราม มีนักเรียนจำนวน 27 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 16 ชั่วโมง ขั้นตอนที่ 4 การพัฒนาและการขยายผลการใช้ชุดการเรียนรู้แบบ story telling โดยขยายผลให้ผู้สอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ 1. ชุดการเรียนรู้แบบ story telling ที่ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณ เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 เล่ม 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้แบบ story telling ที่ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณ เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Likert  Scale) จำนวน 10 ข้อ 4. แบบประเมินการคิดวิจารณญาณ ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้แบบ story telling ที่ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณ เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ (Likert  Scale) จำนวน 4 ข้อ 5. แผนการจัดการเรียนรู้ ชุด การเรียนรู้แบบ story telling จำนวน 16 แผน แล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลหาประสิทธิภาพของกระบวนการประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที t – test (dependent) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
   1. การพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบ story telling ที่ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณ เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.27 /88.90 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ 1
   2. ทักษะการคิดวิจารณญาณของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้แบบ story telling ที่ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณเรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับดีขึ้นไปทุกคน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ 2
   3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้แบบ story telling ที่ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณ เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้แบบ story telling ที่ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณ เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.38 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ 4