หน้า : 1  พิมพ์หน้านี้ - โครงการพัฒนาดอยตุง และเพิ่ม script สำหรับ IE 10 – 11 ค่ะ

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => ร่วมเทิดไท้องค์ราชันย์ => ข้อความที่เริ่มโดย: sorono55 ที่ 14 พ.ย. 19, 14:35 น

โครงการพัฒนาดอยตุง


กระทู้: โครงการพัฒนาดอยตุง
เริ่มกระทู้โดย: sorono55 ที่ 14 พ.ย. 19, 14:35 น
โครงการพัฒนาดอยตุง
(https://ed.files-media.com/ud/book/content/1/152/454531/PICT0068-960x640-qa-94.jpg)
“ฉันจะปลูกป่าดอยตุง” พระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ที่ในเวลาต่อมาได้ก่อตั้งเป็นโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยพระองค์ทรงได้รับ แรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยทรงสังเกตเห็นว่าชาวไทยภูเขาส่วนใหญ่ยากจนและขาดโอกาสในการดำเนินชีวิต พระองค์จึงมีพระราชปณิธานริเริ่มทำเป็นโครงการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมป์ เพื่อขยายผลการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ให้มีความรู้ มีอาชีพ สามารถเลี้ยงตัวเองได้ พร้อมกับพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เคยเสื่อมโทรมบนดอยตุงให้กลับมีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการปลูกป่าและส่งเสริมให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างมีจิตสำนึกและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
(https://ed.files-media.com/ud/book/content/1/152/454531/PICT0102-960x640-qa-94.jpg)
นับเป็นอีกหนึ่งโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ใช่แค่การปลูกพืชทดแทน แต่เป็นการพัฒนาที่มีความหลากหลายในการดำรงชีวิตที่ทำได้จริง โดยเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้ชุมชนดอยตุงสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ


กระทู้: โครงการพัฒนาดอยตุง
เริ่มกระทู้โดย: lukey2009 ที่ 29 พ.ย. 19, 12:21 น
(https://d1jiktx90t87hr.cloudfront.net/247/wp-content/uploads/sites/2/2014/01/1-60-3.jpg)
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวารถวายพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี, ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ
(https://d1jiktx90t87hr.cloudfront.net/247/wp-content/uploads/sites/2/2014/01/1-56-2.jpg)
-ก่อนเสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เพื่อพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เฝ้าทูลฯ กราบบังคมทูลเชิญเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐ แห่งราชจักรีวงศ์ โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรได้มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์
(https://d1jiktx90t87hr.cloudfront.net/247/wp-content/uploads/sites/2/2018/01/h_53143032_reference.jpg)
(https://d1jiktx90t87hr.cloudfront.net/247/wp-content/uploads/sites/2/2018/01/h_53143043_reference.jpg)
-จากนั้นเสด็จฯไปประทับราบ ณ พระสุจหนี่ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ แล้วทรงกราบถวายบังคม ทรงเปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ ทรงกราบราบ ก่อนทรงมีพระราชปฏิสันถารกับคณะผู้เข้าเฝ้า ฯ
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


กระทู้: โครงการพัฒนาดอยตุง
เริ่มกระทู้โดย: sorono55 ที่ 17 ธ.ค. 19, 10:43 น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสำคัญของ "ภาษาไทย"

           ด้วยทรงตระหนักว่าเป็นภาษาประจำชาติ ซึ่งไม่ได้สำคัญเพียงใช้พูด อ่าน และเขียนเท่านั้น แต่ในความเป็นภาษาของชาติ ยังได้แสดงถึงความเป็นเอกราช ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร ภาษาไทยจึงมีเอกลักษณ์ที่เป็นของตนเอง คนไทยทุกคนจึง ควรภูมิใจในมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษไทยได้คิดค้นขึ้นมา
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระอัจฉริยภาพทางด้านภาษาและหนังสืออย่างยอดเยี่ยม ทรงสนพระราชหฤทัยและทรงศึกษาภาษาไทยอย่างลึกซึ้งจนทรงแตกฉานด้านภาษาไทย ซึ่ง ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในกระแสพระราชดำริ พระบรมราโชวาท หรือพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่บุคคลและคณะบุคคลในวโรกาสและสถานที่ต่างๆ
ทรงมีพระเมตตาห่วงใยในการใช้ ภาษาไทย การออกเสียง และการบัญญัติศัพท์ ดังเช่นกระแสพระราชดำรัสเมื่อครั้งเสด็จไปร่วม ประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย

คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช 2505 มีความบางตอนดังนี้
        "ภาษาไทยเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเป็นสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง เช่น ในทางวรรณคดี เป็นต้น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาไว้ให้ดี… เรามีโชคดีที่มีภาษาเป็นของตนเอง แต่โบราณกาล อย่างหนึ่งต้องรักษาไว้… ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบเป็นประโยคนับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือ ความร่ำรวยในคำภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้… การบัญญัติศัพท์ใหม่ก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน จำเป็น แต่อันตราย… คำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็น ทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรใช้คำเก่าๆที่มีอยู่ ไม่ควรตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก และผู้ที่ตั้งคำนั้นต้องรู้คำและหลักภาษาลึกซึ้งทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ…"
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยใช้ภาษาไทยในทุก ภูมิภาค แม้ในบางท้องถิ่นมีการใช้ภาษาถิ่น เช่น ชาวเขาเผ่าต่างๆ ชาวกะเหรี่ยง ชาวไทยมุสลิมในภาคใต้
ก็จะพระราชทานพระราชดำริให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสอนภาษาไทยให้แก่คนเหล่านี้ เพื่อที่จะได้พูดภาษาไทยในการติดต่อสื่อสารกัน การที่ทรงพระปรีชาญาณ ทรงวิจารณ์และพระราชทานกระแสพระราชดำริเกี่ยวกับภาษาได้อย่างลึกซึ้ง ส่วนหนึ่งเนื่องจากการฝึกฝนของพระองค์ในยามว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ ทำให้ทรงแตกฉานด้านภาษาไทย ซึ่งจะเห็นได้จากงานพระราชนิพนธ์ของพระองค์หลายเรื่อง เช่น
- พระราชกิจรายวันของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
- เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์
- พระราชนิพนธ์พระมหาชนก นอกจากนี้ ยังมีพระราชนิพนธ์แปลและบทความต่างๆ อีกหลายเรื่อง อาทิ
- นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ
- ติโต
- เศรษฐศาสตร์ตามนัยของพระพุทธศาสนา บทที่ 4 เล็กดีรสโต
         ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อภาษาไทยและหนังสือไทยอย่างมากมายนี้ จึงทรงได้รับการยกย่องเทิดทูนจากองค์กรต่างๆ เช่น คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทูลเกล้าฯถวายพระราชสมัญญา "อัครศิลปิน" เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2529 พระมหากรุณาธิคุณอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับแนวคิดใหม่ทางวรรณกรรมคือ ทรงเห็นว่า ควรมีหนังสือชุดที่ช่วยให้เยาวชนไทยสามารถศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง แม้ว่าจะไม่มีโอกาสเรียนต่อในระดับสูงก็สามารถค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในยามที่มีปัญหาการขาดแคลนครูและสถานที่เรียน หนังสือสารานุกรมจะช่วยคลี่คลายได้
         หนังสือชุดนี้ก็คือ "สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" จึงมีพระราชดำรัสให้จัดตั้งโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ
เพื่อดำเนินการสร้างหนังสือสารานุกรมไทยฯ ฉบับใหม่ชุดหนึ่ง มีความมุ่งหมายที่จะนำวิชาการแขนงต่างๆที่ควรศึกษา ออกเผยแพร่แก่เยาวชนให้แพร่หลายและทั่วถึง เพื่อเยาวชนจัก ได้หาความรู้ช่วยตัวเองได้โดยการอ่านหนังสือ