หน้า : 1  พิมพ์หน้านี้ - ผศ.ดร.ประภาศ ปานเจี้ยง : จากแตงโม ภัทรธิดา ถึงสิงห์ สควีซ แอนิมอล การเรียนรู้ทาง

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => เรื่องเด่นประเด็นดัง => ข้อความที่เริ่มโดย: catmanow ที่ 11 ส.ค. 15, 17:25 น

ผศ.ดร.ประภาศ ปานเจี้ยง : จากแตงโม ภัทรธิดา ถึงสิงห์ สควีซ แอนิมอล การเรียนรู้ทาง


กระทู้: ผศ.ดร.ประภาศ ปานเจี้ยง : จากแตงโม ภัทรธิดา ถึงสิงห์ สควีซ แอนิมอล การเรียนรู้ทาง
เริ่มกระทู้โดย: catmanow ที่ 11 ส.ค. 15, 17:25 น
ผศ.ดร.ประภาศ ปานเจี้ยง : จากแตงโม ภัทรธิดา ถึงสิงห์ สควีซ แอนิมอล การเรียนรู้ทางสังคม

(ที่มา:มติชนรายวัน 11 สิงหาคม 2558)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1439279736 (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1439279736)

 (http://www.matichon.co.th/online/2015/08/14392797361439279783l.jpg)

ท่ามกลางบรรยากาศการตื่นตัวทางปัญญา พฤติกรรมหลายๆ อย่างของมนุษย์อาจจะถูกแปลความด้วยสายตาของบุคคลทั่วไปว่าเป็นข้อบกพร่องของมนุษย์ก็ตามที แต่มนุษย์ก็ยังยิ่งใหญ่เสมอที่จะกำหนดเส้นทางเดินของตน แม้ด้วยเหตุผลที่ผิดแผกกัน

เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ข่าวคราวของนางเอกสาว "แตงโม ภัทรธิดา" ที่มีความขัดแย้งกับนักร้องหนุ่ม "โตโน่ ภาคิน" จนทำให้เธอกินยานอนหลับเกินขนาดเพื่อหวังฆ่าตัวตาย แต่โชคดีมีคนใกล้ชิดมาพบและนำส่งโรงพยาบาล จนสามารถรอดพ้นจากความตายมาได้ เป็นข่าวที่คนทั้งประเทศให้ความสนใจมาก มาปลายเดือน ข่าวการฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดตึกสูง 9 ชั้นของ "สิงห์ ประชาธิป" ศิลปินวงสควีซ แอนิมอล ดูเสมือนว่าได้รับความสนใจยิ่งกว่า โดยเฉพาะพื้นที่ของการสื่อสารทางสื่อสังคมออนไลน์

ความรักและความปรารถนาการครองคู่ครองเรือนเป็นภาวะทางอารมณ์ที่โลกทางธรรมชาติกำหนดในตัวมนุษย์สามัญ ในมิติของความรักที่เป็นภาวะทางอารมณ์นี้ แน่นอนมนุษย์สามารถไปถึงจุดที่สัมผัสถึงความดูดดื่มที่อยู่เหนือการปรุงแต่งใดๆ ด้วยทางวัตถุและเงื่อนไขทางวัฒนธรรม โดยไม่ควรจะถูกมองว่าเป็นความบกพร่องของมนุษย์ผู้ที่มีความรัก แต่ผู้ที่แสดงออกและตัดสินใจทางความรักอย่างใช้สติปัญญาเพื่อหาความสมดุลให้แก่ชีวิตได้อย่างเหมาะสม จะเป็นคนที่จะมีชีวิตรอดปลอดภัยอย่างไม่เป็นทุกข์ได้ กรณีคุณแตงโม ภัทรธิดา และคุณสิงห์ ศิลปินวงสควีซ แอนิมอล ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมมนุษย์และสังคมไทย และเขาทั้งสองก็ไม่ควรถูกประณามจากผู้คนที่รับรู้เรื่องราวนี้ว่าอ่อนแอ หรือไม่รักตนเอง บูชาความรักจนความรักบดบังสติปัญญา

ท่ามกลางปัญหามากมายที่รายล้อมและพันธนาการการก้าวเดินไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนของประเทศชาติ ปัญหาความเปราะบางทางอารมณ์รักที่แสดงออกมาจากตัวตนของคนหนุ่มสาว เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ชี้วัดได้อย่างชัดเจน คุณภัทรธิดาและคุณประชาธิปจึงเป็นตัวอย่างของผู้ที่ตัดสินใจต่อความรักของตัวเองที่สังคมต้องให้ความสนใจ

ควรใช้เป็นกรณีศึกษาในห้องเรียนของครูบาอาจารย์ที่กำลังสอนนักเรียนนักศึกษาวัยรุ่น โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายที่เข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัว และกลุ่มหนุ่มสาวชาวมหาวิทยาลัยที่ผ่านโค้งแรกของการเป็นวัยรุ่นมาแล้ว และกำลังเตรียมตัวเป็นพลเมืองชั้นปัญญาของสังคม



การสอน "วิชาชีวิต" ที่ต้องใช้กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในสังคมประจำวัน โดยเฉพาะกรณีศึกษาจากคนดังของสังคม ซึ่งสังคมให้ความสนใจมากกว่ากรณีของบุคคลทั่วไป เป็นสิ่งที่ครูผู้สอนจำเป็นต้องกระทำอย่างทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะยุคสมัยที่ข่าวสารมาทางสมาร์ทโฟน (จนทั้งผู้สอนและผู้เรียนกลายเป็นคนของสังคมก้มหน้า) ครูต้องนำประเด็นพฤติกรรมมนุษย์ที่สังคมสนใจอย่างกว้างขวางเข้าสู่ห้องเรียน เพื่อชี้ผิดชี้ถูก และให้นักเรียนแสดงทรรศนะต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รวมทั้งทรรศนะของผู้สอนเองที่จะเป็นประโยชน์ต่อลูกศิษย์ที่อยู่เบื้องหน้า

ผู้เขียนคิดว่าหากไม่ทำเช่นนั้น ก็ย่อมแสดงว่าเราปล่อยให้การศึกษาในห้องเรียนของเยาวชนเป็นไปอย่างเลื่อนลอย ขาดการบูรณาการ (Integrative) กับชีวิต เป็นการศึกษาที่แยกส่วน มองไม่เห็นองค์รวม (Holistic) ของการศึกษาที่สัมพันธ์กับชีวิตและโลก พระเดชพระคุณหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกขพลารามเรียกการศึกษาแบบนี้ว่าเป็นการศึกษาแบบ "หมาหางด้วน" กล่าวคือ เป็นการศึกษาที่ไม่ทะลุไปถึงขั้น "ปัญญา"

ในมิติทางด้านจิตวิทยาการศึกษาที่ครูทุกคนต้องได้เรียนรู้ น่าสรรเสริญคุรุสภา ผู้ควบคุมดูแลการผลิตครูในประเทศนี้ยิ่งนักที่พยายามปรับปรุงมาตรฐานการเรียนรู้ให้หลักสูตรผลิตครูทุกสาขาวิชาตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 เป็นต้นมา มีวิชาจิตวิทยาสำหรับครูอยู่ด้วย ซึ่งผู้ที่จะประกอบอาชีพครูทุกคนต้องเรียน ทั้งหลักสูตรปริญญาตรี หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู และหลักสูตรปริญญาโททางการศึกษาทุกหลักสูตร ผู้เขียนเองเป็นผู้สอนวิชานี้ทั้งหลักสูตรครูระดับปริญญาตรี ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู และระดับปริญญาโททางการศึกษา

ทฤษฎีจิตวิทยาการศึกษาทฤษฎีหนึ่งชื่อ "ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม" ของ อัลเบิร์ต แบนดูรา (Albert Bandura) นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงของโลก มีความเชื่อว่า การเรียนรู้หลายอย่างของมนุษย์เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมทางสังคม โดยที่บุคคลใช้การสังเกตการกระทำของผู้อื่น แล้วเลียนแบบการกระทำนั้นๆ เรียกผู้ที่ถูกเลียนแบบการกระทำหรือเจ้าของพฤติกรรมที่ถูกเลียนแบบว่าตัวแบบ (Model) ศาสตร์ทางจิตวิทยาจึงเรียกการเรียนรู้ของทฤษฎีนี้อีกอย่างหนึ่งว่าการเรียนรู้โดยใช้ตัวแบบ (Modeling) เรียกผู้เลียนแบบว่าผู้เรียนรู้ (Learner)

ตัวอย่างพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ตามความแนวคิดของทฤษฎีนี้ เช่น การฝึกทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรหรือคำ จะทำไม่ได้เลยหากไม่ใช้วิธีการเรียนรู้โดยการสังเกตจากตัวแบบ การเรียนรู้การขับรถยนต์ จะเรียนได้ดีโดยใช้วิธีนี้ เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้ท่านั่งที่ถูกต้อง การวางมือ แขน เท้า ลำดับขั้นตอนของการกระทำที่จะทำให้รถยนต์เคลื่อนออกไปได้ โดยผู้สอนจะอธิบายสิ่งต่างๆ ที่สำคัญให้ฟัง
 
 
เช่น ท่านั่งที่ถูกต้องและมีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว การเสียบกุญแจ การติดเครื่องยนต์ การเข้าเกียร์ การเหยียบเบรก การเหยียบคันเร่ง พร้อมทั้งสาธิตให้ดู เป็นต้น

(มีต่อ)


กระทู้: ผศ.ดร.ประภาศ ปานเจี้ยง : จากแตงโม ภัทรธิดา ถึงสิงห์ สควีซ แอนิมอล การเรียนรู้ทาง
เริ่มกระทู้โดย: catmanow ที่ 11 ส.ค. 15, 17:26 น


ขั้นตอนการเรียนรู้โดยการสังเกตจากพฤติกรรมของตัวแบบนี้ แบนดูราได้กล่าวว่า ประกอบด้วย 4 ขั้นคือ

1.ขั้นให้ความสนใจ (Attention) ในขั้นนี้ผู้เลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ จะสนใจรายละเอียดของพฤติกรรมนั้นว่า มีวิธีการแสดงพฤติกรรมอย่างไร พฤติกรรมที่ซับซ้อนมากก็จะเลียนแบบได้ยาก พฤติกรรมที่ซับซ้อนน้อยก็จะเลียนแบบได้ง่าย

2.ขั้นจำ (Retention) ในขั้นนี้ผู้เลียนแบบจะจำรายละเอียดต่างๆ ของการแสดงพฤติกรรมไว้ในตัว เป็นขั้นการถ่ายโอนข้อมูลจากเจ้าของพฤติกรรมมาสู่ผู้เลียนแบบ

3.ขั้นปฏิบัติ (Reproduction) ในขั้นนี้ผู้เลียนแบบพฤติกรรมจะทำตามพฤติกรรมที่ตนเองสนใจ และได้จำรายละเอียดไว้แล้ว จึงเกิดเป็นพฤติกรรมของผู้เลียนแบบเอง

4.ขั้นการจูงใจ (Motivation) ขั้นนี้น่าสนใจมาก เมื่อผู้เลียนแบบได้แสดงพฤติกรรมที่ตนเองเลียนแบบออกไป แล้วได้รับความสนใจ หรือได้รับการชื่นชมจากสังคม รวมทั้งได้รับความสนใจในลักษณะที่เป็นข่าวทางสังคม แม้บางครั้งดูเสมือนว่าเป็นข่าวที่สร้าง "ชื่อเสีย" ไม่ใช่ "ชื่อเสียง" แต่ผู้เลียนแบบที่อยากดังจะคิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี สร้างแรงจูงใจให้เขาแสดงพฤติกรรมนั้นๆ อีก เช่น กรณีของเด็กแว้นและสก๊อยที่ขี่รถซิ่งป่วนเมือง หรือกรณีนักเรียนนักเลงที่ตีกันก็จะ "พลิก" สถานการณ์ที่เป็นข่าวทางสังคม กลายเป็นความสนุก ได้ดัง ได้เป็นที่สนใจของสังคม นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เราแก้ปัญหาเด็กแว้นและนักเรียนนักเลงไม่ได้อย่างอยู่หมัดซะที

ในขั้นที่ 1 ซึ่งเป็นขั้นให้ความสนใจ เป็นขั้นที่ผู้เลียนแบบให้ความสนใจกับตัวแบบ ตัวแบบที่มีลักษณะเด่น มีสถานภาพทางสังคมสูง มีความสามารถและมีความเชี่ยวชาญพิเศษ จะได้รับความสนใจและมีผลต่อการเลียนแบบมากกว่าตัวแบบลักษณะอื่น โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นจะให้ความสนใจต่อตัวแบบที่มีชื่อเสียงในสังคม เช่น ดาราภาพยนตร์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬา นางงาม นางแบบ เป็นต้น เรื่องราวที่ไม่พึงประสงค์ของคนดังจึงมีพลังให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบได้มากเป็นพิเศษ

ผู้เขียนกล่าวถึงทฤษฎีนี้เพื่อต้องการแสดงความเห็นว่าหากครู-อาจารย์ปล่อยให้กรณีการแก้ปัญหาความผิดหวังจากความรักของดารา นักร้อง ด้วยการฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะโดยวิธีไหนๆ ของคนดังทางสังคมคนไหนๆ ลอยนวลไป โดยไม่ได้ชี้แนะว่าเป็นการควรหรือไม่ควร อย่างไร วิธีการแก้ปัญหาแบบนี้อาจจะเป็นทางเลือกให้เด็กของเราเลือกเพื่อแก้ปัญหาความรักของเขา (เพิ่มขึ้นอีก) เนื่องจากอาจจะคาดหวังว่าจะมีคนมาพบเห็นแล้วจะช่วยนำส่งโรงพยาบาลได้ทัน เหมือนกรณีคุณแตงโม ภัทรธิดา หรือกลายเป็นคนที่ผู้คนสนใจแห่แหนกันเข้าชมคลิปผลงานหลังจากเสียชีวิต เหมือนกรณีคุณสิงห์ ประชาธิป ตนเองก็จะได้กลายเป็นที่สนใจของสังคมหรือผู้คนที่รับรู้ เหมือนที่พฤติกรรมของคุณแตงโม ภัทรธิดา และคุณสิงห์ ประชาธิป วงสควีซ แอนิมอล ได้รับความสนใจจากสังคม

ทั้งคุณแตงโม ภัทรธิดา และคุณสิงห์ ประชาธิปนั้นผู้เขียนคิดว่าสังคมไม่ควรห่วงแล้ว คุณแตงโม ภัทรธิดา ไม่น่าห่วงเนื่องจากเธอปลอดภัยแล้ว ส่วนคุณสิงห์ก็ไปสู่อิสระจากวัฏสงสารแล้ว แต่ที่น่าห่วงคือเยาวชนของเราที่ให้ความสนใจทั้งสองเหตุการณ์นี้



"ความรักที่แท้จริงไม่ใช่สีแดง ย่อมมีสีดำดั่งสีนิลเหมือนดังสีศอพระศิวะ เมื่อทรงดื่มยาพิษเพื่อรักษาโลกไว้ให้พ้นภัย ความรักแท้จริงต้องสามารถต้านทานพิษแห่งชีวิต" (เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป : 2552) วาสิฏฐี สตรีผู้มีส่วนนำทางและกระตุ้นให้กามนิตสลัดพ้นจากบ่วงกรรมอย่างสิ้นเชิงกล่าวไว้เช่นนั้น เธอจึงแสดงออกทางความรักได้ถึงขั้นใช้ความรักเป็นยาต้านทานพิษแห่งชีวิต ไม่ใช่กลับมาเป็น "ยาพิษ" เสียเอง

คุณแตงโม ภัทรธิดา และคุณสิงห์ ประชาธิป พลาดพลั้งใช้ความรักเป็นยาพิษไปแล้ว แทนที่จะใช้ความรักเป็นยาต้านทานพิษ คุณแตงโมโชคดีที่เธอรอดชีวิตมาได้ แน่นอนเธอยังมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่กับความรักใหม่ และบุคคลรอบข้างมากมายที่รักและเป็นห่วงเธอ คุณสิงห์ ประชาธิป มีคุณงามความดี ความสามารถทางด้านดนตรีทั้งการเล่นกีตาร์ และการร้องเพลง ไว้เป็นความงดงามของชีวิตที่ "ประดับไว้ในโลกา" ให้คนที่เขารักและรักเขากล่าวขานได้อีกนานเท่านาน

แต่เยาวชนแฟนคลับที่เป็นลูกหลานของเราต่างหากเล่า ที่น่าเป็นห่วงว่า หากไม่สมหวังในความรักขึ้นมาแล้ว จะใช้ความรักเป็นยาพิษแทนยาต้านทานพิษ จนต้องเป็นโศกนาฏกรรมให้เราต้องเสียอกเสียใจอยู่ร่ำไปอีกกี่ราย
 
 ผศ.ดร.ประภาศ ปานเจี้ยง
คณะศิลปศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ม.หาดใหญ่