หน้า : 1  พิมพ์หน้านี้ - การวิจัยและพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM และเพิ่ม script สำหรับ IE 10 – 11 ค่ะ

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => ไร้สังกัด => ข้อความที่เริ่มโดย: ชนิดาภา ชัยมงคล ที่ 31 พ.ค. 20, 14:53 น

การวิจัยและพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM


กระทู้: การวิจัยและพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM
เริ่มกระทู้โดย: ชนิดาภา ชัยมงคล ที่ 31 พ.ค. 20, 14:53 น
ชื่องานวิจัย   การวิจัยและพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ
         โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด
         การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
         ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
กลุ่มสาระการเรียนรู้   ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ผู้วิจัย   นางชนิดาภา ชัยมงคล   
ปีการศึกษา   2560

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ              B-SLIM เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 2) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ         B-SLIM เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อทดลองใช้ชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร           ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) เพื่อประเมินและปรับปรุงแก้ไขชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร                    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะ และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 28 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนเทศบาลบูรพาอุบล อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ใช้การสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการวิจัย คือ One Group Pretest Posttest Design เครื่องมือ            ที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความต้องการ 2) แบบสัมภาษณ์ 3) ชุดฝึกทักษะ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า t-test แบบ Dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) นำเสนอแบบพรรณนาความ
   ผลการวิจัย พบว่า
   1. นักเรียน และผู้เกี่ยวข้องต้องการให้สร้างชุดฝึกทักษะที่มีรูปแบบที่หลากหลาย เนื้อหาน่าสนใจ โดยเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวนักเรียนมาสร้างเป็นชุดฝึกทักษะ โดยให้มีรูปภาพประกอบสวยงาม
   2. ชุดฝึกทักษะที่พัฒนาขึ้นมี 9 ชุด คือ ชุดฝึกทักษะที่ 1 Welcome to Ubon Ratchathani ชุดฝึกทักษะที่ 2 How to get to Ubon Ratchathani? ชุดฝึกทักษะที่ 3 Attractions Antiquities ชุดฝึกทักษะที่ 4 Attractions Temple I ชุดฝึกทักษะที่ 5 Attractions Temple II ชุดฝึกทักษะที่ 6 Attraction Nature I ชุดฝึกทักษะที่ 7 Attraction Nature II ชุดฝึกทักษะที่ 8 Events and Festivals ชุดฝึกทักษะที่ 9 Locals Products, Souvenirs and Examples of Tour ซึ่งองค์ประกอบของชุดฝึกทักษะ ประกอบด้วย 1) คำแนะนำการใช้ชุดฝึกสำหรับครู  2) คำแนะนำการใช้ชุดฝึกสำหรับนักเรียน 3) สาระสำคัญ 4) มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด 5) จุดประสงค์การเรียนรู้ 6) แบบทดสอบก่อนเรียน 7) ใบความรู้ (Knowledge sheet) 8) ใบคำศัพท์ (Vocabulary) 9) ใบกิจกรรม จำนวน 6 กิจกรรม 10) แบบทดสอบหลังเรียน 11) เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนและเฉลยชุดฝึกทักษะ      
   3. ชุดฝึกทักษะมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.02/85.56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
4. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจากชุดฝึกทักษะ สูงกว่าก่อนเรียนจากชุดฝึกทักษะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโดยภาพรวมเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรม และด้านคุณประโยชน์ อยู่ในระดับมากทุกด้าน และทุกข้อ